ตอน 28

บทที่ 28 : ท่วงทำนองเปียโนยามเย็น


เวลาในห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มักผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ เมื่อเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น ภารกิจการแก้โจทย์เลขกองโตตลอดทั้งวันก็จบลง ห้องเรียนชั้นปีที่ 6 ห้อง 3 เริ่มว่างเปล่าลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงสวีอี้และหวังเฉียงที่อยู่เวรทำความสะอาด


สวีอี้รับหน้าที่ลบกระดานและนำขยะไปทิ้ง ส่วนหวังเฉียงช่วยจัดโต๊ะเรียน แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องที่เงียบสงัด ทำให้เห็นฝุ่นชอล์กในอากาศลอยฟุ้งเป็นละอองยามต้องแสงชัดเจน


หวังเฉียงเก็บของอย่างรีบร้อนก่อนจะบอกลาสวีอี้แล้วจากไป เขาได้นัดกับหลี่เซิ่งและเพื่อนคนอื่นๆ เอาไว้


ต่อให้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะกระชั้นเข้ามาทุกที ก็มิอาจขวางกั้นความกระตือรือร้นของพวกเขาที่จะไปสุมหัวอ่านนิยายเรื่อง บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดากันได้


หลังจากทำความสะอาดเสร็จ สวีอี้หยิบถุงขยะขึ้นมาสะพายกระเป๋าเป้ เขาเหลียวมองห้องเรียนที่ว่างเปล่าอาจารย์่หนึ่งก่อนจะหันหลังไปปิดประตู ในโถงทางเดินเงียบเชียบมากมีเพียงเสียงฝีเท้าของเขาที่ดังก้องเพียงลำพัง


ทว่าทันใดนั้นก็มีเสียงเปียโนแว่วดังขึ้นเบาๆ แต่กลับชัดเจนเหลือเกินท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดของโรงเรียน เสียงนั้นดังมาจากห้องดนตรี สวีอี้หยุดฝีเท้าโดยสัญชาตญาณ


ท่วงทำนองเปียโนนั้นเปี่ยมไปด้วยความโหยหาบ้านเกิดอย่างลึกซึ้ง ทำนองพลิ้วไหวแผ่วเบาราวกับกำลังบอกเล่าเรื่องราว ภาพวาดของยามเย็นในเมืองแถบลุ่มแม่น้ำทางใต้ปรากฏขึ้นในมโนภาพ


แสงอาทิตย์ที่กระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับ เรือหลังคาผ้าใบที่จอดนิ่งสนิทข้างสะพานหิน เงาภูเขาสีครามจางๆ ในระยะไกล รวมถึงควันไฟและไอน้ำที่ลอยละล่องในอากาศ ทุกตัวโน้ตเจือไปด้วยความเศร้าสร้อยที่สงบนิ่งและความคะนึงหาถึงวันวาน


สวีอี้เดินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องดนตรีโดยไม่รู้ตัว เขาพิงกำแพงพลางเงี่ยหูฟังอย่างเงียบเชียบ


อาจารย์จางฮุ่ยมีทักษะการเล่นที่คล่องแคล่ว อารมณ์เพลงของเธอแม้จะดูสุขุมแต่กลับลึกซึ้ง เธอถ่ายทอดความเศร้าที่ซ่อนเร้นและความเวิ้งว้างของยามเย็นออกมาได้อย่างพอเหมาะพอดี


สวีอี้เริ่มจับได้แล้วว่านี่คือบทเพลง ‘ลำน้ำกูซูยามสนธยา’ ของคีตกวีชาวจีนร่วมสมัย มันไม่ได้มีความยิ่งใหญ่เหมือนดนตรีคลาสสิกตะวันตก แต่กลับมีจิตวิญญาณและความลุ่มลึกในแบบกวีนิพนธ์ตะวันออกอย่างเด่นชัด


ปกติแล้วห้องดนตรีจะเก็บเสียงได้ดีมาก แต่เพราะวันนี้เลิกเรียนนานแล้ว อาจารย์จางฮุ่ยจึงเปิดหน้าต่างไว้ ทำให้เสียงเปียโนเล็ดลอดออกมาอย่างชัดเจน


ท่วงทำนองยังคงดำเนินต่อไป สวีอี้รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์เมืองทางใต้ในสายหมอก หัวใจที่เหนื่อยล้าได้รับการพักผ่อนชั่วอาจารย์่ผ่านท่วงทำนองที่คุ้นเคย ความทรงจำและโลกความเป็นจริงแทรกซ้อนกันจนเขารู้สึกเลื่อนลอยไปชั่วขณะ


ความเข้าใจและทักษะของอาจารย์จางฮุ่ยทำให้เธอเข้าถึงกลิ่นอายตะวันออกและอารมณ์อันลุ่มลึกที่เป็นเอกลักษณ์ของเพลงนี้ได้อย่างหมดจด ท่วงทำนองที่ไหลรินดั่งสายน้ำเปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ถึงบ้านเกิดและวันเวลาที่ผ่านพ้น เหมือนกระแสน้ำที่อ่อนโยน


เสียงเปียโนด้านในหยุดลงเมื่อใดไม่ทราบ อาจารย์จางฮุ่ยเตรียมจะปิดหน้าต่าง แต่พอเดินไปถึงก็เห็นสวีอี้ยืนอยู่ด้านนอก เธอประหลาดใจเล็กน้อยแต่กลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า


"นักเรียนสวีอี้?"


สวีอี้ตัวแข็งทื่อทันที! แย่แล้ว ถูกจับได้เข้าให้! เขาขยุ้มถุงขยะในมือแน่นด้วยความประหม่าก่อนจะหันไปทางอาจารย์จางฮุ่ย


"สวัสดีครับ อาจารย์จาง" เขาละล่ำละลัก ก้มหน้าหลบสายตาอาจารย์


"ฟังนานหรือยัง? อาจารย์เล่นเป็นอย่างไรบ้าง?" อาจารย์จางฮุ่ยถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับกำลังสนทนากับเพื่อนคนหนึ่ง


สวีอี้นิ่งไปอาจารย์่หนึ่ง น้ำเสียงที่ดูเป็นกันเองของอาจารย์ช่วยให้ร่างกายที่เกร็งแข็งของเขาผ่อนคลายลง


"......อืม......ไพเราะ...และมีเสน่ห์มากครับ"


คำว่า ‘มีเสน่ห์’ นั้นเหนือชั้นกว่าคำว่า ‘เพราะ’ ในเชิงเปรียบเปรย และเข้าถึงจิตวิญญาณแบบตะวันออกของบทเพลงนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าดวงตาของอาจารย์จางฮุ่ยเป็นประกายขึ้น เธอแย้มยิ้มอย่างจริงใจ รอยยิ้มนั้นดูอบอุ่นท่ามกลางแสงสนธยา


"ขอบใจนะ เพลงนี้เหมาะจะเล่นตอนโพล้เพล้ที่สุด สมัยก่อนผู้แต่งเพลงนี้ต้องจากบ้านไปไกล พอเห็นแม่น้ำในยามเย็นก็นึกถึงบ้านเกิดที่ลุ่มแม่น้ำทางใต้ เลยกลายเป็นที่มาของเพลงนี้ ความโหยหาบ้านเกิดและความคะนึงหาถึงภูเขาและสายน้ำ ทุกอย่างถูกซ่อนอยู่ในตัวโน้ตเหล่านี้แหละ"


เธอไม่ได้ถามจี้ว่าทำไมสวีอี้ถึงวิจารณ์เช่นนั้น แต่กลับเลือกที่จะแบ่งปันเรื่องราวเบื้องหลังของบทเพลงราวกับเพื่อนที่ถูกคอ


"อืม... รู้สึกถึงความโหยหาบ้านเกิดจริงๆ ครับ"


สวีอี้ตอบเบาๆ การที่อาจารย์จางพูดคุยถึงแรงบันดาลใจและอารมณ์เพลง ทำให้เขารู้สึกเข้าถึงได้อย่างประหลาด ท่าทีที่ไม่เซ้าซี้และไม่บีบบังคับ มีเพียงการสนทนาเกี่ยวกับดนตรีตรงหน้า ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายและสบายใจอย่างน่าประหลาด


"ชีวิตมัธยม 6 กดดันมากใช่ไหม?" อาจารย์จางฮุ่ยเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว ดวงตาจ้องมองสวีอี้อย่างอ่อนโยน


"อาจารย์เห็นพวกเธอแต่ละคนเหมือนสายธนูที่ตึงเปรี๊ยะ ยิ่งวันสอบใกล้เข้ามา พวกเธอก็ยิ่งตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ"


สวีอี้อึ้งไปอาจารย์่หนึ่งที่จู่ๆ อาจารย์เปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะพยักหน้า "ครับ... ก็มีบ้าง"


"บางครั้งการฟังเพลงก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะ" อาจารย์จางฮุ่ยยิ้มพลางกวาดสายตามองเปียโนในห้อง


"ดนตรีมันมหัศจรรย์นะ มันสามารถถ่ายทอดสิ่งที่คำพูดบอกไม่ได้ และช่วยปลอบประโลมความรู้สึกที่ถ้อยคำไม่สามารถเยียวยาได้ เหมือนเพลงนี้ เวลาใจรู้สึกว้าวุ่น พอลองดีดเปียโนดู เหมือนความเศร้าเหล่านั้นจะไหลไปกับท่วงทำนองเสียจนเกือบหมด"


เธอไม่รอคำตอบจากสวีอี้แล้วพูดต่อ


"เอาล่ะ เย็นมากแล้ว กลับบ้านเถอะ"


ร่างกายของสวีอี้ที่เคยเกร็งอยู่ตอนนี้ผ่อนคลายลงอย่างมาก เขาพยักหน้าให้อาจารย์จางฮุ่ย


"ครับ ขอบคุณมากครับอาจารย์จาง สวัสดีครับ"


"จำที่อาจารย์บอกไว้นะ สายธนูน่ะตึงได้ แต่อย่าตึงจนเกินไป ให้พื้นที่ตัวเองได้ฟังเสียงข้างในใจบ้าง ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรอก"


เสียงสุดท้ายของอาจารย์จางฮุ่ยดังแว่วตามมา ตามด้วยเสียงปิดหน้าต่าง สวีอี้ชะงักฝีเท้าเล็กน้อยก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปที่ประตูโรงเรียน ตลอดทางหัวใจของสวีอี้เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ด้วยการสนทนาที่นุ่มนวล


เมื่ออาจารย์ไม่ได้สัมผัสจุดที่เปราะบางในใจของเขาเลย แต่มันกลับเปิดรอยแยกบนกำแพงหัวใจที่เขาสร้างไว้ ความสงบนิ่ง การไม่ถามจี้ และความหลงใหลในดนตรีของอาจารย์จางฮุ่ย กลายเป็นกระแสน้ำอุ่นที่ทำให้เขารู้สึกใกล้ชิดกับอาจารย์คนนี้ขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้


เมื่อกลับถึงบ้าน แม่ของเขากำลังทำอาหารอยู่ในครัว สวีอี้จึงเปิดคอมพิวเตอร์และลองค้นหาเพลง ‘ลำน้ำกูซูยามสนธยา’ ดูเรื่องราวเบื้องหลังตรงกับที่อาจารย์จางฮุ่ยเล่ามาทุกประการ สวีอี้จึงกดเล่นเพลง


ท่วงทำนองแห่งความโหยหาบ้านเกิดค่อยๆ ดังขึ้น


"เสี่ยวอี้ กินข้าวได้แล้ว" เสียงของแม่ดังมาจากในครัว


สวีอี้ไม่ได้กดหยุดเพลง เขาเดินออกจากห้องไปช่วยแม่ยกกับข้าว แม่ของเขาได้ยินเสียงเพลงเบาๆ ที่ดังมาจากห้องจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย


"ทำไมวันนี้ถึงฟังเพลงล่ะ? เพลงนี้เพราะดีนะ"


"เหนื่อยครับ เลยอยากฟังเพลงผ่อนคลายสักหน่อย" สวีอี้ตอบตามตรง


มือของแม่ที่กำลังคีบอาหารสั่นไหวเล็กน้อย โชคดีที่สวีอี้ไม่ได้สังเกตเห็น ก่อนที่เธอจะคีบกับข้าวให้เขา


"อืม กินเยอะๆ นะ เหนื่อยก็พักสักคืนก็ได้ รู้จักผ่อนคลายบ้าง!"


สวีอี้ตอบรับเบาๆ ดึกสงัดขณะที่สวีอี้กำลังล้มตัวลงนอน เขาก็ได้ยินเสียงปิดประตูดังมาจากห้องนั่งเล่นด้วยความสงสัยจึงลุกขึ้น


เขาสงสัยจนต้องเดินไปเปิดประตูห้องดู ทว่าห้องนั่งเล่นกลับเงียบเชียบราวกับป่าช้า เขาเดินไปที่ประตูบ้านเห็นว่ารองเท้าผ้าใบเก่าๆ ที่แม่มักจะใส่เป็นประจำหายไป


แม่หนีออกไปข้างนอกหรือ? ดึกขนาดนี้เนี่ยนะ?


สวีอี้ขมวดคิ้ว ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เขาเดินไปที่หน้าต่างแล้วแหวกม่านมองลงไป ถนนในหมู่บ้านใต้แสงไฟสลัวนั้นว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาคน ร่างของแม่หายไปเสียแล้ว


เขาไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรทำให้แม่ต้องออกไปดึกดื่นเช่นนี้ เขาอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่พอนึกดูอีกที แม่ก็เป็นผู้ใหญ่ที่รอบคอบเสมอ บางทีอาจจะมีธุระด่วนจริงๆ ก็ได้


เขายืนอยู่ที่นั่นชั่วครูหนึ่ง แต่รอเท่าไหร่แม่ก็ยังไม่กลับ ความง่วงงุนจึงจู่โจมเขาเสียก่อน


เขาไม่ได้คิดมากอีก จึงเดินกลับเข้าห้องแล้วล้มตัวลงนอน ก่อนจะจมดิ่งสู่ห้วงนิทราในที่สุด