ตอน 5
บทที่ 5: นี่เป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น~
เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องขุดคุ้ยความจริงให้กระจ่างหลินอีก็เริ่มลนลานอย่างเห็นได้ชัด เธอถูกใครบางคนผลักจนเซเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น
เมื่อรู้ว่าแผนการที่เธอจ้างให้เอ้อร์โก่วจื่อกระจายข่าวลือจวนจะถูกเปิดโปง หลินอีก็ไม่สนแล้วว่าใครเป็นคนผลักเธอ เธอรีบยืนตั้งหลักแล้วพยายามเบียดเสียดเข้าไปหาโม่หรานหวังจะขัดขวางไม่ให้หญิงสาวเค้นความจริงจากเอ้อร์โก่วจื่อต่อไป
โม่หรานปรายตามองท่าทางลุกลนของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกสะใจ ตอนนี้ถึงรู้ตัวว่ากลัวก็สายไปแล้ว วันนี้แหละที่เธอจะกระชากหน้ากากจอมปลอมของผู้หญิงใจคดคนนี้ออกมาให้หมด แถมสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้เคยผลาญของเธอไปในอดีต ก็ต้องสำรอกออกมาคืนทีละน้อย!
ยามนึกถึงความทรงจำที่เธอเคยทุ่มเทใจดูแลหลินอีประหนึ่งน้องสาวแท้ๆ มีของดีอะไรก็แบ่งให้เสมอ แม้กระทั่งตอนที่รับปากจะติดตามอีกฝ่ายไปฝึกฝนใช้ชีวิตในชนบท... แต่หลินอีกลับวางแผนคิดจะเอาชีวิตเธอ
พอคิดถึงเรื่องนี้โม่หรานก็อยากจะเชือดไอ้คนเนรคุณนี่ทิ้งเสียเดี๋ยวนี้
ทว่าเมื่อนึกถึงกฎหมายของโลกใบนี้ที่คอยผูกมัดอยู่ เธอไม่อยากนำปัญหาไปสู่ครอบครัว จึงระงับความโกรธแค้นเอาไว้ได้อีกครั้งไม่ต้องรีบไป... บัญชีหนี้แค้นของพวกเรา ค่อยๆ ชำระกันไปมันถึงจะสนุก
"หลินอี... ฉันจะทำให้เธอรู้ซึ้งถึงความตายที่ทรมานยิ่งกว่า!"
โม่หรานกัดฟันพึมพำในใจ จิตสังหารอันดุร้ายถูกกดเก็บไว้ใต้ก้นบึ้งของแววตา เปลี่ยนเป็นไอเย็นยะเยือกที่พุ่งตรงไปยังหลินอีที่กำลังพยายามเบียดตัวเข้ามาหา
ความเย็นชาที่ปรากฏในดวงตาคู่สวยทำเอาหลินอีผงะไปทันที เมื่อสบเข้ากับดวงตาหงส์ที่ดูราวกับเต็มไปด้วยน้ำแข็งก้อนนั้น หัวใจของเธอก็เต้นรัวอย่างห้ามไม่ได้ ราวกับมันจะกระเด็นออกมาจากลำคอ
'นังบ้านี่... แววตาของมันทำไมถึงน่ากลัวขนาดนี้? หรือว่ามันจะรู้เรื่องที่ฉันทำไว้แล้ว?
เป็นไปไม่ได้... มันออกจะโง่ขนาดนั้น จะไปรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นคนทำ!'
แม้จะรู้สึกวิตกกังวลและหวาดกลัวแต่หลินอีก็ยังฝืนเอ่ยปากออกมาอย่างแผ่วเบา
"หรานหราน... ดึกขนาดนี้แล้ว ทุกคนทำงานมาเหนื่อยๆ คงหิวกันหมดแล้ว เธออย่าเพิ่งอาละวาดเลยนะ ทุกคนกำลังรอแบ่งเนื้อหมูเพื่อเอาไปทำมื้อเย็นกันอยู่! เรื่องของเธอก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร เราทุกคนต่างก็รู้แล้วว่าเป็นแค่ข่าวลือ มันไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับเธอแล้ว จะเสียเวลาทุกคนไปทำไม? เรารีบเอาหมูป่าออกมาแบ่งกันเถอะนะ!"
ตอนที่พูดเธอยังแสร้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจทุกคน ทว่ายามก้มหน้าดวงตาของเธอกลับกลอกไปมาอย่างมีพิรุธ โม่หรานเห็นดังนั้นก็ได้แต่หัวใจเยาะเย้ยตัวเอง
แค่การแสดงตื้นๆ ระดับนี้ ในอดีตเธอตาบอดขนาดไหนกันนะถึงได้คิดว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนซื่อใสจิตใจดี? ท่าทางที่ล่อกแล่กนั่นเห็นชัดเลยว่าไม่ใช่คนมีจริยธรรม ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเองที่อ่อนต่อโลกเกินไป ก็คงไม่ถูกหลอกง่ายดายขนาดนี้
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินอี ชาวบ้านที่อยู่ตรงนั้นหลายคนก็อยากจะเออออตามเพื่อให้ได้แบ่งหมูเร็วๆ แต่ในเมื่อโม่หรานเป็นคนจัดการหมูป่าหนักหลายร้อยชั่งด้วยตัวคนเดียวได้ พวกเขาก็ไม่กล้าหาเรื่องขัดใจเธอ
ในเมื่อแม่สาวโม่ต้องการความชัดเจน ก็ปล่อยให้เธอจัดการไปเถอะ ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงกับคนโหดระดับที่ยกหมูป่ามือเดียวได้เพียงเพราะความหิวชั่วครั้งชั่วคราว
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเห็นด้วย หลินอีก็เริ่มร้อนรนเสียงของเธอแหลมขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ทุกคนพูดอะไรหน่อยสิคะ! ทำงานมาทั้งบ่ายไม่หิวกันหรือไง? รีบแบ่งหมูกันแล้วแยกย้ายกลับไปต้มเนื้อกินไม่ดีกว่าเหรอ!"
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งรู้สึกรำคาญที่หลินอียังมาคอยป่วน จึงปัดมือไล่อีกฝ่ายออกไปอย่างไม่สบอารมณ์
"ปัญญาชนหลินเธอเป็นอะไรไปวันนี้? แค่ไม่กี่คำเองไม่ได้เสียเวลาอะไรนักหนาหรอก อย่ามาขัดจังหวะเลย พวกเราหิวแค่นี้ไม่ตายหรอก รอให้จัดการเรื่องของสหายโม่เสร็จแล้วค่อยแบ่งเนื้อก็ยังไม่สาย พวกเราทุกคนเต็มใจรอ แล้วเธอจะมาคอยขัดคอไม่หยุดหย่อนทำไม จังหวะที่เธอเอาแต่พูดเนี่ย ป่านนี้ให้เอ้อร์โก่วจื่อพูดความจริงออกมาได้นานแล้ว"
"นั่นสิ! แค่ไม่กี่คำจะเสียหายอะไรนักหนา ไปๆ ไปยืนเงียบๆ อยู่ตรงโน้นเลย เธอพูดขึ้นมาเนี่ยแหละที่เสียเวลาพวกเรา!"
"สหายหลิน เธอพยายามขัดไม่ให้ตรวจความจริงแบบนี้ เอ้อร์โก่วจื่อที่แต่งเรื่องใส่ร้ายสหายโม่เนี่ย... หรือว่ามันจะเกี่ยวข้องกับเธอจริงๆ!"
คำพูดทิ่มแทงของหญิงคนหนึ่งทำเอาหลินอีหน้าถอดสี ริมฝีปากของเธอขยับไปมาอยากจะปฏิเสธแต่คำแก้ตัวกลับจุกอยู่ในลำคอจนพูดไม่ออก ใบหน้าเล็กๆ ของเธอแดงก่ำไปหมด
พอถูกจุดประเด็นชาวบ้านหลายคนก็เริ่มมองหลินอีด้วยสายตาสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีหลินอีเอี่ยวด้วยแน่ๆ เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง
หลินอีก็รู้ตัวว่าจบสิ้นแล้ว... ชื่อเสียงที่เธออุตส่าห์สร้างมาด้วยความลำบากคงรักษาไว้ไม่ได้อีกต่อไป!
'ทั้งหมดเป็นเพราะนังโม่หราน! ทำไมมันถึงไม่ตายๆ ไปในเขาซะ ถ้ามันตายเรื่องพวกนี้ก็คงไม่เกิด!'
โม่หรานเหลือบมองหลินอีที่กำลังหน้าซีดเผือดท่ามกลางสายตาจับผิดของคนรอบข้าง มุมปากของเธอกระตุกเป็นรอยยิ้มหยัน 'หลินอี... วันดีๆ ของเธอใกล้จะจบลงจริงๆ แล้วล่ะ!' นี่เป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น~
เธอเบนสายตากลับมาที่เอ้อร์โก่วจื่อที่กำลังบิดชายเสื้อด้วยท่าทางตื่นตระหนก โม่หรานปรับโทนเสียงให้นุ่มนวลขึ้น ราวกับกลัวจะทำให้เด็กคนนี้ตกใจ
"เอ้อร์โก่วจื่อ... ช่วยบอกทุกคนได้ไหมว่าทำไมถึงโกหกว่าฉันขึ้นเขาเก้ามังกรไปกับผู้ชาย? พี่สาวโม่เชื่อว่าเธอเป็นเด็กที่รู้จักผิดชอบชั่วดีนะ พูดออกมาเถอะแล้วเราจะได้ไปแบ่งเนื้อหมูกันที่ลานนวดข้าวสักที~"
ทันทีที่เสียงของเธอสิ้นสุดลง สายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปที่เอ้อร์โก่วจื่อ ทุกสายตาต่างมีความหมายเดียวกันว่า 'รีบพูดออกมาเร็วเข้า พูดจบจะได้แบ่งหมูกัน'
แน่นอนว่าหลินอีที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว เธออยากจะขัดจังหวะใจจะขาดแต่ในเมื่อเธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัยไปแล้ว การที่จู่ๆ กระโดดเข้าไปขัดขวางก็เท่ากับเป็นการยอมรับสารภาพโดยปริยาย... แล้วเธอควรทำอย่างไรดี?
หลินอีร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่เอ้อร์โก่วจื่อเมื่อถูกคนจ้องมองก็ยิ่งประหม่าจนถอยหลังไปหลบหลังย่าของตนโดยอัตโนมัติ
ย่าของเอ้อร์โก่วจื่อ หรือ 'คุณย่าจ้าว' นั้นแก่มากแล้วและหูตึง จึงไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เลย เธอแค่ถูกหลานชายลากมาดูความสนุกที่เชิงเขาเท่านั้น เมื่อเห็นคนเหล่านั้นจ้องหลานตัวเองเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ เธอก็ทำหน้ามึนงงก่อนจะกางแขนปกป้องหลานชาย
"อะไรกันๆ ทำไมจ้องหลานฉันแบบนั้น?"
หญิงวัยกลางคนที่มีน้ำใจจึงรีบเข้าไปใกล้ๆ แล้วตะโกนอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านหูคุณย่าจ้าว
"คุณย่าจ้าว! หลานคุณน่ะสิโกหกว่าปัญญาชนโม่ขึ้นเขาไปกับผู้ชาย สหายโม่เขากำลังถามหาความจริงอยู่ พวกเราทุกคนก็แค่อยากรู้ความจริง ไม่ได้จะรังแกหลานคุณหรอก สหายโม่เขาบอกว่าถ้าเอ้อร์โก่วจื่อรีบสารภาพ พวกเราก็จะไปแบ่งหมูป่าที่ลานนวดข้าวกันเดี๋ยวนี้แหละ คุณรีบบอกให้หลานพูดความจริงออกมาเถอะว่าทำไมถึงไปใส่ร้ายสหายโม่ อย่าให้ใครเขาหลอกใช้ซะล่ะ..."
เมื่อได้ยินสิ่งที่หญิงคนนั้นตะโกนบอก ใบหน้าสีเข้มของคุณย่าจ้าวก็แดงก่ำด้วยความโกรธ พอรู้ว่าหลานตัวเองเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายวันนี้ เธอก็คว้าคอเสื้อเอ้อร์โก่วจื่อออกมาจากด้านหลัง ใบหน้าที่เคยใจดีเริ่มดูดุดันขึ้นทันที
"เอ้อร์โก่วจื่อ! ขอโทษสหายโม่เดี๋ยวนี้ ย่าสอนแกมายังไงห้ามทำเรื่องผิดศีลธรรมแบบนั้นนะ..."
พูดไปพูดมาขอบตาก็เริ่มแดงก่ำและหยาดน้ำตาก็ไหลพรากออกมา... ทำไมชีวิตนางถึงได้อาภัพนัก ลูกชายลูกสะใภ้ก็จากไปเร็ว เหลือทายาทเพียงคนเดียวกลับถูกนางเลี้ยงมาจนเสียคนแบบนี้ แล้วแบบนี้ลงไปปรโลกนางจะเอาหน้าไปบอกลูกชายลูกสะใภ้ได้ยังไง
เอ้อร์โก่วจื่อเห็นย่าร้องไห้ น้ำตาของเขาก็ไหลพรากตามไปด้วย
"ย่าอย่าร้องครับ ผมรู้แล้วว่าผมผิดผมแค่... แค่อยากกินลูกอมนม ผมจะไม่กินแล้ว ผมจะยกให้ย่ากินย่าอย่าร้องนะครับ..."
ว่าแล้วเขาก็หยิบลูกอมนมที่กำไว้ในมือมาตลอดทั้งบ่ายออกมา...