ตอน 7
บทที่ 7 เรื่องราวชักจะน่าสนุกขึ้นเสียแล้ว
สิ้นคำพูดของโม่หราน หัวหน้าหน่วยหลี่กั๋วเฉียงยังไม่ทันได้เอ่ยปาก บรรดาป้าๆ ที่ใจร้อนก็ส่งเสียงโวยวายขึ้นมาเสียก่อน
“หัวหน้าหน่วยคะ การยุยงเด็กให้ปล่อยข่าวลือเสียหายไม่ใช่เรื่องเล็กนะคะ ต้องลงโทษให้หนัก ฉันว่าส่งไปปรับปรุงตัวที่ฟาร์มแรงงานเถอะค่ะ!”
ข้อเสนอนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากชาวบ้านจำนวนมาก
“ถูก! ต้องลงโทษให้เด็ดขาด ส่งไปใช้แรงงานที่ฟาร์มนั่นแหละเหมาะสมที่สุด”
“ปล่อยให้ไปลำบากที่นั่นดูสิ จะได้รู้ว่าการกลั่นแกล้งคนอื่นมันรู้สึกยังไง ยิ่งไปดึงเด็กมาเป็นเครื่องมือแบบนี้ จิตใจช่างอำมหิตนัก!”
รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงสมทบ ส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องให้ส่งตัวการไปดึงสติที่ฟาร์มแรงงาน เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของหลินอีก็ซีดเผือดลงเรื่อยๆ จนแทบจะยืนไม่อยู่ ทว่ามีมือหยาบกร้านข้างหนึ่งยื่นเข้ามาประคองเธอไว้
คนผู้นั้นคือ ซุนฮ่าวอวี่ ยุวปัญญาชนที่ย้ายเข้ามาสมทบในหมู่บ้านธงแดงได้สองปีกว่าแล้ว ผิวของเขาคล้ำแดดจัด รูปร่างก็ไม่สูงนัก แถมใบหน้ายังมีสิวขึ้นเต็มไปหมด เรียกได้ว่าเป็นคนที่ดูแย่ที่สุดในกลุ่มยุวปัญญาชนเลยก็ว่าได้
เมื่อหลินอีหันไปเห็นว่าเป็นเขาที่เข้ามาช่วยประคอง ความรังเกียจก็วูบผ่านดวงตาเธอไปชั่วขณะ แต่เธอก็รีบปรับสีหน้าเป็นอ่อนแอและเขินอายก้มหน้าก้มตาเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะขยับตัวเลี่ยงออกห่างทันที
ซุนฮ่าวอวี่ไม่ได้พลาดสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจคู่นั้น ความเคียดแค้นก่อตัวขึ้นในใจพร้อมกับกำหมัดแน่น
หึ! รังเกียจเขางั้นรึ? งั้นก็อย่าหาว่าเขาใจร้ายก็แล้วกัน
เขารวบรวมสติแล้วแกล้งขยับเข้าไปใกล้หลินอีอีกครั้ง กลิ่นหอมของครีมบำรุงผิวจากตัวเธอโชยเข้าจมูกจนเขาต้องแอบสูดหายใจลึกๆการรุกคืบของเขาทำให้หลินอีตกใจจนเกือบจะโวยวายแต่ซุนฮ่าวอวี่กลับก้มลงกระซิบที่ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ฉันรู้นะว่าเป็นเธอที่จ้างเอ้อร์โก่วจื่อให้ปล่อยข่าวลือเรื่องยุวปัญญาชนโม่และฉันก็รู้ด้วยว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเธอเพิ่งซื้อยาเบื่อมา แล้ววันนี้ก็เอาไปใส่ในกระติกน้ำของเธอ... เธอหวังจะให้ยุวปัญญาชนโม่ต้องจบชีวิตลงในป่าลึกสินะ”
ประโยคแรกว่าหนักแล้ว พอได้ยินประโยคหลังใบหน้าของหลินอีก็ถอดสีจนไม่เหลือเลือดแม้แต่หยดเดียว เธอเบิกตากว้างมองยุวปัญญาชนหน้าตาน่าเกลียดตรงหน้า อ้าปากพะงาบๆ แต่ไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา
ไอ้คนอัปลักษณ์นี่รู้เรื่องที่เธอวางยาได้ยังไง!?
เมื่อเห็นความตื่นตระหนกและหวาดกลัวในดวงตาคู่นั้น ซุนฮ่าวอวี่ก็เผยรอยยิ้มอย่างผู้ชนะในดวงตาเล็กๆ ของเขา ยัยผู้หญิงคนนี้รูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม ตรงสเปกเขาเป๊ะๆ เมื่อก่อนเขาไม่มีโอกาสแต่ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว ต่อให้เป็นแค่คางคกเขาก็จะกินเนื้อหงส์ให้ได้
ก่อนหน้านี้ซุนฮ่าวอวี่เคยตามจีบหลินอีและรวบรวมความกล้าบอกรักเธอแต่ถูกหลินอีปฏิเสธด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะอ่อนโยน เพื่อรักษาภาพลักษณ์คนดี เธอบอกปัดอย่างนุ่มนวลว่าเขาไม่ใช่สเปกและเป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้น
แต่พอลับหลังในที่ที่ไม่มีคนเห็นเธอเผลอหลุดปากด่าว่า ‘คางคกอยากกินเนื้อหงส์’ คำพูดนั้นฝังลึกบาดลึกถึงศักดิ์ศรีของเขาตั้งแต่นั้นมา
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเขาก็เฝ้าติดตามหลินอีราวกับพวกโรคจิต คอยซุ่มดูเธอในเงามืด แน่นอนว่าหลินอีไม่รู้เลยว่าคำดูถูกที่เธอพูดไว้ตอนโดนสารภาพรักนั้น ซุนฮ่าวอวี่ได้ยินเข้าเต็มสองหูและเธอก็ไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องทุกย่างก้าวของเธออยู่ตลอด
ซุนฮ่าวอวี่มองท่าทางลนลานของหลินอีอย่างพึงพอใจ ก่อนจะฉวยโอกาสที่ไม่มีใครสนใจขยับเข้าไปใกล้จนจมูกเกือบชิดใบหูเธอแล้วเอ่ยเบาๆ
“ถ้าฉันเอาเรื่องที่เธอวางยาโม่หรานไปบอกคนอื่น คิดว่าเธอจะโดนส่งไปปรับปรุงตัวที่ฟาร์มแรงงานไหม? ได้ยินมาว่าคนที่นั่นน่ะ ถ้าไม่ตายก็คงหนังลอกออกไปทั้งแถบเลยนะ”
คำพูดของเขาและลมหายใจร้อนๆ ที่รดต้นคอทำให้หลินอีขนลุกชัน เธอถอยกรูดไปจนถึงขอบกลุ่มคน พอเห็นว่าทุกคนยังคงให้ความสนใจกับหัวหน้าหน่วยหลี่กั๋วเฉียงอยู่ จึงค่อยหายใจโล่งอกขึ้นบ้าง
เธอหันกลับไปถลึงตาใส่ชายหนุ่มข้างกายที่เต็มไปด้วยสิวเขรอะอย่างไม่พอใจนักก่อนจะกัดฟันถามเสียงต่ำ
“สหายซุน... นายต้องการอะไรกันแน่?”
ในหัวของเธอตอนนี้มีแต่คำถามว่าเขารู้เรื่องที่เธอทำได้ยังไง เธอทำทุกอย่างลับหลังคนตลอด...ซุนฮ่าวอวี่รอคำถามนี้มานาน เขายิ้มกริ่ม
“ยอมคบกับฉันแล้วฉันจะไม่แฉเธอ ไม่อย่างนั้นชื่อเสียงของเธอได้พังย่อยยับกว่านี้แน่”
หลินอีแทบจะอ้วกออกมาเมื่อได้ยินข้อเสนอสุดโสมมนี้ คนอะไรทั้งน่าเกลียดทั้งเพ้อฝัน หน้าตาก็เหมือนคางคก มองแล้วชวนอาเจียนจะตายไป ให้ไปคบกับคนแบบนี้สู้ให้เธอตายเสียยังดีกว่า
เธออยากจะปฏิเสธในทันทีแต่ความกลัวที่ซุนฮ่าวอวี่จะเอาเรื่องวางยาไปแพร่งพรายนั้นมีมากกว่า หากถูกตรวจสอบขึ้นมาจริงๆ ว่าเธอไปซื้อยามา เธอจบสิ้นแน่
สมองของหลินอีหมุนจี๋ เธอต้องถ่วงเวลาไว้ก่อน ตัดสินใจได้ดังนั้นเธอก็รีบแกล้งทำท่าทางเขินอายลังเล
“สหายซุน... เรื่องนี้มันกะทันหันเกินไป ขอเวลาฉันคิดหน่อยได้ไหมคะ”
เธอกะว่าจะดึงเชือกไว้ก่อนพอได้โอกาสเมื่อไหร่จะกำจัดเจ้าคางคกตัวนี้ทิ้งเสีย ใครก็ตามที่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตอันสุขสบายของเธอ... คนคนนั้นต้องตาย
ไม่ทันที่ซุนฮ่าวอวี่จะได้พูดอะไรต่อ ด้วยความที่ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมากเกินไปแถมยังเป็นยุวปัญญาชนทั้งคู่ ชาวบ้านแถวนั้นจึงสังเกตเห็นเข้าจนได้
“ยุวปัญญาชนซุน ยุวปัญญาชนหลิน ทำอะไรกันอยู่หรือ? กระซิบกระซาบกันใกล้ชิดเชียว มีเรื่องอะไรที่บอกพวกเราไม่ได้หรือไง พูดออกมาให้ฟังบ้างสิ!”
พอได้ยินเช่นนั้นสายตาของคนรอบข้างก็จ้องเขม็งมาที่ทั้งคู่ทันที
เมื่อเห็นว่าตกเป็นเป้าสายตา ซุนฮ่าวอวี่รีบเก็บรอยยิ้มหื่นกามบนหน้าแล้วแสร้งทำท่าขัดเขิน
“ป้าครับ ผมเห็นสหายหลินสีหน้าไม่ค่อยดี เลยถามดูว่าเธอไม่สบายหรือเปล่าน่ะครับ”
พอเขาพูดแบบนั้น หลินอีก็แทบกระอักเลือดเธอพยายามทำตัวให้จืดจางที่สุดแล้วแท้ๆ แต่คำพูดของซุนฮ่าวอวี่กลับทำให้เธอกลายเป็นเป้าสายตาอีกครั้ง และก็เป็นดั่งคาดสายตาของทุกคนเปลี่ยนมาจดจ้องที่ใบหน้าของหลินอีทันที จนสังเกตเห็นว่าเธอหน้าซีดเผือดราวกับคนโดนผีหลอก
ป้าคนหนึ่งขมวดคิ้ว
“เมื่อกี้เรากำลังถกกันเรื่องจัดการคนเลวอยู่แท้ๆ ยุวปัญญาชนหลินถึงได้หน้าซีดขนาดนั้น เหมือนโดนจับได้ยังไงอย่างนั้น หรือว่า... ที่แท้เธอคือคนยุยงเอ้อร์โก่วจื่อกันแน่! เธอกำลังกลัวว่าจะถูกส่งไปฟาร์มแรงงานใช่ไหม!”
ก่อนหน้านี้ที่มีคนระแวงเพราะหลินอีคอยแทรกบทสนทนาตลอด พอมาเห็นสีหน้าซีดเผือดของเธอ ชาวบ้านก็เริ่มปักใจเชื่อไปทางนั้นมากขึ้น
“ยุวปัญญาชนหลินปกติออกจะจิตใจดี จะไปทำเรื่องเลวทรามแบบนั้นได้ยังไงกัน น่าจะมีอะไรเข้าใจผิดหรือเปล่า!”
ป้าที่มักจะได้ผลประโยชน์จากหลินอีรีบออกมาแก้ต่างให้ แม้ในใจจะเริ่มหวั่นไหวไปบ้างแล้วก็ตาม พวกเธอช่วยพูดเพราะกลัวว่าวันหน้าจะไม่มีใครมาแบ่งของกำนัลให้ต่างหาก
“ใช่ๆ ยุวปัญญาชนหลินใจกว้างจะตายแบ่งของดีๆ ให้คนอื่นตลอด คนใจดีแบบนี้จะไปยุยงเด็กทำเรื่องชั่วๆ ได้ไง ต้องมีเข้าใจผิดแน่ๆ...”
เมื่อได้ยินดังนั้น ป้าอีกคนก็เบ้ปากพูดเสียงดัง
“ถ้าไม่ใช่ฝีมือเธอ แล้วหน้าจะซีดเป็นไก่ต้มแบบนั้นทำไม ฉันว่าเธอแค่กลัวถูกจับได้เท่านั้นแหละ!”
“บางทีเธออาจจะแค่ไม่สบายก็ได้นะ ทำงานมาทั้งบ่าย ตัวก็ผอมบางขนาดนี้ หน้าซีดเพราะเหนื่อยก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน...”
สองฝ่ายถกเถียงกันอย่างดุเดือดเกี่ยวกับเรื่องของหลินอี คนอื่นอาจไม่รู้ว่าซุนฮ่าวอวี่และหลินอีคุยอะไรกันแต่สำหรับโม่หรานผู้มีพลังจิตกล้าแข็ง เธอได้ยินทุกถ้อยคำชัดเจนจนมุม
มุมปากของเธอโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะเริ่มน่าสนุกขึ้นเสียแล้ว เดิมทีเธอตั้งใจจะแค่ส่งหลินอีไปลำบากที่ฟาร์มแรงงานสักพัก แต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนใจแล้ว
เธอกวาดสายตามองคนที่คอยแก้ต่างให้หลินอี พร้อมจดจำใบหน้าพวกนั้นไว้ในใจ คนพวกนี้เห็นแก่ได้เกินไป ไม่ควรค่าแก่การคบหา วันหลังคงต้องเว้นระยะห่างให้มากขึ้น
เธอมองขึ้นไปบนฟ้าแสงอาทิตย์ยามเย็นใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มที เธอจึงไอเบาๆ เพื่อหยุดการโต้เถียงของบรรดาป้าๆ
“ความจริงคืออะไร ถามเอ้อร์โก่วจื่อดูก็รู้แล้ว ไม่ต้องเถียงกันหรอก”
สิ้นเสียงของเธอ บรรดาป้าๆ ก็ตื่นจากภวังค์ พลันนึกขึ้นได้ว่าพวกเธอออกทะเลไปไกลแค่ไหน
“ตายจริง ยุวปัญญาชนโม่พูดถูก จะเป็นฝีมือยุวปัญญาชนหลินหรือเปล่า แค่ถามเอ้อร์โก่วจื่อก็รู้แล้ว จะเถียงกันไปทำไมเนี่ย”
สายตาทุกคู่พุ่งตรงไปยังทิศที่เอ้อร์โก่วจื่ออยู่ทันที จากนั้นป้าคนหนึ่งก็ตะโกนลั่น
“เอ้อร์โก่วจื่อ! ยังจะหมอบอยู่บนพื้นทำไม รีบลุกขึ้นมาพูดสิว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่...”