ตอน 27
บทที่ 27 : ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
สวีอี้วิ่งเหยาะๆ กลับจากโรงเรียนจนมาถึงใต้ตึกที่พัก เขาหยุดฝีเท้าลงเมื่อเห็นแสงไฟในห้องครัวจากชั้นบนส่องสว่างออกมา ความรู้สึกกระวนกระวายใจในอกค่อยบรรเทาเบาบางลงไปบ้าง
เขายืนพักหอบหายใจครู่หนึ่งก่อนจะเดินขึ้นบันไดไป เมื่อถึงหน้าห้อง ประตูเปิดอยู่และมีกลิ่นอาหารโชยออกมาจากในครัว ทุกอย่างดูเป็นปกติเหมือนทุกวันที่ผ่านมา สวีอี้เดินเข้าไปข้างใน เสียงของโจวฮุ่ยหลานผู้เป็นแม่ดังแว่วมาจากในครัวทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า
“เสี่ยวอี้ กลับมาแล้วเหรอ? วางกระเป๋าแล้วไปล้างมือนั่นแหละ เดี๋ยวแม่ตั้งโต๊ะเลย”
เสียงที่คุ้นเคย กิจวัตรที่คุ้นชิน... สวีอี้วางกระเป๋าลงบนโต๊ะในห้องนอน แล้วเดินกลับไปที่หน้าห้องครัว แม้ท่าทางจะดูเหมือนคนเดินผ่านไปมาทั่วไป แต่สายตาของเขากลับจดจ้องความเคลื่อนไหวของโจวฮุ่ยหลานอย่างไม่ละลด
“แม่ครับ พ่อจะกลับมาเมื่อไหร่ครับ?”
“เมื่อตอนเที่ยงพ่อเพิ่งโทรหาแม่ น่าจะไม่เกินสองสามวันนี้แหละ ยังไงก็ต้องกลับมาให้ทันก่อนลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยแน่นอน”
โจวฮุ่ยหลานที่หันหลังผัดกับข้าวอยู่ไม่ได้แสดงพิรุธใดๆ ออกมา เมื่อผัดเสร็จเธอก็ปิดเตาไม่ได้รีบตักอาหารใส่จานทันที แต่หันตัวกลับมาพร้อมกับเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนที่หน้าอก พลางมองสวีอี้ด้วยความแปลกใจ
“เป็นอะไรไป? คิดถึงพ่อเหรอ? ปกติพ่อไปทำงานต่างถิ่นเป็นครึ่งเดือนไม่เห็นลูกจะเคยถามแบบนี้เลยนะ”
เมื่อเห็นท่าทางและสีหน้าที่เป็นธรรมชาติของแม่ ความกังวลในใจของสวีอี้ก็ถูกกดให้จมลงไปอีกครั้ง เขาจึงพูดเสริมขึ้น
“เปล่าครับ ผมแค่เป็นห่วงเรื่องโรคกระเพาะของพ่อ กลัวว่าตอนยุ่งๆ แล้วพ่อจะไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมกินยา”
โจวฮุ่ยหลานยังคงดูปกติไม่มีผิดเพี้ยน เธอหันกลับไปตักกับข้าวใส่จานแล้วเติมน้ำในกระทะเพื่อล้าง
“อืม ไม่เป็นไรหรอก ยานั่นน่ะแพงจะตาย แค่พ่อลูกข้ามมื้อยาไปมื้อเดียวเขาก็รู้สึกเหมือนขาดทุนแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”
“ยกกับข้าวออกไปสิ เดี๋ยวแม่ล้างกระทะเสร็จแล้วจะไปกินข้าวกัน”
สวีอี้ไม่ได้ถามอะไรต่อ เขาเดินไปยกกับข้าวออกไปวางที่โต๊ะ สองแม่ลูกนั่งกินข้าวร่วมกัน โจวฮุ่ยหลานทำตัวเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา คือนั่งกินไปพลางดูโทรทัศน์ไป
สวีอี้ไม่อาจมองเห็นความผิดปกติใดๆ ได้อีก ความกังวลในใจจึงค่อยๆ มลายหายไป บางทีเขาอาจจะคิดมากไปเองก็ได้
คืนนั้นหลังจากเขาล็อกประตูห้องแน่นหนาและมั่นใจว่าแม่กลับเข้าห้องนอนไปแล้ว สวีอี้ก็เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เขาไม่ได้เข้ามาดูหน้าคอมเมนต์ของนิยายเรื่องบันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดามานานมากแล้ว ถึงเวลาต้องเข้าไปโต้ตอบกับนักอ่านเสียหน่อย
หน้าคอมเมนต์ยังคงคึกคักเหมือนเช่นเคย แต่ท่ามกลางความคึกคักนั้นกลับมีนักอ่านระดับ 2 หน้าใหม่โผล่เข้ามามากมาย
คอมเมนต์ที่ได้รับการโหวตสูงสุดเป็นภาพแคปหน้าจอที่แสดงให้เห็นว่าเรื่องบันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดาพุ่งขึ้นไปติดอันดับสองของเทรนด์เว่ยป๋อหัวข้อกระทู้เขียนว่า
“บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดาแม่งโคตรเจ๋ง! หานลี่สุดยอด!”
คอมเมนต์ตอบกลับข้างล่างต่างพากันกดส่งข้อความชุดเดียวกัน
“บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดาแม่งโคตรเจ๋ง! หานลี่สุดยอด!”
สวีอี้ไม่ทันสังเกตเลยด้วยซ้ำว่านิยายตัวเองติดอันดับสองเทรนด์เว่ยป๋อ เขาคลิกดูภาพแคปหน้าจอนั้นแล้วกดไลก์ให้คอมเมนต์ดังกล่าว ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปคำสั้นๆ ว่า
“สุดยอด”
เขายังคงเลื่อนอ่านลงไปเรื่อยๆ มีทั้งคอมเมนต์จากนักอ่านหน้าใหม่ที่เร่งตอนเพิ่ม และนักอ่านเก่าที่พากันอวดว่าตัวเองเป็นรุ่นบุกเบิกสมัยที่นิยายยังลงวันละ 15 ตอน ก่อนที่ไรต์เตอร์จะข้อมือเจ็บจนลดเหลือ 10 ตอนในปัจจุบัน
รวมถึงยังมีแฟนคลับทำรูปสติกเกอร์ตัวละครหานลี่ในเวอร์ชันจิบิออกมา ซึ่งได้รับความนิยมในคอมเมนต์อย่างมาก สวีอี้กดบันทึกสติกเกอร์ที่ถูกใจไว้หนึ่งอัน เพื่อเอาไว้ใช้ตอบกลับคอมเมนต์อื่นแทนการพิมพ์
จากนั้นเขาเปิดหน้าแชทกับชิงเฟิงขึ้นมา ทันทีที่กดเข้าไปความกระตือรือร้นของบรรณาธิการผู้นี้ก็พุ่งเข้าใส่ทันที เขาเห็นภาพแคปข้อมูลต่างๆ ทั้งยอดโปรโมต กระทู้ในเว็บบอร์ดและเทรนด์เว่ยป๋อ
ชิงเฟิงยังถามด้วยว่าสวีอี้พอจะเขียนตอนพิเศษเพื่อขอบคุณนักอ่านได้ไหม เพราะถือเป็นปรากฏการณ์หายากมากที่นิยายออนไลน์จะสามารถพุ่งทะยานขึ้นไปอยู่อันดับสองของเทรนด์เว่ยป๋อได้ อีกทั้งยังถามถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มตอนพิเศษเป็นครั้งคราว พร้อมกับข้อความแสดงความห่วงใยเรื่องอาการบาดเจ็บที่ข้อมือของเขาด้วย
สวีอี้ตรวจดูข้อมูลทั้งหมดแล้วตอบกลับไปว่า “ตกลง” ก่อนจะปิดหน้าแชทไป จากนั้นเขาก็เขียนตอนพิเศษขึ้นมาใหม่
【ขอบคุณสหายธรรมทุกท่าน ขอบคุณสำหรับความกระตือรือร้นของทุกท่าน หมูสามชั้นตุ๋นไม่ถนัดพูดจาเก่งนัก ขอชดเชยด้วยการอัปเดตเพิ่มอีกสองตอน หมูสามชั้นตุ๋น 】
หลังจากโพสต์ตอนพิเศษ เขาก็เพิ่มตอนอัปเดตคืนนี้เข้าไปอีกสองตอนตามที่บอกไว้ เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาก็ปิดคอมพิวเตอร์และล้มตัวลงนอน ความตึงเครียดที่แบกไว้ตลอดทั้งวันคลายลงทันทีและจมดิ่งสู่ห้วงนิทราในที่สุด
เช้าวันต่อมา เสียงของแม่ที่คุ้นเคยดังขึ้น สวีอี้ลุกขึ้นมาทำกิจวัตรตามปกติ
ทว่าเมื่อเขาเดินออกจากห้องไปจนลับตาแล้วที่ด้านหลัง... โจวฮุ่ยหลานผู้เป็นแม่กลับทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างอ่อนแรง การฝืนทำตัวเป็นปกติเบื้องหน้าลูกชายได้สูบพลังชีวิตของเธอไปจนหมดสิ้น
นี่แค่วันแรกเท่านั้น เธอยังต้องประคองความรู้สึกแบบนี้ไปอีกหลายวันจนกว่าลูกจะสอบเสร็จ
สวีกั๋วเฉียงฟื้นตัวแล้ว แต่ยังคงต้องอยู่ในห้องไอซียู ค่ารักษาพยาบาลตกวันละหลายพันหยวน เมื่อมองไปยังเป้าหมายเงินสามแสนกว่าหยวนที่ต้องหามาจ่าย ความหวังนั้นดูเหมือนจะไกลจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
เธอนั่งพักอยู่นานเพื่อให้ตัวเองมีแรงยืนไหว จากนั้นจึงลุกขึ้นปัดกวาดบ้าน ก่อนจะเปลี่ยนชุดแล้วมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลเพื่อประหยัดเงิน เธอจึงเลือกที่จะเดินเท้าไปหลายกิโลเมตร
ที่โรงเรียน ในช่วงพักคาบที่สามของภาคเช้า เสียงเพลงดังแว่วมาจากทางสนามฟุตบอล หวังเฉียงพยายามโผล่หน้าไปตามรอยกระจกหน้าต่าง ราวกับอยากจะมองทะลุแนวต้นไม้ไปดูการประกวดร้องเพลงของนักเรียนชั้นมัธยมปลายปี 1 และปี 2 ที่กำลังจัดขึ้น
“เฮ้ย เหล่าสวี ไปดูที่สนามกันไหม?” หวังเฉียงหันมาสะกิดสวีอี้ เพราะมองไม่เห็นอะไรเลย
ยังไม่ทันที่สวีอี้จะตอบจางเชา และหลี่เซิ่งที่อยู่ข้างหน้าก็หันมาสมทบ
“ไปๆๆ ฉันอยากไปดูตั้งนานแล้ว เห็นพวกนายดูเฉยๆ เลยไม่ได้ชวน!”
ทั้งสามคนจัดการลากสวีอี้ออกไปที่สนามฟุตบอล เวลาที่เหลืออีกเจ็ดแปดนาทีก่อนจะเข้าคาบเรียนถัดไปนั้น เพียงพอที่จะฟังเพลงสักเพลงและแอบดูรุ่นน้องได้ เมื่อทั้งสี่คนมาถึงสนาม สิ่งแรกที่เห็นคือฉากหลังขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าเวทีประธานตัวอักษรสีทองที่เขียนว่า
“วัยเยาว์โบยบิน ความฝันเริ่มต้น” ส่องประกายระยิบระยับอยู่กลางแสงแดด รุ่นน้องคนที่เพิ่งแสดงจบเดินลงจากเวทีไป
ด้านล่างเวทีเต็มไปด้วยนักเรียนรุ่นน้องที่กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอย่างสนุกสนาน บนใบหน้าเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและความตื่นเต้นแบบที่นักเรียนชั้นมัธยมปลายปี 3 อย่างพวกเขาไม่มีเหลือแล้ว
เสียงค่อยๆ เงียบลงเมื่อรุ่นน้องอีกคนก้าวขึ้นบนเวที
“เฮ้ย นั่นเฉินเหยาหรือเปล่า?” จางเชา พยายามเพ่งมองแล้วปีนขึ้นไปยืนบนโต๊ะปิงปอง
“ใช่เธอจริงๆ ด้วย โชคดีชะมัดที่มาทันดูเธอร้องเพลง ได้ยินพวกน้องๆ บอกว่าเฉินเหยาร้องเพลงเพราะมาก ครูสอนดนตรียังเอ็นดูเธอเลย”
จางเชาบอกกับสวีอี้และเพื่อนๆ หลังจากมั่นใจแล้ว หวังเฉียงเอาศอกกระแทกสีข้างสวีอี้อย่างกวนๆ
“เฮ้ย เหล่าสวี นั่นไงเฉินเหยาคนที่เคยทำให้แก ‘ประทับใจ’ ในห้องดนตรีวันก่อน”
สวีอี้ไม่สนใจเขา เขามองไปยังบนเวที ขณะนี้เฉินเหยากำลังร้องเพลง 'ไล่ล่าแสงสว่าง' เสียงของเธอใสกระจ่างและมีความบริสุทธิ์แบบฉบับเด็กสาว ทั้งยังได้รับการขัดเกลาจากครูจางฮุ่ยจนดูเป็นมืออาชีพขึ้นมาก
ระดับเสียงแม่นยำขึ้น การคุมจังหวะลมหายใจมั่นคง แม้เทคนิคจะยังดูอ่อนหัดไปบ้างแต่อารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมานั้นมาจากใจจริง ยิ่งร้องเธอก็ยิ่งอินไปกับเพลง
ความโหยหาแสงสว่าง ในบทเพลงนั้นถูกส่งออกมาอย่างชัดเจน ไม่มีการโชว์พลังเสียงหวือหวา มีเพียงความเรียบง่ายและพลังอันแน่วแน่ที่ซ่อนอยู่
สวีอี้มองเด็กสาวในชุดเดรสสีฟ้าอ่อนบนเวที แสงแดดที่ตกกระทบตัวเธอดูสะอาดตาและสดใส จากเดิมที่เคยตื่นเต้น กลายเป็นตอนนี้ที่เธอเริ่มคุมเวทีได้อยู่หมัด
ภาพเหตุการณ์ครั้งแรกในชาติก่อนที่เขาขึ้นยืนบนเวทีหวนกลับมาในหัวไม่หยุดหย่อน...
เด็กหนุ่มที่ยืนบนเวทีใหญ่เป็นครั้งแรกด้วยความตื่นเต้นจนเหงื่อออกฝ่ามือ ใจเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากอก ความรักในดนตรีที่บริสุทธิ์ที่สุด ความหวาดกลัวต่อสิ่งไม่รู้ และความโหยหาที่จะได้รับการยอมรับ...
อารมณ์ซับซ้อนทั้งหมดนั้นถักทอเข้าด้วยกันและกระแทกเข้าที่ประตูหัวใจของเขา จนรอยร้าวในนั้นเริ่มขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ
“เช็ดเข้ ร้องได้ดีจริงๆ ว่ะ!” หลี่เซิ่งอุทาน
“นั่นดิ ฉันว่าไปสมัครรายการประกวดเป็นดาราได้เลยนะเนี่ย ไม่แน่โรงเรียนเราอาจจะมีซุปตาร์เกิดใหม่ก็ได้!” หวังเฉียงสมทบ
ทันใดนั้นเฉินเหยาที่ร้องเพลงจบก็ได้ก้มโค้งคำนับให้ผู้ชม บนใบหน้ามีรอยแดงระเรื่อจากความตื่นเต้นและพึงพอใจ เสียงปรบมือดังสนั่น เธอเงยหน้าขึ้นและกวาดสายตาผ่านฝูงชนโดยสัญชาตญาณ จนมาหยุดอยู่ที่โต๊ะปิงปองที่มีคนยืนอยู่ไม่กี่คน
ดวงตาที่กวาดผ่านนั้นสบเข้ากับดวงตาที่ลุ่มลึกและซับซ้อนของสวีอี้พอดี ราวกับในนั้นมีเรื่องราวซ่อนอยู่นับไม่ถ้วน
ท่ามกลางฝูงชนที่วุ่นวายและระยะห่างที่พอสมควร สายตาของทั้งคู่ประสานกันชั่วครู่หนึ่ง หัวใจของสวีอี้เต้นรัว เขาเป็นฝ่ายก้มหน้าลงหลบสายตาที่สดใสและเปี่ยมไปด้วยความสงสัยนั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังห้องเรียนโดยไม่หันกลับไปมองอีก
เพื่อนอีกสามคนที่เหลือต่างก็กระโดดลงจากโต๊ะปิงปองด้วยความเสียดายและรีบเดินตามหลังเขาไป
แม้สวีอี้จะพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อย่างสุดความสามารถ แต่ภาพเวทีที่แสนวุ่นวาย เสียงร้องที่ใสกระจ่าง รวมถึงความไม่ยอมแพ้และความไหวหวั่นที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในใจ กลับประทับลึกลงในจิตสำนึกของเขาอย่างไม่มีวันลบเลือน