ตอน 3

บทที่ 3 เมล็ดพันธุ์ในดินแดนร้างแห่งนิยายออนไลน์


ช่วงพักเที่ยงของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 3 สวีอี้ฟุบหน้าลงกับแขนที่วางอยู่บนโต๊ะ เขาพยายามใช้ท่าทางนี้ตัดขาดตัวเองออกจาก “เพลงฮิต” ล่าสุดที่หลี่เซิ่งจงใจเปิดวนลูปซ้ำไปซ้ำมาในโทรศัพท์มือถือ มันยังคงเป็นเพลงที่มีทำนองเรียบง่าย เนื้อหาตรงไปตรงมา วนเวียนอยู่เพียงไม่กี่ประโยคเหมือนเดิม

ทว่าเขากลับหลับตาลงและนับจังหวะกลองของเพลงนี้อยู่ในใจ นับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทำนองเดิมๆ นี้บรรเลงไปกี่รอบแล้ว พยายามฆ่าเวลาช่วงพักเที่ยงด้วยวิธีที่น่าเบื่อหน่ายแบบนี้

ทันทีที่เขานับจังหวะ “ตึ๊ด-ฉิ่ง-ตึ๊ด-ฉิ่ง” ครั้งที่ 22 ที่เหมือนเดิมเป๊ะ หวังเฉียงเพื่อนข้างโต๊ะก็วางปากกาลงแล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะบ้าง

“คัดลอกเสร็จสักที!”


หวังเฉียงถอนหายใจยาวราวกับเพิ่งผ่านศึกหนักมา เขาเก็บกระดาษคำตอบที่ลอกเสร็จแล้วลงใต้โต๊ะ ก่อนจะยื่นแผ่นงานของสวีอี้คืนให้เจ้าตัว ใบหน้าของเขามีร่องรอยความฟินของผู้รอดชีวิต


“ไอ้คุณชายสวี นายมันยอดที่สุด เพื่อนรัก! ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น! อยากกินอะไรบอกมา เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง!”


เขาตบไหล่สวีอี้แรงๆ อย่างใจกว้างโดยไม่ยั้งมือเท่าไรนัก

สวีอี้ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ ใบหน้าปรากฏความมึนงงกึ่งตื่นกึ่งหลับที่พอดิบพอดี เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่รับแผ่นงานมาสอดไว้ใต้โต๊ะลวกๆ แล้วนวดแขนที่เริ่มเหน็บชา

หวังเฉียงที่ยังตื่นเต้นไม่หาย รีบขยับเข้ามาใกล้สวีอี้แล้วลดเสียงลงต่ำอย่างมีลับลมคมใน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความฮึกเหิมเหมือนกำลังแบ่งปันคัมภีร์ล้ำค่า

“เฮ้ย สวีอี้ ฉันบอกเลยนะ ฉันไปเจอซีรีส์นิยายเรื่องใหม่มา นายอ่านแล้วรับรองว่าวางไม่ลงแน่!”

สวีอี้ขานรับ “อืม?” ออกมาอย่างไม่ค่อยสนใจนัก ลากเสียงยาวด้วยท่าทีง่วงงุนที่ดูขอไปที

“นี่ไง!”


หวังเฉียงแอบยื่นโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาตรงหน้าสวีอี้ ขอบหน้าจอมีรอยร้าวนิดหน่อย ส่วนฟิล์มกันรอยก็เป็นรอยขีดข่วนเต็มไปหมดบนหน้าจอคือแอปพลิเคชันพื้นหลังสีน้ำเงินเข้ม ตรงกลางไอคอนเป็นอักษรคำว่า ‘ฉี’ ที่มีเปลวไฟสีขาวลุกโชน

“ฉีเตี่ยนจงเหวิน!” หวังเฉียงใช้นิ้วจิ้มหน้าจอจนน้ำลายแทบกระเด็น


“มีนิยายเทพเรื่องใหม่เพิ่งลงได้ไม่นาน! ฉันตามอ่านจนถึงตีหนึ่งเมื่อคืน! เรื่องนี้เลย ‘ข้าคือมหาจักรพรรดิ’ โห... ตัวเอกอย่างเทพ! เปิดตัวมาก็มีพลังระดับมหาจักรพรรดิกวาดล้างทั้งสนาม! ฉากบรรยายคือสะใจสุดๆ อ่านแล้วแบบว่า...”

คำว่า “โคตรเทพ”, “กวาดล้าง”, “สะใจสุดๆ” เปรียบเสมือนเข็มที่ทิ่มแทงความง่วงงุนที่สวีอี้พยายามสร้างขึ้น มุมปากเขากระตุกเล็กน้อยโดยที่ไม่มีใครสังเกต ในใจบังเกิดความรู้สึกเหนื่อยหน่ายขึ้นมาอีกครั้ง

นิยายแนวเปิดเรื่องมาก็ไร้เทียมทานกวาดล้างทุกสิ่ง ความขัดแย้งทุกอย่างดูซีดจางและน่าขันเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังอำนาจเบ็ดเสร็จ มันไม่ต่างอะไรกับเพลงตลาดที่วนลูปไปมาเหล่านั้นเลย

หวังเฉียงยังคงบรรยายฉาก “ความตื่นเต้น” ในเล่มอย่างออกรส นิ้วก็เลื่อนหน้าจอไปไม่หยุด

สวีอี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบและแฝงความเบื่อหน่าย


“เปิดเรื่องมาก็เป็นมหาจักรพรรดิแล้ว ตอนต่อไปจะเขียนอะไรล่ะ?”

“อ้าว?” หวังเฉียงชะงักไป เขาไม่คิดว่าสวีอี้จะตอบกลับแบบนี้ อารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่านเริ่มสะดุด


“ก็... ตอนต่อไปก็น่าจะเป็นมิติเดิมๆ กวาดล้างทั่วหล้า ครองความเป็นใหญ่ในหมื่นแดนไม่ใช่เหรอ? ตบหน้าไปเรื่อยๆ หาของวิเศษชั้นยอด เออ... ช่างมันเถอะ ขอแค่สะใจก็พอแล้ว!”

“อือ” สวีอี้ตอบเพียงแค่นั้นแล้วไม่พูดต่อ

สิ่งที่เขียนขึ้นมาเพื่อความ “สะใจ” ล้วนๆ ในสายตาของเขาแล้ว มันน่าเบื่อยิ่งกว่าเพลงล้างสมองเหล่านั้นเสียอีก อย่างน้อยในเพลงเหล่านั้นยังมีความซื่อบื้อแบบไม่คิดอะไร


แต่ในนิยายพวกนี้ แม้แต่ความซื่อบื้อยังถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำ เพื่อป้อนความปรารถนาในการพิชิตที่ว่างเปล่าในชีวิตประจำวันของผู้อ่านโดยเฉพาะ เขาไม่ได้ดูถูกพวกมันหรอกแค่รู้สึกว่าพอดื่มด่ำกับมันมากเกินไปก็หมดความตื่นเต้น

เหมือนเคี้ยวอ้อยที่ผ่านการเคี้ยวมานานจนไม่เหลือความหวานอีกต่อไป เหลือเพียงกากใยที่สากคอ

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเขา ความกระตือรือร้นของหวังเฉียงก็มอดดับไปเกินครึ่ง เขาเก็บโทรศัพท์แล้วบ่นพึมพำ


“นายทำแบบนี้ฉันเองก็เริ่มรู้สึกว่าไม่สนุกเหมือนกัน เอาเหอะ ฉันไปดูในอันดับจัดอันดับดีกว่า”

สายตาของสวีอี้กวาดมองดูอันดับที่หวังเฉียงกำลังเปิด ทั้ง 'อันดับนิยายขายดีหน้าใหม่' , 'อันดับนิยายยอดนิยม 24 ชั่วโมง' ทุกเรื่องบนชาร์ตมีชื่อซ้ำซากจำเจไปหมด ทั้งแนว 'ปราณต่อสู้' แนว 'ขยะ' แนว 'ถูกถอนหมั้น'


พอเปิดอ่านเรื่องย่อก็พบว่าเป็นแม่แบบของนิยายสนองนี๊ดที่เห็นได้ดาษดื่น การบรรยายก็น่าเบื่อและตรงไปตรงมาจนเกินไปแพลตฟอร์มทั้งหมดดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่หนองน้ำแห่งการกลืนกินกลายเป็นเนื้อเดียวกันที่น่าสะพรึงกลัว


นักเขียนพากันเลียนแบบสูตรสำเร็จที่ตลาดพิสูจน์แล้วว่า 'ขายได้' เปลี่ยนแค่ชื่อแต่ไม่เปลี่ยนไส้ใน พล็อตเรื่องที่พิมพ์ซ้ำๆ ตัวละครที่แทบจะแกะมาจากบล็อกเดียวกัน การตั้งค่าที่จำเจ

เรื่องฝีมือการเขียนน่ะหรือ? แทบไม่มี ทุกคนมุ่งเน้นไปที่การระดม 'ความสะใจ' แบบดิบเถื่อน ไม่มีภาพพจน์ที่ละเอียดอ่อนหรือความคิดที่ลึกซึ้ง มันเหมือนกับดินแดนร้างที่ถูกบุกเบิกมากเกินไปจนขาดสารอาหาร สิ่งที่งอกเงยขึ้นมามีเพียงพืชทนแล้งที่มีรากตื้นๆ และหน้าตาคล้ายคลึงกัน ไม่สามารถเบ่งบานเป็นดอกไม้ที่งดงามและมีเอกลักษณ์ได้จริงๆ

“เฮ้ย สวีอี้ ดูเรื่องนี้สิ ‘ผมคือหน่วยรบพิเศษทะลุมิติไปต้าหยง’ เรื่องย่อกับพล็อตดูน่าสนใจนะ ตอนแรกที่ฉันอ่านก็ถือว่าใช้ได้ นายจะอ่านไหม?”


หวังเฉียงสะดุดตากับนิยายชื่อแปลกเรื่องหนึ่งในหมวดนิยายแนะนำ หลังจากอ่านการตั้งค่าตัวละครและตอนแรกจบเขาก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจไม่น้อย

“ช่างเถอะ ฉันเดาว่าไม่เกินสามตอนก็คงเข้าอีหรอบเดิม เป็นพล็อตตบหน้าโชว์เทพอีกตามเคย”


สวีอี้กระตุกมุมปาก หาววอดหนึ่งทีแล้วกลับไปอยู่ในโหมดง่วงงุนดังเดิม

“ไม่น่าหรอกมั้ง เดี๋ยวฉันลองดูอีกที!”


หวังเฉียงไม่ยอมแพ้ต่อคำตอบของสวีอี้ เขาดูเหมือนจะพยายามหานิยายดีๆ สักเรื่องมาพิสูจน์อะไรบางอย่างให้สวีอี้เห็น

“เฮ้ย... ยอมว่ะ สองตอนแรกก็เริ่มตบหน้ากันแล้ว ทหารยามคนนึงกล้าตบหน้าองค์รัชทายาท บ้าบอฉิบหาย!”

สวีอี้ฟังเสียง 'เหี้ยเอ้ย' ของหวังเฉียงแล้วแทบไม่อยากจะปรือตาขึ้นมามอง มันเป็นไปตามคาด แถมเร็วกว่าที่คิดเสียอีก สูตรสำเร็จเดิมๆ ที่เต็มไปด้วย 'ความสะใจ' ราคาถูกนั้นช่างน่าเบื่อหน่ายจนชวนให้ง่วงนอน

หวังเฉียงยังไม่ยอมแพ้ นิ้วยังคงรูดหน้าจอต่อไป เปิดนิยายใหม่เรื่องอื่นที่อ้างว่าเป็นแนว 'แก้ทางสูตรสำเร็จ' แล้วพึมพำกับตัวเองเรื่องนี้ต้องไม่เหมือนเดิมแน่ เรื่องย่อบอกว่าตัวเอกเชี่ยวชาญด้านการจัดการพวกชอบโชว์เทพตบหน้า...”

“อืม... เปิดเรื่องมาก็ใช้ได้นะ”

“เหี้ยเอ้ย ทำไมมีฉากถอนหมั้นอีกแล้ว?”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ยอมว่ะ ตัวร้ายโง่พอๆ กับน้าชายฉันเลย...”

“ไม่ไหวว่ะ ก็แค่รอให้คนอื่นตบหน้าเสร็จแล้วค่อยตบกลับ ไร้สาระ!”

เสียงของหวังเฉียงค่อยๆ เบาลง ความกระตือรือร้นในช่วงแรกถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยล้า เขาไม่รีบเร่งแบ่งปันอีกต่อไป เพียงแค่ไถหน้าจอไปเรื่อยๆ ราวกับพยายามจะขุดหาเม็ดทรายที่แตกต่างสักเม็ดในทะเลทรายแห่งนี้

สวีอี้ถอนหายใจออกมาโดยไร้สุ้มเสียง เขาไม่ได้หมดความสนใจในเรื่องเล่าจริงๆ หรอก เขาแค่เอือมระอากับการกระตุ้นที่ถูกกำหนดสูตรสำเร็จไว้เหมือนสายพานการผลิตแบบนี้

อารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดถูกนักเขียนตั้งโปรแกรมไว้ด้วยฝีมือการเขียนที่หยาบกระด้าง ราวกับกดปุ่มแล้วต้องได้เสียงอุทานตามที่ตั้งค่าไว้ ไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์ ไม่มีพื้นที่ให้จินตนาการ และไม่มีรสสัมผัสที่ต้องค่อยๆ ลิ้มรส

ทุกอย่างทำไปเพื่อความ 'สะใจ' และจบลงด้วยความว่างเปล่าหลังจากอิ่มตัว

หวังเฉียงยอมแพ้ในที่สุด เขาปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วโยนลงใต้โต๊ะ ในแววตามีความสับสนปนเปอยู่ เขาคงสงสัยว่าทำไมสิ่งที่เคยทำให้เขาเลือดลมพลุ่งพล่านเมื่อครู่นี้ ถึงกลายเป็นรสชาติที่จืดชืดได้เพียงแค่ลองอ่านไปไม่กี่เรื่อง

“สวีอี้ นายพูดถูก... ไม่สนุกเลย วนไปวนมาอยู่แค่สามไม้นี้นี่แหละ”

สวีอี้ไม่ได้ตอบอะไร หวังเฉียงขยี้ผมตัวเองก่อนจะฟุบลงกับโต๊ะเลียนแบบสวีอี้เพื่อแสร้งหลับไป