ตอน 2

บทที่ 2 ชีวิตที่เรียบง่าย


เสียงออดเข้าคาบโฮมรูมยามเช้าเวลาเจ็ดโมงสิบนาทีดังขึ้นกระตุ้นให้เหล่านักเรียนรีบประจำที่ สวีอี้เดินเข้ามาทางประตูหลังห้องด้วยจังหวะที่พอดีกับเสียงออดสิ้นสุดลง


เขาเลื่อนเก้าอี้ออกอย่างแผ่วเบา เสียงกระเป๋านักเรียนที่ถูกยัดเข้าใต้โต๊ะดังครืดคราดเพียงเล็กน้อย ทว่าเพื่อนร่วมชั้นแถวหน้าบางคนที่กำลังเร่งมือปั่นการบ้านยังไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง

“เชี่ย สวีอี้! โจทย์คณิตข้อท้ายๆ แกทำเสร็จยัง? ช่วยชีวิตด้วยโว้ย!! เดี๋ยวเที่ยงนี้เลี้ยงน้ำแกเอง!!”


หวังเฉียงเพื่อนร่วมโต๊ะที่หัวฟูยุ่งเหยิงราวกับรังนก ตาที่ยังคงงัวเงียจวนเจียนจะหลับชี้ชวนให้เขาก้มลงมาอ้อนวอนกระซิบกระซาบ จนเกือบจะปัดสมุดที่สวีอี้เพิ่งหยิบออกมาตกโต๊ะ

สวีอี้ไม่ได้แม้แต่จะปรายตา เพียงแค่ขยับตัวหลบอย่างแนบเนียนเพื่อไม่ให้ถูกลูกหลง ก่อนจะดึงสมุดข้อสอบคณิตศาสตร์ของตนยื่นไปให้

“โอเคๆ รู้อยู่แล้วว่านายพึ่งพาได้ เที่ยงนี้นายอยากกินน้ำอะไรเลือกได้เลย!”


หวังเฉียงรับไปประหนึ่งได้สมบัติล้ำค่า แล้วก้มหน้าก้มตาเขียนยิกๆ ทันที สวีอี้ไม่ตอบ เขาทอดสายตาลงบนหนังสือภาษาอังกฤษที่กางอยู่ รายชื่อคำศัพท์และหลักไวยากรณ์เหล่านั้นช่างดูน่าเบื่อหน่าย

บนเวทีตัวแทนวิชาภาษาอังกฤษกำลังนำอ่านด้วยน้ำเสียงที่ยังดูไม่ประสีประสา เสียงของนักเรียนที่อ่านตามดังบ้างเบาบ้างสลับกันไป ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนที่กว้างขวางดูโหวงเหวง


สวีอี้เท้าคางมองเหม่อไปข้างหน้า ในชาติก่อนด้วยการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเพื่อบุกตลาดระดับอินเตอร์ ทำให้ภาษาอังกฤษสำหรับเขาไม่ต่างอะไรกับภาษาแม่

ในขณะนี้ คำศัพท์และรูปประโยคพื้นฐานในหนังสือเล่มนี้กลับทำให้เขารู้สึกแปลกแยกอย่างประหลาด เขาทำได้เพียงขยับริมฝีปากเลียนแบบจังหวะการอ่านโดยไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา เป็นเพียงการอ่านตามอย่างเงียบเชียบเท่านั้น

ในช่วงพักเบรก ทันทีที่เสียงกริ่งดังขึ้น ห้องเรียนก็เดือดพล่านราวกับหม้อน้ำที่ถูกต้มจนเดือด บางคนก็งีบหลับ บางคนวิ่งไปซื้อน้ำที่ร้านค้า บางคนจับกลุ่มถกโจทย์การบ้าน ส่วนเด็กนักเรียนหญิงบางกลุ่มก็กำลังรวมตัวกันเปิดนิตยสารเล่มโปรดอย่างตื่นเต้น

“บทสัมภาษณ์พี่เฉียวเอ๋อร์ฉบับนี้สวยมากเลยแก ดูลุคนี้สิ สวยราวกับเทพเซียน~”


นักเรียนหญิงผมสั้นคนหนึ่งชี้ไปที่รูปสีในนิตยสารอย่างตื่นเต้น

“จริงด้วย! ผิวเธอขาวมาก อิจฉาจัง แล้วชุดกระโปรงนั่นน่ะ เหมือนจะเป็นโอต์กูตูร์ของ 'ซิงเฉิน' เลยนะ! ได้ยินมาว่าราคาสูงถึงเจ็ดหลักเลยทีเดียว!!”


เพื่อนข้างๆ ตาเป็นประกาย เต็มไปด้วยความอิจฉาและความถวิลหา

“แถมยังได้ยินมาว่าเธอกำลังอินเลิฟกับพระเอกคนใหม่ที่เพิ่งแจ้งเกิดด้วยนะ! ดูรูปที่ใส่เสื้อคู่รูปนี้สิ ฉันรู้สึกว่ามันต้องเป็นเรื่องจริงแน่ๆ สายตามันฟ้อง!”

“ว้าว! เหมือนจริงด้วย! เหมาะกันมาก! คู่จิ้นคู่นี้ฉันขอลงเรือล่มตายด้วยคน!”

สวีอี้ถือแก้วน้ำเดินไปที่ตู้น้ำดื่มตรงมุมห้องเรียนอีกฝั่ง ขณะเดินผ่านกลุ่มเด็กสาวที่กำลังเม้าท์มอยกันอย่างเมามัน เขาก็เดินมองตรงไปข้างหน้าด้วยก้าวย่างที่คล่องแคล่ว

ชื่อเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น เฉียวเอ๋อร์, พระเอก, โอต์กูตูร์, หรือคู่จิ้น (CP) ในสายตาของเขา สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างจากบทสัมภาษณ์ที่ถูกปรุงแต่งอย่างประณีตในชาติก่อน มันคือการสร้างกระแสเพื่อผลประโยชน์ คือการถูกจ้องมองจากแสงไฟที่รุกล้ำเข้ามาในทุกซอกทุกมุม

เบื้องหลังความหรูหราเหล่านั้น คือค่ำคืนอันยาวนานที่ถูกตารางงานบดขยี้และเลนส์กล้องของปาปารัสซี่ที่ไม่เคยปล่อยให้เขาเป็นอิสระ

เขารู้สึกเหนื่อย เหนื่อยจนถึงกระดูกสันหลัง เหนื่อยจนลึกถึงจิตวิญญาณ เขาจัดการกดน้ำอย่างรวดเร็วแล้วเดินกลับไปยังที่นั่งอันเงียบสงบของตัวเอง

คาบสุดท้ายของช่วงเช้าคือคาบพละ ซึ่งนับเป็นคาบพละสุดท้ายของชั้นปีที่สาม แสงแดดฤดูร้อนแผดเผาจนลู่วิ่งยางสังเคราะห์ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ออกมาจางๆ ครูพละไล่นักเรียนชายให้ไปที่สนามบาสเกตบอลประหนึ่งต้อนเป็ดต้อนไก่

“อิสระ! ใครอยากเล่นบาสก็ไปจัดทีมกันเอง ระวังตัวด้วย”


ครูพละเป่านกหวีดหนึ่งครั้งก่อนจะเดินไปหลบแดดใต้ร่มไม้ ปล่อยให้เด็กๆ ได้ผ่อนคลายในคาบสุดท้ายนี้

“เหล่าสวีมาเข้าทีมกัน! ขาดอีกคนเดียว!”


จางเชาที่กอดลูกบาสตะโกนเรียกสวีอี้มาจากระยะไกล บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นก่อนเริ่มเล่นกีฬา

สวีอี้ที่กำลังเดินทอดน่องอยู่นอกลู่วิ่งหยุดชะงัก เขาเผยรอยยิ้มที่ดูหมดแรงประหนึ่งคนเพิ่งหายป่วยออกมา เขาสั่นมือปฏิเสธด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้จางเชาได้ยิน


“ไม่ล่ะๆ พวกนายเล่นกันไปเถอะ ฉันเพิ่งหายป่วย ยังไม่มีแรงพอจะวิ่งน่ะ”


พร้อมกันนั้นเขาก็แกล้งไอออกมาสองครั้งให้ดูสมจริง จางเชาไม่ได้คะยั้นคะยอ


“โอเค งั้นนายพักผ่อนไปละกัน” ก่อนจะหันไปชวนคนอื่นต่อ

สวีอี้เดินไปที่แถวต้นไม้ใหญ่ริมสนาม ร่มไม้หนาทึบกรองแสงแดดร้อนระอุให้กลายเป็นจุดแสงเล็กๆ ที่สั่นไหว ที่นี่เงียบสงบมาก มีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้และเสียงอึกทึกจากสนามบาสไกลๆ ที่พร่ามัวลงเพราะระยะทาง

เขาหาที่นั่งลงแล้วทอดสายตามองไปยังสนามบาส เหล่าวัยรุ่นกำลังวิ่งไล่กอดลูกบาสท่ามกลางแสงแดด ทุกจังหวะการชูตและการแย่งลูกล้วนเต็มไปด้วยเสียงเชียร์ที่ดังสนั่น

สวีอี้มองท่าทางส่งลูกที่เงอะงะไม่ประสีประสา หรือจังหวะการชูตที่ขาดความแม่นยำ แต่มันกลับดูสมจริง... และเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก

เขากระตุกมุมปากเป็นรอยโค้งจางๆ ที่แทบมองไม่เห็น ไม่ใช่การเหยียดหยาม แต่เป็นการโหยหาความสงบสุขที่ห่างหายไปนานไม่มีแสงไฟสปอตไลท์ ไม่มีปาปารัสซี่ ไม่มีตารางงานที่อัดแน่น


ทุกอย่างนี้... ช่างผ่อนคลายเหลือเกิน เป็นความเรียบง่ายที่สงวนไว้สำหรับช่วงวัยรุ่นโดยเฉพาะ

ช่วงพักเที่ยง หวังเฉียงซื้อน้ำมาให้สวีอี้หนึ่งขวด ทั้งสองนั่งทานมื้อเที่ยงง่ายๆ ที่ได้จากโรงอาหารข้างๆ กัน หลี่เซิ่งกำลังถือโทรศัพท์ที่แอบนำมาโรงเรียนด้วยท่าทางตื่นเต้น เขาเปิดเสียงเบาๆ พอให้เพื่อนกลุ่มรอบข้างได้ยิน


เป็นเพลงฮิตในโลกออนไลน์ที่จังหวะง่ายๆ ตรงไปตรงมา ท่อนฮุคเต็มไปด้วยเนื้อเพลงไร้สาระที่วนลูปจนจำฝังใจ ผสานกับเสียงกลองไฟฟ้าที่เน้นจังหวะกระแทกกระทั้น

“เป็นไง เร้าใจไหม? เพลงอันดับหนึ่งของชาร์ตซิงอวิ๋นเมื่อวานเลยนะ!”


หลี่เซิ่งคุยโวอวดจางเชาและหวังเฉียง พลางโยกตัวตามจังหวะ


“ทำนองนี้ จังหวะนี้ ฟังรอบเดียวก็ติดหูแล้ว!”

จางเชาเคี้ยวข้าวเต็มปากพลางพยักหน้าอย่างไม่ค่อยแน่ใจ


“อืมๆ ก็ติดหูดีนะ แต่รู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลย”

“พูดมากน่า เพลงดังสมัยนี้ก็แนวนี้ทั้งนั้นแหละ ติดหูฟังสนุกเป็นใช้ได้!” หลี่เซิ่งไม่สนใจพลางเร่งเสียงขึ้นอีกนิด

เสียงกลองเหล่านั้นกระแทกเข้าที่ขมับของสวีอี้จนปวดหนึบ ในสายตาของเขา ‘เพลงฮิต’ เหล่านี้ไม่ต่างจากหายนะ การเรียบเรียงเสียงประสานที่ไร้เทคนิค


เนื้อเพลงที่ซ้ำซากจำเจเพียงเพื่อให้จำง่าย เนื้อหาว่างเปล่า แม้แต่เสียงสังเคราะห์ยังฟังดูราคาถูก การมิกซ์เสียงก็หยาบกระด้างจนเสียงร้องกับดนตรีตีกันมั่วไปหมด

ของแบบนี้ในชาติก่อนคงดังได้แค่ในวิดีโอสั้นๆ เอาไว้เป็นเพลงประกอบคลิปเล่นๆ ไม่นึกเลยว่าที่นี่จะขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของชาร์ตได้...

รสนิยมทางดนตรีของโลกสีน้ำเงินใบนี้... ช่างแห้งแล้งจนน่าสิ้นหวังจริงๆ

เขาสวมหน้ากากไร้อารมณ์แล้วรีบตักข้าวเข้าปาก กดทับความรู้สึกจู้จี้ตามสัญชาตญาณมืออาชีพไว้ลึกสุดใจ โดยไม่ให้สีหน้าแสดงพิรุธออกมาแม้แต่น้อย

“เออ เสี่ยวสวี นายคิดว่าไงล่ะ?” หลี่เซิ่งเห็นสวีอี้นิ่งเกินไปจึงอยากชวนมาสนุกด้วยกัน

สวีอี้เงยหน้าขึ้นด้วยแววตาที่ดูว่างเปล่าและทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เขากลืนข้าวลงคอ กะพริบตาถี่ๆ แล้วเอ่ยคำพูดช้าๆ สองคำว่า


“ก็งั้นๆ”

พูดจบเขาก็ลุกขึ้นถือถาดข้าวที่ว่างเปล่าเดินไปที่จุดคืนถาด เสียงถาดกระทบกันดังกริ๊งกว้าง จากนั้นเขาก็เดินตรงกลับไปที่ห้องเรียน

แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างตกกระทบลงบนแผ่นหลังของสวีอี้ เขาก้มหน้าฟุบกับโต๊ะทำเป็นงีบหลับ ทว่าภายในห้องเรียนยังคงอึกทึกไปด้วยเสียงพูดคุยเรื่องเกม เสียงฮัมเพลง และเรื่องเม้าท์มอย...

เสียงเหล่านั้นค่อยๆ เบาลงและจางหายไปในพื้นที่เงียบสงบที่เขาขีดเส้นกั้นไว้รอบตัว