ตอน 12
บทที่ 12 : ชายหนุ่มริมทาง... จะช่วย หรือไม่ช่วย?
ฝนฤดูใบไม้ผลิโปรยปรายอย่างเลือนราง สายฝนแผ่ขยายจากอำเภอเถาฮวาไปจนทั่วทั้งอันโจวต่อเนื่องนานเจ็ดวัน ภัยแล้งในอันโจวถือว่าคลี่คลายลงได้ระดับหนึ่ง
ต้นอ่อนพากันแทรกตัวออกมาจากรอยแยกของผืนดิน ชาวบ้านที่เดินทางมาครึ่งทางต่างพากันเก็บข้าวของเตรียมหันหลังกลับถิ่นฐานรถม้าที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหรูหราถูกลากจูงด้วยอาชาสีขาวบริสุทธิ์สองตัวค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังเมืองผิงชิ่งแห่งผิงโจว
หุ่นเชิดตัวใหม่รับหน้าที่เป็นสารถีแทนที่ตัวเก่า ส่วนเจียงอินเอนกายลงบนตั่งนุ่มภายในรถม้า พลางทอดสายตามองอย่างไร้จุดหมาย
สายฝนที่ตกติดต่อกันเจ็ดวันทำให้พลังวิญญาณในร่างของนางเหือดแห้งจนหมดสิ้น การเสแสร้งทำตัวเหนือคนอื่นในตอนที่ยังไม่มีพลังนั้นช่างลำบากนัก
หากเป็นเมื่อก่อน อย่าว่าแต่พื้นที่เพียงแค่เขตเดียวเลย ต่อให้ต้องบันดาลฝนให้ทั้งประเทศของมนุษย์ นางก็ทำได้โดยไม่ต้องออกแรงด้วยซ้ำ
ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว รถม้าใกล้จะถึงเมืองผิงชิ่ง เจียงอินยังไม่คิดจะเข้าเมืองในทันที นางจึงสั่งให้สารถีหมายเลขสองหยุดรถที่เชิงเขาแถบชานเมือง ที่นี่ห่างจากเมืองผิงชิ่งพอสมควร แถมยังไม่มีผู้คนพลุกพล่าน เหมาะแก่การพักแรมยิ่งนัก
เจียงอินกางถ้ำส่วนตัวออกมา เปิดค่ายกลป้องกัน พร้อมทั้งสั่งการให้ค่ายกลช่วยพรางตาถ้ำส่วนตัวเอาไว้ สารถีหมายเลขสองนำรถม้าเข้าจอดในลาน แล้วเริ่มขยันขันแข็งกับการให้อาหารม้า ทั้งหญ้า ผลไม้ และผัก
ภายเรือนไม้ไผ่ เจียงอินนั่งลงพร้อมศิลาวิญญาณระดับสูงสุดในมือ พลังวิญญาณที่เข้มข้นพุ่งเข้าชำระล้างเส้นชีพจรที่แห้งผาก เส้นชีพจรที่เดิมมีความจุน้อยถูกพลังวิญญาณชะล้างจนขยายกว้างขึ้นทีละน้อย... นอกจากความเจ็บปวดแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอื่นใดอีก
ยามค่ำคืนล่วงเลยไป พลังบำเพ็ญของเจียงอินทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ อีกเพียงก้าวเดียวก็จะเป็นระดับแก่นกำเนิด พลังวิญญาณที่เกรี้ยวกราดรอบกายแทบจะพุ่งทะลุเส้นชีพจรออกมา
เจียงอินไม่ได้รีบร้อนเลื่อนระดับ นางกดข่มพลังที่พลุ่งพล่านเอาไว้ แล้วคว้ากระบี่วิญญาณจากมิติก่อนจะเหาะเหินไปยังส่วนลึกของขุนเขาที่กั้นระหว่างอันโจวและผิงโจว
การเลื่อนสู่ระดับแก่นกำเนิดนั้นต้องโดนฟ้าผ่า... ไม่สิ ต้องผ่านทัณฑ์สายฟ้า
ในหุบเขาลึก เจียงอินหาโขดหินใหญ่ได้ก็ขัดสมาธิลงนั่งดูดซับพลังจากศิลาวิญญาณอีกครั้ง จนกระทั่งพลังวิญญาณในร่างไม่อาจกดข่มไว้ได้อีกต่อไป ท่ามกลางราตรีกาล เมฆดำม้วนตัวอื้ออึง สัตว์ร้ายในป่าต่างพากันหุบหางซ่อนตัว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ทัณฑ์สายฟ้ายังไม่ได้ก่อตัวนานนัก ก็ระเบิดเปรี้ยงลงมาอย่างไม่เกรงใจ ทำเอาเจียงอินตกตะลึงไปชั่วขณะ ทัณฑ์สายฟ้าพวกนี้... มาเร็วขนาดนี้เชียวหรือ? ครั้งก่อนที่นางเลื่อนระดับเป็นแก่นกำเนิดยังต้องใช้เวลาบ่มเพาะนานถึงสองชั่วยามเลยนะ!
ไม่ถึงหนึ่งเค่อ ทัณฑ์สายฟ้าทั้งหมดก็ผ่าลงมาจนครบ เมฆดำบนท้องฟ้าสลายตัวไป เจียงอินก้มมองชายเสื้อที่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อยพลางทำหน้าว่างเปล่า
"...???" ทัณฑ์สายฟ้าของโลกนี้... อ่อนแอและรวดเร็วขนาดนี้เชียวหรือ?
นางเพิ่งจะอยู่ในช่วงเตรียมตัว ก็... จบแล้ว?
พลังวิญญาณในกายเจียงอินไหลเวียน พลังบำเพ็ญได้ก้าวเข้าสู่ระดับแก่นกำเนิดอย่างสมบูรณ์ ถึงแม้พลังของนางจะแน่นหนาจนไม่รู้จะแน่นอย่างไรแล้ว แต่นางก็ยังเงยหน้ามองท้องฟ้ามืดมิดด้วยความคาดหวังเล็กๆ น้อยๆ
ถ้าจะลองผ่าลงมาอีกสักสองสามทีจะเป็นไรไป? ไม่งั้นนางคงรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจกับพลังที่เพิ่งได้มาเท่าไหร่
เจียงอินปัดชายเสื้อ ลุกขึ้นขยับร่างกาย แล้วเหาะเหินไปยังหุบเขาอีกแห่งหนึ่งที่ห่างออกไปยี่สิบลี้ นางเร้นกายจนมิดชิดแล้วไปนั่งอยู่บนท่อนไม้แห้งหน้าพุ่มไม้หนา ห่างไปข้างหลังห้าเมตร มีร่างมหึมาหนึ่งกำลังคืบคลานเข้ามาเงียบๆ
"โฮก!"
หมีดำตัวยักษ์พุ่งเข้าจู่โจมด้วยความเร็วที่ยากจะป้องกัน ปากกว้างเต็มไปด้วยน้ำลายที่ไหลเยิ้ม เจียงอินหมุนตัวกลับไปฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าของมันเข้าฉาดใหญ่ นางไม่ได้ใช้พลังวิญญาณ และพลังกายภาพก็ถูกจำกัดไว้ถึงเก้าส่วน
เอาละ ใช้เจ้าหมีนี่แหละฝึกฝนทักษะการต่อสู้จริง
ประมาณหนึ่งชั่วยามผ่านไป เจียงอินก็เป็นฝ่ายยุติการต่อสู้ นางซัดหมัดเดียวจนหัวของหมีดำที่สะบักสะบอมแตกกระจาย เก็บซากหมีเข้ามิติด้วยความพึงพอใจ นี่คือของรางวัลของนาง ต้องนำออกไปขายเป็นเงิน
ยังไม่ทันจะเข้าใกล้ถ้ำส่วนตัว เจียงอินก็สังเกตเห็นว่าห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร มีชายสองคนกำลังนอนขดตัวพักผ่อนอยู่ข้างต้นไม้ ตำแหน่งที่ตั้งของถ้ำส่วนตัวของนางบังลมหนาวได้มิดชิดพอดี
ทั้งสองคนมองไม่เห็นถ้ำส่วนตัวและเข้าใกล้ไม่ได้ จึงถูกค่ายกลผลักให้ต้องอ้อมไปพักในจุดที่ลมสงบที่สุดแทน คนธรรมดาที่ไหนจะมานอนกลางแจ้งในที่ร้างไร้ผู้คนกลางดึกดื่นแบบนี้?
แน่นอนว่าต้องเป็นคนใกล้ตายแล้วสินะ!
อ้อ แต่เธอน่ะเป็นเซียน จะไม่นับรวมในพวกนั้น ในบรรดาชายสองคนนั้น มีชายชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่บาดเจ็บสาหัสจนใกล้สิ้นลม แผลที่ท้องแม้จะพันผ้าพันแผลอย่างง่ายๆ ไว้แล้ว แต่เลือดก็ยังคงซึมออกมาไม่หยุด
หากปล่อยไว้แบบนี้ อีกไม่เกินสองเค่อ คนผู้นี้ต้องตายแน่นอน เจียงอินไม่มีรสนิยมชอบช่วยคนมั่วซั่ว อีกทั้งศิษย์หลานตัวน้อยของนางยังเคยกำชับนักหนาว่า หากเจอผู้ชายบาดเจ็บข้างทาง ห้ามเก็บมา ห้ามช่วยเด็ดขาด!
จะซวยซ้ำซวยซ้อนเอาน่ะสิ!
ศิษย์หลานของนางก็จิตใจดีเกินไป มองใครก็ดูเป็นคนดีไปหมด แล้วดูนางสิ เหมือนคนที่ชอบไปช่วยคนข้างทางไหมล่ะ?
"นายท่าน! ท่านต้องทนไว้นะ ท่านจะไม่อะไรเกิดขึ้น ท่านต้องไม่เป็นอะไร! พวกของเราต้องรีบตามมาเจอในไม่ช้าแน่"
เสียงสะอื้นแตกพร่าของชายอีกคนเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง คนผู้นี้สวมชุดดำ สถานการณ์ดูดีกว่าเล็กน้อย แม้บาดแผลจะสาหัสแต่ไม่ถึงกับชีวิต เจียงอินไม่ได้สนใจ ไม่ได้ปรากฏตัว แล้วเดินเข้าประตูที่พักส่วนตัวไป
เอ๊ะ? ท่ามกลางความมืด แสงสีขาวนวลตาบนตัวชายชุดดำช่างบาดตาเหลือนเกิน ในเมื่อมีของดีอยู่กับตัว ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก! หากมีคนถามคำถามเดิมกับนางอีกครั้งว่า... จะช่วยคนข้างทางไหม?
นางจะตอบอย่างหนักแน่นเลยว่า... ช่วยแน่นอน!
นี่มันเศษเสี้ยวของวิเศษเชียวนะ!!
เจียงอินโบกมือให้ถ้ำส่วนตัวปรากฏขึ้น แสงไฟอบอุ่นในลานบ้านสาดส่องลงบนร่างทั้งสอง ชายชุดดำระแวดระวังพร้อมกับคุ้มกันชายที่นอนอยู่ข้างหลังทันที
"ใคร?!" เสี้ยววินาทีต่อมา เมื่อเห็นลานบ้านที่อยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน ชายคนนั้นก็ตกตะลึงจนค้าง เมื่อกี้ยังไม่มีลานบ้านอยู่ตรงนี้เลยนี่!
ในป่าเขาลำเนาไพรเช่นนี้ จู่ๆ จะมีบ้านโผล่มาได้อย่างไร แถมในลานยังมีคนนั่งอยู่บนเก้าอี้หยก... เป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ!
หรือว่า... นางจะเป็นผี?
ชายชุดดำเหงื่อกาฬแตกพลั่กด้วยความหวาดกลัว ทว่าเขากลับเห็นประตูไม้ไผ่เตี้ยๆ ของลานบ้านเปิดออก ราวกับเป็นการต้อนรับ ชายชุดดำมองเจ้านายที่บาดเจ็บสาหัสสลับกับลานบ้าน ก่อนจะตัดสินใจกัดฟันอุ้มคนเข้าไปข้างใน
เข้าไปอาจจะมีโอกาสรอด หากไม่เข้าก็ไม่มีแม้แต่โอกาสเดียว!
เขารู้ดีว่าพรรคพวกไม่มีทางตามมาทันเวลา และสถานการณ์ของเจ้านายตอนนี้วิกฤตมาก ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน!
เมื่อก้าวเข้าสู่ลานบ้าน ชายชุดดำก็ประหลาดใจกับความอบอุ่นภายใน เขาจึงเชื่อมั่นว่าเจ้าของบ้านแห่งนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน เขาค่อยๆ วางเจ้านายลงกับพื้นแล้วคุกเข่าลงทันที
"แม่นาง! นายท่านของข้าบาดเจ็บ ไม่ทราบว่าท่านพอจะมีโอสถรักษาหรือไม่? เพียงท่านช่วยนายท่านของข้าได้ ข้าจะทำอะไรข้าก็ยอม!"
กล่าวจบเขาก็โขกศีรษะลงกับพื้นดังปัง ปัง ปัง หัวนั่นทำด้วยเหล็กหรือไง?
เจียงอินหยุดการกระทำของเขา แล้ววางกล่องใบหนึ่งไว้บนโต๊ะ "เรามีวาสนาต่อกัน ในนี้คือโอสถรักษา"
"แต่การรับของของข้าไป เจ้าต้องจ่ายค่าตอบแทน"
ชายชุดดำไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขารีบหยิบโอสถกรอกเข้าปากเจ้านายทันที แววตาที่แน่วแน่ของเขาดูราวกับจะ... เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ ศิษย์หลานชอบพูดคำนี้ แม้นางจะไม่รู้ว่าการเข้าร่วมพรรคคืออะไร แต่มันน่าจะเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์มากกระมัง
บาดแผลที่ท้องของชายหนุ่มหยุดเลือดได้อย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่ซีดขาวเริ่มกลับมามีสีเลือด บาดแผลบนร่างกายก็สมานตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นอาการของเจ้านายดีขึ้น ชายชุดดำก็ตื่นเต้นจนโขกศีรษะขอบคุณเจียงอินอีกครั้ง
"ขอบพระคุณท่านเซียนที่เมตตา!"
ยาชนิดนี้ไม่ใช่ยารักษาทั่วไปแน่ๆ ต้องเป็นโอสถเซียนแน่นอน เด็กสาวตรงหน้าต้องเป็นเซียน!
เจียงอินยังไม่ทันเอ่ยปาก ก็เห็นแสงสีขาวสว่างวาบขึ้นเหนือศีรษะของชายชุดดำ ก่อนจะลอยออกจากร่างเขาแล้วตกลงสู่มือของนาง เศษเสี้ยวที่สี่... ได้มาแล้ว ดูเหมือนว่า... จะง่ายกว่าที่คิดนะ คนผู้นี้ดูน่าคบหากว่าฮวาหรูจูอยู่ไม่น้อย
เจียงอินยิ้มตาหยีแล้วโยนโอสถรักษาให้ชายชุดดำอีกหนึ่งเม็ด
ไม่เสียเที่ยวเลยจริงๆ ไม่เสียเที่ยวเลย