ตอน 6
บทที่ 6 โม่หรานดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างเข้าแล้ว
เมื่อเห็นเอ้อร์โก่วจื่อหยิบลูกอมนมออกมา ชาวบ้านที่มุงดูกันอยู่ก็ฮือฮาขึ้นมาทันที
“ดูท่าเอ้อร์โก่วจื่อคงโดนใครเอาลูกอมมาล่อซื้อตัวสินะ ใครช่างใจคออำมหิตนักถึงกับใช้ลูกอมมาเสี้ยมสอนเด็กให้เที่ยวป่าวประกาศข่าวลือใส่ร้ายสหายโม่เช่นนี้!”
“ฉันก็ว่าเรื่องวันนี้มันแปลกๆ สงสัยต้องมีใครจงใจใส่ร้ายสหายโม่แน่”
“จิตใจทำด้วยอะไรกัน เลวร้ายเกินไปแล้ว ชื่อเสียงของลูกผู้หญิงสำคัญแค่ไหนกัน นี่กะจะบีบให้สหายโม่ตายเลยหรือไง!”
“...”
“ทำเรื่องชั่วช้ายังไม่พอ ยังลากเด็กเจ็ดแปดขวบมาเป็นเครื่องมืออีกร้ายกาจจริงๆ ต้องลากตัวคนบงการออกมาให้ได้!”
ระหว่างที่พูดคุยกัน สายตาของพวกเขาก็เหลือบมองไปยังกลุ่มปัญญาชนที่ยืนอยู่ในหมู่บ้านเป็นระยะ เอ้อร์โก่วจื่อถือลูกอมกระต่ายขาวอยู่ในมือ ของล้ำค่าขนาดนี้คงมีแค่พวกปัญญาชนที่มาจากในเมืองเท่านั้นแหละที่ครอบครองได้
เมื่อปัญญาชนเหล่านั้นสัมผัสได้ถึงสายตาเคลือบแคลงสงสัย หน้าของพวกเขาก็แดงก่ำด้วยความอับอายและไม่พอใจ จะคุยอะไรก็คุยไปสิ ทำไมต้องจ้องมาทางนี้ตลอดเลย น่ารำคาญชะมัด!
พวกคุณป้าคุณน้าเหล่านั้นไม่สนใจหรอกว่าปัญญาชนจะหน้าแดงหรือเปล่า ยังคงวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงดังไม่หยุด
“ถูกแล้ว ต้องรีบจับตัวคนชั่วให้ได้ ไม่อย่างนั้นเด็กๆ ในหมู่บ้านหงฉีของเราจะเสียคนกันหมด”
“จับได้แล้วต้องลงโทษให้หนัก เอาให้เป็นเยี่ยงอย่าง... เหมือนที่เขาเรียกว่าอะไรนะ”
“เชือดไก่ให้ลิงดูไงล่ะ!”
“ใช่แล้ว เชือดไก่ให้ลิงดู คราวหน้าจะได้ไม่มีใครกล้าทำชั่วอีก!”
“จับได้แล้วส่งไปใช้แรงงานในฟาร์มดัดนิสัยซะ คนใจคออำมหิตแบบนี้อยู่ที่หมู่บ้านหงฉีก็มีแต่จะเป็นภัย...”
บรรดาแม่บ้านต่างคนต่างพูดกันอย่างออกรส สีหน้ายิ่งทวีความตื่นเต้นราวกับว่าถ้าไม่จับตัวคนร้ายให้ได้ ลูกหลานของตัวเองจะต้องเสียคนไปด้วยอย่างนั้นแหละ
เอ้อร์โก่วจื่อตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้าจนมือสั่น ลูกอมนมในมือร่วงหล่นลงพื้น ก่อนที่จะทันได้ก้มลงเก็บ ใครบางคนก็เบียดเข้ามาจนเด็กน้อยเซถลาล้มลงกับพื้น ทันใดนั้นเสียงของเด็กๆ ที่แย่งชิงกันด้วยความรีบร้อนก็ดังระงมไปทั่ว
“ฉันเก็บได้แล้ว มันเป็นของฉัน! เฮ้ย คืนมานะ ลูกอมเป็นของฉัน!”
“ฮือๆ ใครถีบก้นฉัน!”
“อย่าผลักสิ!”
กลายเป็นว่าเด็กน้อยที่ยืนน้ำลายไหลมองลูกอมอยู่ เมื่อเห็นมันตกลงพื้น ต่างก็กรูกันเข้าไปแย่งชิงอย่างบ้าคลั่ง
“ของฉันต่างหาก อย่าแย่ง!”
“ฉันเก็บได้ก่อนชัดๆ!”
“คืนมานะ ฮือๆ!”
กลุ่มเด็กตัวจ้อยกลิ้งไปกับพื้น ร้องไห้กระจองอแงแย่งชิงลูกอมเม็ดนั้น สถานการณ์โกลาหลสุดขีดผู้ใหญ่ที่เห็นเหตุการณ์ต่างยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนมึนงงอยู่ตรงนั้น
โม่หรานเห็นภาพนี้แล้วมุมปากก็กระตุกยิกๆ 'หักมุมแบบนี้เลยเหรอ... ยอมใจ' ลูกอมแค่นี้เธอมีเยอะแยะไปแต่เธอไม่ได้พูดอะไรออกมา ชีวิตที่แล้วเธอเคยเป็น ‘แม่พระ’ จนต้องตายเพราะเลี้ยงดูหลินอีที่เป็นคนทรพีคนนั้น ตั้งแต่นั้นมาเธอก็เรียนรู้ที่จะเก็บความสงสารที่ล้นปรี่เอาไว้ ของที่ให้ไปเปล่าๆ คนพวกนั้นอาจจะคิดว่าสมควรได้รับมันอยู่แล้วก็ได้
คนที่ดูจะมีความสุขที่สุดในเหตุการณ์นี้คงหนีไม่พ้นหลินอี เธอร้องตะโกนในใจ
“สวรรค์กำลังช่วยฉันอยู่ใช่ไหม! ทะเลาะกันเข้าไป เอาให้หนักๆ เลย ถ้าเด็กพวกนี้บาดเจ็บกันบ้าง ก็จะไม่มีใครมาสนใจไล่บี้เอ้อร์โก่วจื่ออีก”
ตราบใดที่ยังพอมีเวลาคืนนี้เธอจะจัดการเอ้อร์โก่วจื่อให้เงียบเสียงไปตลอดกาล จะได้ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเธอที่เสี้ยมสอนให้มันโกหก
เมื่อเห็นกลุ่มเด็กๆ ตะลุมบอนกัน แววตาของหลินอีก็เป็นประกายด้วยความคาดหวัง แต่ทว่าโชคไม่เข้าข้างเธอ เพียงชั่วครู่ เสียงร้องไห้ของเด็กๆ ก็ดังสนั่นจนผู้ใหญ่แต่ละบ้านได้สติ ต่างรีบวิ่งเข้าไปแยกเด็กๆ ออกจากกันด้วยความกลัวว่าลูกหลานตัวเองจะบาดเจ็บ
โชคดีที่ผู้ใหญ่เหล่านั้นเคลื่อนไหวเร็ว เด็กทุกคนจึงไม่มีใครเป็นอะไร บรรดาแม่บ้านที่เดินออกไปต่างหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย พวกเธอโกรธเจ้าพวกตัวแสบจนแทบบ้า น่าอายจริงๆ! แค่ลูกอมเม็ดเดียวถึงกับแย่งกินเหมือนหมาหิวโหย ถึงฐานะจะยากจนแต่พวกเธอก็รักศักดิ์ศรีนะ!
“เจ้าตัวดี! ยังจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน กลับไปเลยนะ!”
“ยังไม่กลับอีก เดี๋ยวได้โดนเรียวไม้เฆี่ยนสั่งสอนแน่!”
“ไป! ทำตัวตะกละแบบนี้ ไม่รู้เหมือนใคร พ่อแกยังไม่เห็นจะตะกละขนาดนี้เลย”
คุณป้าบางคนพูดพลางถลึงตาใส่ลูกสะใภ้ที่ยืนงงๆ อยู่ข้างๆ ราวกับจะบอกว่า
“เหมือนแกเปี๊ยบเลย ไอ้คนตะกละขี้เกียจ!” บรรดาลูกสะใภ้ที่ถูกแม่ผัวจ้องต่างได้แต่ก้มหน้าตัวสั่นไม่กล้าเถียงสักคำ
เด็กๆ ที่ไม่ได้รับลูกอมถูกลากตัวออกจาก ‘สนามรบ’ ต่างก็ร้องไห้โฮเสียงดังยิ่งกว่าเดิม พวกเขาขัดขืนไม่ยอมไป สายตาที่ยังเปรอะเปื้อนคราบน้ำตายังคงมองหาลูกอมเม็ดนั้นที่หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
“อยากกินลูกอม! ย่า ปล่อยนะ! เกือบจะได้แล้วเชียว!”
“ลูกอม... จะกินลูกอม...”
“กิน! กินเข้าไป! ร้องอีกเดี๋ยวแม่ตบให้คว่ำเลยไอ้เด็กนี่!”
เด็กๆ ถูกลากตัวออกไปท่ามกลางเสียงร้องระงม สถานการณ์แทบไม่ต่างจากวันฆ่าหมูต้อนรับปีใหม่
“ใครยังร้องอีก คืนนี้ไม่ได้กินเนื้อหมูป่านะ!”
ไม่รู้ว่าเสียงของใครดังขึ้นมาในกลุ่มผู้ใหญ่ เด็กๆ ที่กำลังร้องไห้หน้าแดงก่ำต่างเงียบกริบในทันทีราวกับถูกบีบคอ ทันใดนั้นลูกอมก็ไม่สำคัญเท่าเนื้อหมูป่าที่จะได้กินในคืนนี้อีกต่อไป เด็กๆ ต่างพากันสงบเสงี่ยม ไม่กล้าร้องไห้อีกด้วยกลัวว่าจะไม่ได้กินเนื้อหมูป่า...
เมื่อสถานการณ์ความวุ่นวายถูกควบคุมได้ หลี่กั๋วเฉียงหัวหน้าทีมผลิตก็นวดขมับที่เต้นตุบๆ ของตัวเอง เด็กพวกนี้ต้านทานแรงดึงดูดของลูกอมไม่ไหวเลยจริงๆ เขาต้องหาตัวคนที่ใช้ลูกอมไปหลอกล่อให้เด็กทำเรื่องเลวๆ ออกมาให้ได้
“เอาล่ะ ทุกคนสงบสติอารมณ์ก่อน ถ้าพวกคุณยังพูดกันไม่หยุดจนเช้าแบบนี้ จะเอาเวลาที่ไหนไปแบ่งเนื้อหมูป่ากัน”
เมื่อเด็กๆ หยุดร้องแล้ว ก็เหลือแต่เสียงของพวกป้าๆ ที่ยังคุยกันไม่เลิกหลี่กั๋วเฉียงตะโกนด้วยความรำคาญใจ
สิ้นเสียงตะโกน ทุกคนก็เงียบกริบลงทันทีแม้เสียงจะเงียบไปแล้ว แต่สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและนินทาก็ยังคงจับจ้องไปที่กลุ่มปัญญาชนไม่วางตา ใครกันนะ?
ใครช่างเลวทรามขนาดนี้... พวกเขายังคงคิดว่าของล้ำค่าอย่างลูกอมนม ต้องเป็นพวกปัญญาชนจากเมืองเท่านั้นที่นำมาได้ ต้องเป็นคนในกลุ่มนี้แน่นอนที่บงการเอ้อร์โก่วจื่อ!
เห็นได้ชัดว่าพวกปัญญาชนก็รู้ตัวแล้ว ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความระแวง พวกเขาต่างอับอายจนหน้าแดงก่ำ ทั้งยังรู้สึกโกรธเคืองอีกด้วย ปัญญาชนอย่างพวกเขาก็แค่คนนอก ไม่ค่อยได้ยุ่งเกี่ยวกับชาวบ้านเท่าไหร่ ตอนนี้กลับยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ มีคนในกลุ่มทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ พวกเขารู้สึกไม่มีหน้าจะอยู่ต่อไปแล้ว
ขณะเดียวกัน พวกเขาก็แอบตำหนิโม่หรานที่เรื่องมากจนเป็นเรื่องใหญ่ ในเมื่อรู้ว่าเป็นข่าวลือแล้ว ทำไมต้องตามขุดคุ้ยให้ถึงที่สุดด้วย ตอนนี้กลายเป็นว่าทุกคนพุ่งเป้าสงสัยมาที่พวกเขาหมดแล้ว! ไม่ใช่การทำให้กลุ่มปัญญาชนมัวหมองหรอกหรือไง?
เธอเองก็เป็นปัญญาชนเหมือนกัน ทำไมไม่ห่วงชื่อเสียงกลุ่มบ้าง เรื่องนี้ควรจบได้แล้ว ถ้าหากสืบรู้ว่าเป็นคนของกลุ่มปัญญาชนจริงๆ ชีวิตหลังจากนี้คงลำบากแน่...
แม้จะมีคำตำหนิในใจอยากจะให้โม่หรานจบเรื่องนี้เสียที แต่เมื่อเหลือบไปเห็นหมูป่าตัวใหญ่ยักษ์ข้างเท้าของโม่หราน พวกเขาก็กลืนน้ำลายลงคอ ไม่กล้าแสดงท่าทีรุนแรงหรือเอ่ยปากห้ามโม่หราน
สหายโม่แรงเยอะ แถมยังล่าสัตว์เก่ง เรื่องบาดหมางเล็กน้อยอาจจะไม่เป็นไรแต่ถ้าไม่มีเนื้อให้กินสิเรื่องใหญ่!
ไม่เป็นศัตรูกันไว้ เผื่อวันดีคืนดีจะได้แบ่งเนื้อมาลิ้มลองบ้าง เหมือนกับหลินอีที่ได้กินเนื้อทุกมื้อเพราะเป็นเพื่อนสนิทโม่หรานไงล่ะ! แค่ทำตัวดีๆ ไม่แน่ว่าโม่หรานอาจจะใจดีแบ่งเนื้อให้พวกเขาบ้างก็ได้
โม่หรานไม่ได้สนใจความคิดของคนพวกนั้น เธอปรายตามองหลินอีที่ตอนนี้หน้าซีดเผือด ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก
“หัวหน้าทีมคะถ้าจับตัวคนบงการได้ คุณจะจัดการกับหล่อนอย่างไรหรือคะ?”
บางเรื่องต้องตกลงกันให้ชัดเจนแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ต้องมีคนมาร้องไห้คร่ำครวญ แล้วสุดท้ายเรื่องจะจบลงด้วยการปล่อยผ่านไปง่ายๆ
ทันทีที่เธอเอ่ยปาก หลินอีที่กำลังสติแตกก็ตัวสั่นเทา
สัญชาตญาณบอกเธอว่า... โม่หรานดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างเข้าแล้ว!