ตอน 4
บทที่ 4 ลางร้ายที่เย็นเยียบ
ยามเย็น กลิ่นหอมจากครัวบ้านตระกูลสวีลอยฟุ้งไปตามสายลมเข้าสู่ห้องโถง
“เสี่ยวอี้! ตาเฒ่าสวี! มากินข้าวกันได้แล้ว!”
โจวฮุ่ยหลานยกกับข้าวที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ออกมาวางบนโต๊ะ สวีกั๋วเฉียงนั่งอยู่ตรงข้ามกับสวีอี้ เขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างไม่สูงนัก แต่โครงร่างกลับหนาและแข็งแกร่งจากการทำงานในโรงงานมานับสิบปี
“ตาเฒ่า ลองชิมเนื้อนี่ดูสิ วันนี้ฉันตุ๋นจนเปื่อยเชียวล่ะ” โจวฮุ่ยหลานคีบหมูสามชั้นตุ๋นชิ้นโตที่สั่นดุ๊กดิ๊กวางลงในชามของสวีกั๋วเฉียง
“อืม”
สวีกั๋วเฉียงขานรับในลำคอ เขาตักข้าวเข้าปากคำหนึ่ง ท่าทางการเคี้ยวของเขาดูฝืดฝืนเล็กน้อย แสงไฟจากหลอดเหนือหัวทำให้เห็นเม็ดเหงื่อซึมออกมาตามขมับอย่างชัดเจน
สวีอี้ละสายตาจากขอบชามมองไปยังบิดา เขาเห็นลูกกระเดือกของพ่อขยับขึ้นลงขณะกลืนอาหาร พ่อขมวดคิ้วเล็กน้อย ลมหายใจดูจะหอบหนักกว่าปกติ
จากนั้นสวีกั๋วเฉียงก็วางชามลง มือซ้ายเคลื่อนไปวางที่ช่องท้องส่วนบนผ่านเสื้อเชิ้ตสีเทาอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าท่าทางที่กดลงไปนั้นหนักหน่วงและแฝงความรู้สึกอึดอัดเอาไว้ แม้จะเป็นเพียงการขยับตัวเล็กน้อยแต่สวีอี้กลับเห็นมันชัดเจนเต็มตา
เวลาดูเหมือนจะเดินช้าลง สวีอี้หยุดเคี้ยว ข้าวในปากรสชาติจืดชืด สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่มือของพ่อที่ยังคงกดช่องท้องเอาไว้ ภาพเหตุการณ์อันหนาวเหน็บที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและเครื่องมือแพทย์พุ่งเข้ามากระแทกในความทรงจำของเขาอีกครั้ง!
ในชาติที่แล้ว... ในห้องพักผู้ป่วยพิเศษที่หรูหราแต่เย็นเยียบ อากาศเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ชายคนเดียวกันที่เขาเรียกว่า ‘พ่อ’ นอนอยู่บนเตียง ร่างกายทรุดโทรมลงจนจำไม่ได้ มือที่เหี่ยวแห้งระโยงระยางไปด้วยสายน้ำเกลือ ผิวหนังซีดเซียวจนกลายเป็นสีเทาหม่น พ่อหายใจอย่างยากลำบาก
ย้อนไปก่อนหน้านั้น ในช่วงที่สวีอี้กำลังยุ่งอยู่กับการเดินสายรับงานอีเวนต์ รับมือกับนักข่าวและหมกมุ่นอยู่กับยอดสตรีมเพลงใหม่ ชายคนเดิมที่นั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะอาหารก็เคยทำท่าแบบนี้ กดที่ช่องท้องแล้วขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า
“ไม่เป็นไรหรอก แค่แน่นท้อง สงสัยเมื่อเย็นกินของมันไปหน่อย พักสักพักก็หาย”
ในตอนนั้นเขายุ่งเกินไปและโด่งดังเกินไปจนถูกผู้คนล้อมรอบ เขาเห็นอาการของพ่อ แต่กลับไม่ใส่ใจ คิดเพียงว่าพ่อแค่อายุมากขึ้น ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเก่าและเชื่อคำว่า ‘พักสักพักก็หาย’ เสมอมา
จนกระทั่งสายโทรศัพท์ในค่ำคืนนั้นที่ปลายสายส่งเสียงสะอื้นและเขาก็ได้เห็นใบตรวจอาการที่ระบุชื่อโรคประหลาดที่กลายเป็นคำพิพากษาโทษจำคุกชั่วชีวิตของพ่อ... ‘โรคความดันหลอดเลือดปอดสูง’
ความรู้สึกผิดที่เหมือนยาพิษพุ่งเข้าทิ่มแทงหัวใจของสวีอี้ในตอนนี้อย่างแรง! ความเจ็บปวดที่บีบคั้นทำให้เขาแทบหายใจไม่ออก ภาพมือของพ่อที่กำลังกดช่องท้อง เหงื่อเย็นที่ไหลซึมและลมหายใจที่ติดขัดในความทรงจำ ค่อยๆ ซ้อนทับกับภาพตรงหน้าจนใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ
“พ่อครับ...” เสียงของสวีอี้สั่นเครือเล็กน้อย เขาหยุดวางตะเกียบแล้วบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด
“พ่อ... ท้องไม่สบายอีกแล้วเหรอครับ? ผมเห็นสีหน้าพ่อดูไม่ค่อยดีเลย มันจุกเสียดอีกแล้วหรือเปล่า?”
สวีกั๋วเฉียงรีบเก็บมือนั้นลงจากช่องท้อง พยายามทำเป็นธรรมชาติที่สุด เขาฝืนยิ้มส่งให้สวีอี้เพื่อกลบเกลื่อนความผิดปกติ
“ไม่มีอะไรหรอก อย่ามานั่งคิดมาก! ก็แค่หมูเมื่อเย็นมันมันไปหน่อย เลยอืดท้อง ไม่ค่อยย่อยพักแป๊บเดียวก็ดีขึ้นแล้ว”
เขาทำเป็นหยิบตะเกียบขึ้นมาเพื่อยืนยันคำพูด คีบหมูชิ้นนั้นขึ้นมาลังเลเล็กน้อยก่อนจะกินเข้าไป แต่พอกลืนลงไปเขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วอีกครั้ง โจวฮุ่ยหลานที่มองอยู่ด้วยความเป็นห่วงเอ่ยขึ้นว่า
“เป็นอะไรจริงหรือเปล่า? สองวันมานี้เห็นบ่นว่าจุกท้อง เจ็บหน่วงๆ มาตลอด โดยเฉพาะเวลาที่กินของมันๆ”
“เออน่า รู้แล้วๆ ไม่มีอะไรจริงๆ!”
สวีกั๋วเฉียงขัดภรรยาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด มันเป็นความเกรี้ยวกราดที่เกิดจากการถูกจี้จุดจนต้องรีบกลบเกลื่อน โจวฮุ่ยหลานไม่ยอมแพ้
“เห็นทนจนเหงื่อตกแล้วฉันมันไม่สบายใจ พรุ่งนี้ลาหยุดสักครึ่งวันเถอะ ไปถามหมอที่โรงพยาบาลโรงงานอีกทีว่ายาที่จ่ายมามันถูกตัวไหม หรือไม่ก็ทำอัลตราซาวด์ดูถุงน้ำดีกับตับอ่อนไปเลย!”
“ไม่ไป!” สวีกั๋วเฉียงปฏิเสธเสียงแข็ง
“โรงพยาบาลโรงงานนั่นจะดูออกอะไร? ไปรอคิวตั้งนานก็ได้ยาแก้ปวดธรรมดาๆ กลับมา เสียเงินฟรีเปล่าๆ ร่างกายฉัน ฉันรู้ดีเอง! แค่กินไม่เหมาะสม พักกินอาหารจืดๆ สองวันก็หายแล้ว มีเงินเหลือเอาไปซื้อของบำรุงให้เสี่ยวอี้เถอะ ดูสิมันผอมเหมือนลิงขนาดนี้ ใครเห็นก็นึกว่าพวกเราไม่ให้ข้าวมันกิน!”
สวีกั๋วเฉียงพูดจบก็หันไปมองสวีอี้ พยายามใช้เรื่องความเป็นห่วงลูกมาเบี่ยงเบนความสนใจ
หัวใจของสวีอี้ร่วงวูบ ความดื้อรั้นที่คุ้นเคยนี้ มันเหมือนกับในชาติที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน! คำว่า ‘ไม่เป็นไร’ ‘แค่โรคเล็กน้อย’ ‘จะเสียเงินไปทำไม’ รวมถึงอคติลึกๆ ที่มีต่อการตรวจร่างกายในโรงพยาบาล
ทุกอย่างเหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงบนประสาทสัมผัสของสวีอี้ ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันมันอันตรายถึงชีวิต! โดยเฉพาะถ้าเป็นเพราะนิ่วในถุงน้ำดี!
เขาอ้าปากจะพูดแต่ลำคอกลับตีบตัน เขาอยากจะบอกว่า ‘นี่ไม่ใช่แค่การย่อยไม่ดีธรรมดา อาการปวดท้องส่วนบนแบบนี้โดยเฉพาะถ้ากินของมันแล้วอาการแย่ลง มันมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน! ในชาติที่แล้วพ่อก็เป็นแบบนี้...’
แต่คำพูดพวกนั้นกลับไม่มีทางหลุดออกจากปาก เขาจะพูดยังไง? บอกว่าเขาเคยผ่านมันมาแล้ว? บอกว่าเขาเฝ้ามองพ่อในอีกโลกหนึ่งสิ้นลมเพราะโรคนี้เหรอ? มันไร้สาระเกินไป! ใครจะเชื่อ? เขาเป็นแค่เด็กมัธยมปลายที่เพิ่งหายป่วยเท่านั้น
แต่เมื่อมองใบหน้าที่ดื้อรั้นพยายามอดทนต่อความทรมานของพ่อ และความกังวลที่ทำอะไรไม่ได้ของผู้เป็นแม่ เขาก็พยายามบังคับสายตาไม่ให้ดูหนักอึ้งเกินไป แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังของเด็กหนุ่มที่ต้องการให้เหตุผล
“พ่อครับ ไปตรวจให้ละเอียดเถอะครับ ตรวจให้ชัดจะได้รักษากันถูกจุด ยังไงโรงงานก็มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว ตรวจไม่เสียเงินเท่าไหร่หรอก ถ้าตรวจแล้วไม่เป็นอะไร อย่างน้อยพวกเราก็จะได้สบายใจกันไงครับ จริงไหม?”
สวีกั๋วเฉียงชะงักไปครู่หนึ่ง ลูกชายที่ปกติไม่ค่อยพูดและไม่ค่อยยุ่งเรื่องในบ้านคนนี้กลับดูยืนกรานขนาดนี้ เขาประสานสายตากับดวงตาที่แวววาวเป็นพิเศษของสวีอี้
ข้างในนั้นมีความรู้สึกบางอย่างที่เขาอ่านไม่ออก ซึ่งทำให้เขารู้สึกหวั่นใจ แต่ในทันทีเขาก็รีบกดทับความรู้สึกนั้นด้วยความคิดดั้งเดิมที่ฝังรากลึก
“สบายใจอะไรล่ะ!” สวีกั๋วเฉียงโบกมือปัดเหมือนกำลังไล่สิ่งที่อัปมงคลออกไป น้ำเสียงของเขาเริ่มแข็งกร้าวขึ้น
“เด็กอย่างแกจะไปรู้อะไร? โรงพยาบาลน่ะ ถ้าไปตรวจแล้วไม่มีโรค หมอก็ยังสรรหาโรคมาให้เราจนได้ ร่างกายตัวเอง ฉันรู้ดีที่สุด แค่สองสามวันนี้กินไม่ถูกปาก พักล้างท้องบ้างก็หาย...”
เขาเริ่มบ่นถึงเรื่องงานในโรงงานเพื่อเปลี่ยนหัวข้อให้บรรยากาศคลายความตึงเครียด
“เอาละๆ กินข้าวเถอะ ข้าวเย็นหมดแล้ว จะมาพูดเรื่องพวกนี้ทำไมกัน เป็นลางไม่ดี!”
พูดจบเขาก็ไม่มองสวีอี้อีก ไม่สนใจสายตาเป็นกังวลของโจวฮุ่ยหลาน เขาก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปาก แต่ท่าทางการกินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด และเขาก็พยายามหลีกเลี่ยงจานที่มีความมันเหล่านั้นอย่างตั้งใจ
สวีอี้นั่งเงียบ มองดูแม่ที่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ และพ่อที่พยายามฝืนทำตัวให้เป็นปกติ ทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนมีดทื่อๆ ที่กรีดลงบนหัวใจของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขาหยิบตะเกียบก้มหน้าลงตักข้าวที่เย็นชืดเข้าปากคำแล้วคำเล่า สิ่งที่ควรจะเป็นหมูผัดพริกแสนอร่อย สิ่งที่ควรจะเป็นรสชาติของคำว่า ‘บ้าน’ ในตอนนี้กลับไร้ซึ่งรสชาติใดๆ
บนโต๊ะอาหารเหลือเพียงเสียงกระทบกันของชามและตะเกียบ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันหนักอึ้งที่เรียกว่า ‘ความกังวล’ ซึ่งไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้และในยามค่ำคืนนอกหน้าต่าง ความมืดมิดก็ดูจะยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม