ตอน 11

บทที่ 11 : ได้รับเศษเสี้ยวและสายฝนโปรยปราย


ฮวาหรูจูกลืนน้ำลายลงคอ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ


ท่านผู้ตรวจการหลวงหลิน... ตายแล้วจริงหรือ?


“นับแต่นี้ไป เจ้ายังคงเป็นนายอำเภอแห่งอำเภอเถาฮวาเช่นเดิม”


เจียงอินสะบัดมือเบาๆ ส่งยันต์คุ้มภัยสี่แผ่นเข้าไปในร่างของครอบครัวสกุลฮวา ฮวาหรูจูเหลือบมองศพของหลินจือไห่ อ้าปากค้างราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนกลับลงไป


เจียงอินสังเกตเห็นท่าทีนั้น จึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างหนักแน่น


“เจ้าวางใจเถิด หากราชสำนักส่งคนมาอีก มาคนหนึ่ง ข้าก็จะฆ่าคนหนึ่ง”


ฮวาหรูจู : (O∆O) ถึงขนาดนั้นเลยหรือ...งั้นฮ่องเต้จะเสด็จมาเยือนด้วยพระองค์เองเมื่อไหร่กันนะ?


แค่กๆ... นางไม่ได้มีความคิดอกุศลเช่นนั้นจริงๆ แค่สงสัยเฉยๆ...


นายอำเภอฮวาพยุงกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เขาสั่งให้คนไล่ชาวบ้านออกไปก่อนจะรีบปัดฝุ่นออกจากชุดแล้วประสานมือคารวะเจียงอิน


“ขอบพระคุณท่านเซียนที่ช่วยชีวิต ข้าน้อยมีนามว่า ฮวาเซิ่นจือ”


“ดูท่าเจ้าจะไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่เลยนะ”


แม้ใบหน้าของเขาจะแย้มยิ้ม แต่กลับดูทุกข์ระทมยิ่งกว่าคนกินดีหมี เจียงอินเหลือบมองนายอำเภอฮวา เห็นแสงสีทองที่สั่นไหวอยู่บนศีรษะของเขาในที่สุดก็คงที่


โฮ่ เขารอดตายแล้วสินะ


“ท่านเซียนล้อเล่นแล้ว” นายอำเภอฮวารีบปฏิเสธพัลวัน ต่อหน้าผู้มีพระคุณช่วยชีวิต ใครจะกล้าบอกว่าไม่ดีใจกันเล่า!


อีกอย่างเขาก็ไม่มีรสนิยมชอบหาเรื่องใส่ตัวเสียหน่อย ถึงแม้ข้าหลวงจะตายในอำเภอเถาฮวา และองครักษ์ของเขาจะสิ้นชื่อที่นี่เช่นกัน แต่ความผิดฐานยักยอกเงินบรรเทาทุกข์ภัยแล้งที่เขาก่อไว้นั้นใหญ่หลวงนัก! เขาไม่ได้ไม่ดีใจจริงๆ นะ!


เจียงอินไม่สนใจเขา นางดีดเม็ดยาฟื้นฟูระดับต่ำสองเม็ดเข้าปากนายอำเภอและภรรยาของเขา ยาทันทีที่สัมผัสลิ้นก็ละลายลงไป บาดแผลลึกถึงกระดูกบนร่างกายของทั้งสองเริ่มสมานตัวจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า


ฮวาหรูจูกราบขอบพระคุณด้วยความเลื่อมใสอีกครั้ง


เนื่องจากเพิ่งได้เศษเสี้ยวชิ้นสำคัญมา อารมณ์ของเจียงอินจึงค่อนข้างดี เมื่อมองฮวาหรูจูในตอนนี้ก็รู้สึกถูกชะตามากกว่าก่อนหน้านี้มาก นึกถึงสิ่งที่เด็กสาวเคยขอ เจียงอินจึงยิ้มแย้มอย่างเมตตาพลางยกมือทั้งสองข้างขึ้น


“แม่หนูน้อยฮวาหรูจูผู้จิตใจดี เจ้าอยากได้แผนที่เหมืองทองในมือซ้าย หรือเมล็ดพันธุ์ข้าวผลผลิตสูงในมือขวากันล่ะ?”


ฝ่ามือทั้งสองข้างของเจียงอินเปล่งประกายเจิดจ้าจนฮวาหรูจูรู้สึกอ่อนระทวยแทบทรุดเข่าลงกับพื้น นางคลานเข่าเข้าไปกอดขาของเจียงอินแล้วช้อนตาใสแป๋วขึ้นมอง


“ท่านพี่เซียนคนงาม ข้าอยากได้ทั้งสองอย่างเลยค่ะ”


“แค่กๆๆ!!!” นายอำเภอฮวาที่อยู่ด้านหลังสำลักจนแทบจะกระอักหัวใจออกมา


ช่างโลภมากนัก! ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง!


“เด็กน้อยโลภมาก ข้าถูกใจนัก ฮ่าๆๆ...”


เจียงอินมอบทั้งแผนที่และถุงเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ฮวาหรูจู เล่นเอาตาของนายอำเภอฮวาค้างไปเลยอะไรกันเนี่ย? ขอของแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ? คราวหน้าเขาสามารถเขียนจดหมายไปหาเจ้าเมืองเพื่อขอโน่นขอนี่ได้บ้างไหมนะ?


“เด็กดี อำเภอเถาฮวาฝากเจ้าดูแลด้วยนะ ต่อไปหากคนจากราชสำนักมาหาเรื่องฆ่าเจ้าอีก ก็ส่งข่าวถึงข้า”


เจียงอินยื่นยันต์สื่อสารให้พร้อมสอนวิธีใช้ ฮวาหรูจูคุกเข่าลงกับพื้น ชูมือขึ้นรับยันต์ด้วยความเคารพราวกับรับราชโองการ นายอำเภอฮวามองด้วยความอิจฉาตาร้อน เขาเองก็อยากคุกเข่าโขกศีรษะบ้าง!


ส่วนฮวาฮูหยินนั้นตื่นเต้นดีใจราวกับเห็นลูกสาวได้ดิบได้ดี


“ท่านพี่เซียน การเดินทางเหนื่อยยาก ท่านจะแวะพักที่บ้านซอมซ่อของพวกเราสักครู่แล้วทานอาหารมื้อธรรมดาสักมื้อได้ไหมคะ?”


จากการสัมผัสเมื่อคืน ฮวาหรูจูรู้ดีว่าเซียนท่านนี้กินอาหาร โชคดีที่รสมือของท่านแม่ของนางถือว่าไม่เลว แม้จะดูไม่เหมาะสมนักหากจะพูดเรื่องกินท่ามกลางศพเกลื่อนกลาด แต่ท่านเซียนจะสนใจเรื่องพวกนั้นหรือ?


“นี่คือบ้านเจ้าหรือ?” เจียงอินหยุดยืนหน้าบ้านสกุลฮวา ไม่ยอมก้าวเข้าไปข้างใน


มันเป็นเพียงเรือนหลังเล็กๆ มีห้องทั้งหมดหกห้อง เป็นเรือนประธานสามห้อง ด้านซ้ายขวาอย่างละห้อง และมีกระท่อมมุงจากปลูกเสริมไว้อีกหนึ่งหลัง มุมสวนมีเล้าไก่ที่พังยับเยินจนไก่วิ่งเพ่นพ่านทิ้งขี้ไว้เต็มลาน


สมกับเป็น ‘บ้านซอมซ่อ’ จริงๆ! นายอำเภอฮวาและฮูหยินรู้สึกอับอายจนแทบจะมุดแผ่นดินหนี


“เจ้าเป็นถึงนายอำเภอ ทำไมไม่พักที่ที่ว่าการล่ะ?”


เจียงอินสงสัยจริงๆ อย่างน้อยก็เป็นนายอำเภอ ไม่ควรจะขัดสนขนาดนี้ แม้แต่หนูที่วิ่งผ่านยังต้องส่ายหัว


“ก่อนหน้านี้โจรป่าชุกชุม ที่ว่าการถูกปล้นไปครั้งหนึ่ง เสียหายหลายจุด ไม่มีเงินซ่อมแซม เลยซ่อมแค่โถงตัดสินคดี...”


ถ้าไม่ติดว่าต้องใช้ว่าความ เขาก็ไม่อยากซ่อมโถงหรอก เปลืองเงินแถมยังต้องควักกระเป๋าตัวเองอีก! ทางการไม่เคยส่งงบมาให้แม้แต่เหรียญเดียว!


เจียงอินปฏิเสธคำชวนให้เข้าพัก และทิ้งแผ่นหลังอันสง่างามไว้ให้ฮวาหรูจูดู หงส์ไม่เกาะกิ่งไม้ที่ไร้ค่าฉันใด นางก็ไม่ยอมเดินเหยียบขี้ไก่ฉันนั้น! เป็นไปไม่ได้!


“ไก่ผัดพริกที่แม่เจ้าทำ... ใช้ได้”


เจียงอินนั่งอยู่ในห้องโถงของบ้านสกุลฮวา บนโต๊ะมีจานไก่ผัดพริกวางอยู่ กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ อ้อ ในยุคนี้ไม่มีพริกหรอก แต่นางมี เมื่อทานคู่กับข้าวหอมจากข้าวปี้หลิง นางสามารถกินได้ถึงสามชาม!


“อื้อหือ อร่อยมาก! ข้าไม่เคยกินข้าวที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย!”


“ซี้ด... นี่คือพริกหรือ? อร่อยมาก เข้ากับข้าวสุดๆ!”


ทำไมข้าวถึงอร่อยได้ขนาดนี้ แม้แต่ข้าวชั้นดีที่สุดก็ยังเทียบไม่ได้แม้แต่นิดเดียว! แล้วไก่ผัดพริกนี่ทำไมถึงได้เด็ดขนาดนี้! ฮวาหรูจูซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล อยากจะมุดลงไปในชามเลยทีเดียว


“กินเสร็จแล้ว ไปฝึกเพลงดาบสามพันครั้ง”


ตะเกียบในมือฮวาหรูจูร่วงหล่นลงในชามทันที หน้าตาว่างเปล่าไปชั่วขณะ อย่าเลยนะคะ...


ยามบ่ายแสงอาทิตย์อ่อนๆ สาดส่องลงบนเรือนเล็กที่สะอาดสะอ้าน เจียงอินนั่งบนเก้าอี้คอยชี้แนะฮวาหรูจูฝึกเพลงดาบ ฮวาหรูจูเหงื่อไหลไคลย้อย ทุกครั้งที่ตวัดดาบแขนของนางราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว แต่ก็ยังกัดริมฝีปากแน่น


นางรู้สึกว่าในร่างเต็มไปด้วยพลัง หากไม่ระบายออกมาอาจจะระเบิดตายได้!


ข้าวนั่นต้องเป็นอาหารวิเศษของท่านเซียนแน่ๆ ถึงได้ให้แค่นางกินคนเดียว! ของดีของเซียนกินมากไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต! จนกระทั่งอาทิตย์อัสดง นางฝึกครบสามพันครั้งแล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น เหนื่อยแต่สะใจชะมัด!


เจียงอินมองด้วยความพึงพอใจ ช่างเป็นต้นกล้าในการฝึกยุทธที่ดีจริงๆ แต่ทว่านางไม่มีความคิดจะรับศิษย์แต่อย่างใด เจียงอินจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งจนฮวาหรูจูขนลุกเกรียว นางจึงชี้ไปยังคนขับรถม้า


“ให้เจ้ายืมตัวเขาไปสามปี”


“ขะ... ขอบคุณท่านพี่เซียน!”


ฮวาหรูจูตัวสั่นจนพูดติดขัด ก้มกราบอีกครั้ง นางเห็นฝีมือของคนขับรถม้าคนนี้มาแล้ว! หากมีเขาอยู่ ต่อให้ราชสำนักส่งกองทัพมาก็ยากจะปลิดชีพนางได้ นี่คือเวลาสามปีที่ท่านเซียนมอบให้เพื่อให้นางเติบโต


“ท่านพี่เซียน ข้าจะบริหารอำเภอเถาฮวาให้ดีที่สุด!”


แววตาของฮวาหรูจูมุ่งมั่น เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เมื่อมีเหมืองทองและเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว ขอแค่มีเวลา นางจะต้องทำให้อำเภอเถาฮวารุ่งเรืองอย่างแน่นอน


เจียงอินไม่ได้มองข้ามความมุ่งมั่นนั้น นางหยิบชามกระเบื้องสีขาวออกมาจากแขนเสื้อ ในนั้นเต็มไปด้วยข้าวสารสีขาวสะอาด เจียงอินคว่ำชามลงเหนือถุงผ้า ข้าวสารสีขาวพรั่งพรูออกมา


“อันโจวเกิดภัยแล้ง ผู้คนเดือดร้อน การกลายเป็นผู้ลี้ภัยไม่ใช่ความผิดของพวกเขา นี่คือข้าวสารห้าแสนชั่ง ฝากเจ้าจัดการด้วย”


ฮวาหรูจูเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง น้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง นางก้มลงกราบเจียงอินอีกครา ข้าวสารห้าแสนชั่งล้วนเป็นธัญพืชชั้นดี เพียงพอให้คนสามพันคนอิ่มท้องได้นานกว่าสามเดือน หากเปลี่ยนเป็นข้าวกล้องก็อยู่ได้เป็นปีๆ


นางเคยคิดว่าเซียนนั้นอยู่สูงส่งจนไม่แยแสชีวิตมนุษย์ แต่ก็น่าขำนัก เซียนไม่เคยทอดทิ้งศรัทธาของตน ในขณะที่คนบนบัลลังก์กลับเรียกขานตนว่า ‘โอรสสวรรค์’ แต่กลับไร้ประโยชน์สิ้นดี!


สายฝนโปรยปรายลงมา ชะโลมผืนดินที่แห้งแล้งให้กลับมามีความหวัง ผู้ตรวจการหลวงหลินทำบาปหนาสาหัส สังเวยชีวิตต่อฟ้าดิน จนเป็นเหตุให้สวรรค์ประทานฝนลงมา...


“ข้าต้องไปแล้ว”