ตอน 31

บทที่ 31 : เส้นทางแห่งความคิด


หลินมี่รีบนั่งหลังตรง เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความ พลางชั่งใจในการเลือกใช้ถ้อยคำเพื่อตอบกลับอีกฝ่าย


ในตอนนี้เธอแลก ‘โพสต์ของเพื่อน ล่วงหน้าสามวัน’ มาเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกร้อนรนที่จะต้องเร่งสะสมค่าพลังงานเหมือนช่วงแรก อีกอย่างที่เธอตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยในตอนนั้นก็เพียงเพื่อตอบแทนน้ำใจ


ส่วนคำเตือนเมื่อคืนนี้ก็เป็นเพียงความหวังดีในฐานะที่มองเห็นลู่ทางในการสร้างคอนเนคชันไว้ใช้ประโยชน์ในวันข้างหน้า ส่วนจะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นั้นได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอีกฝ่าย


การที่เขาเสนอตัวจะเลี้ยงข้าวเพื่อแสดงความขอบคุณนั้น เธอเข้าใจดี คนที่อยู่ตำแหน่งสูงส่งระดับนี้ไม่มีใครอยากติดค้างน้ำใจใคร


"คุณเว่ยเกรงใจเกินไปแล้วค่ะ เรื่องแค่นี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น พรุ่งนี้ช่วงค่ำพอดีฉันว่าง หากคุณเว่ยตั้งใจเชิญขนาดนี้ ฉันก็คงไม่อาจปฏิเสธได้"


หลินมี่จงใจไม่ใช้คำว่า ‘สะดวก’ แต่เลือกใช้คำว่า ‘พอดีว่าง’ เพื่อตอบกลับ เพราะเธอเป็นฝ่ายที่ถูกเชิญ จะแสดงอาการกระตือรือร้นเกินไปไม่ได้ ความสงวนท่าทีในระดับที่พอดีเป็นสิ่งที่จำเป็น


หากไม่อย่างนั้น แล้วเธอที่วางสถานะเป็น ‘ปรมาจารย์ด้านวิชาเร้นลับ’ จะดูไร้ค่าขึ้นมาทันทีไม่ใช่หรือ?


**


ทางด้านคฤหาสน์อวี้หย่วน เว่ยซวิ่นได้รับข้อความตอบกลับจากหลินมี่ สายที่ตึงเปรี๊ยะในใจของเขาก็ผ่อนคลายลงทันที มุมปากของเว่ยซวิ่นยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว


"ตกลงตามนี้ครับ พรุ่งนี้หกโมงเย็นผมจะไปรับคุณ ไม่ทราบว่าสะดวกบอกที่อยู่ให้ผมทราบได้ไหมครับ?"


“อะไรนะ? เขาจะมารับฉันงั้นเหรอ?”


หลินมี่เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ สำหรับเหล่าประธานบริษัทที่ร่ำรวยระดับนี้ เวลาไม่ใช่สิ่งที่มีค่ามหาศาลหรอกหรือ? จะมาเสียเวลากับเรื่องหยุมหยิมอย่างการขับรถไปรับคนได้อย่างไร?


แม้แต่หวงเหว่ย ผู้อำนวยการแผนกคนเก่าของเธอ หากไม่มีผลประโยชน์ก้อนโตมาเกี่ยวข้อง เขาก็ไม่มีทางขับรถไปรับใครด้วยตัวเอง มีแต่จะสั่งให้ลูกน้องวิ่งวุ่นจัดการให้


แต่เว่ยซวิ่นที่เป็นถึงประธานบริษัทกลับจะมารับเธอด้วยตัวเอง ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจจนเกือบจะเรียกว่าตื่นเต้นเกินเหตุ หรือว่าเขาได้เห็นฝีมือของ ‘ปรมาจารย์วิชาเร้นลับ’ ของเธอเข้าแล้ว? เลยถูกสยบจนยอมศิโรราบ?


หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ดูสมเหตุสมผลอยู่ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน การที่เขาให้ความสำคัญกับเธอเช่นนี้ ย่อมเป็นผลดีต่อตัวเธอเองในอนาคตไม่ใช่หรือ?


แม้ในตอนนี้เธอจะมี ‘ระบบร่ำรวยทางลัด’ ที่ทรงพลังอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แต่พูดตามตรง ลึกๆ ในใจเธอยังคงมีความไม่มั่นใจอยู่บ้างไม่มีใครการันตีได้ว่าระบบนี้จะอยู่กับเธอไปตลอดกาล หากวันหนึ่งมันหายวับไปเหมือนตอนที่ปรากฏตัวขึ้นมาล่ะ?


ถ้าถึงเวลานั้นไม่มี ‘ระบบ’ คอยหนุนหลัง เงินในบัญชีที่เหลืออยู่จะยังคงอยู่ไหม?


ประสบการณ์ตลอดหลายวันที่ผ่านมาแม้จะทำให้รู้สึกสะใจและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ แต่ในใจของเธอกลับมีความกังวลลึกๆ กลัวว่าวันหนึ่งสวรรค์จะริบคืนทุกอย่างไป หากต้องร่วงหล่นจากจุดสูงสุดที่เคยได้สัมผัสลงสู่พื้นดิน เช่นนั้นแล้วเธอจะไม่ยิ่งน่าเวทนากว่าเดิมหรอกหรือ?


หลินมี่ไม่ต้องการเป็นเช่นนั้น และไม่อยากเผชิญกับบทสรุปแบบนั้น ตัวเลขจำนวนมหาศาลในบัญชีอาจเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ความรู้ที่ซึมซับเข้าสู่สมองและสินทรัพย์ที่จับต้องได้จริงต่างหากคือของจริง


ดังนั้นเธอจึงไม่ได้คิดจะนอนกินบุญเก่าเสพสุขจาก ‘ระบบร่ำรวยทางลัด’ เพียงอย่างเดียว และไม่ได้อยากใช้ชีวิตไปวันๆ ด้วยการกินดื่มเที่ยวเล่นไปเรื่อยเปื่อย เธอต้องเติบโต!


เธอต้องเรียนรู้และครอบครองความรู้ความสามารถให้มากขึ้น!


สิ่งที่เป็นของเธออย่างแท้จริงเท่านั้นที่จะไม่หายไปตามกาลเวลาหรือความเปลี่ยนแปลง ‘ระบบร่ำรวยทางลัด’ เป็นเพียงกระดานหกที่ช่วยให้เธอข้ามผ่านชนชั้นเท่านั้น ไม่ใช่ที่พึ่งหลักเพียงอย่างเดียวของเธอ


เธอยังไม่อนุญาตให้ตัวเองกลายเป็น ‘ปรสิต’ ที่เกาะระบบกิน ดังนั้น เธอจะต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่ระบบมอบให้มาอย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด และเว่ยซวิ่น... อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เธอเปิดประตูบานใหม่ได้!


เธอรู้ดีว่าด้วยสถานะและพื้นฐานครอบครัวของเธอ หากไม่มีคนที่มีน้ำหนักและน่าเชื่อถือคอยแนะนำ เธอคงไม่มีวันแทรกซึมเข้าไปในแวดวงชนชั้นสูงได้


แม้เธอจะสร้างตัวตนเป็น ‘ปรมาจารย์วิชาเร้นลับ’ ขึ้นมา แต่หากไม่มีคนคอย ‘รับรอง’ ใครจะยอมเชื่อหรือยอมรับเธอได้ง่ายๆ?


"ไม่เป็นไรค่ะคุณเว่ย เดี๋ยวฉันเดินทางไปเองดีกว่า"


หลินมี่ไม่ต้องการรบกวนอีกฝ่ายจนเกินไป น้ำใจเป็นสิ่งที่มีค่า ต้องใช้ในจังหวะสำคัญถึงจะเกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด อีกอย่าง เธอรู้ดีว่าการรักษา ‘ระยะห่าง’ ที่เหมาะสมคือหัวใจสำคัญของการรักษาภาพลักษณ์ ‘ปรมาจารย์’


"ไม่ลำบากเลยครับ การได้มารับคุณหลินด้วยตัวเองถึงจะเป็นการแสดงความขอบคุณของผมอย่างจริงใจ หากพรุ่งนี้ไม่สะดวกจริงๆ ผมค่อยตามใจคุณหลินครับ"


"พรุ่งนี้ฉันมีธุระอื่นอยู่พอดี คุณช่วยปักหมุดที่ตั้งร้านส่งมาให้ฉันก็แล้วกันค่ะ"


"ตกลงครับ แล้วพบกันพรุ่งนี้"


วางโทรศัพท์ลง หลินมี่ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ในที่สุดก็เรียบร้อย!


ไม่คิดเลยว่าประธานเว่ยคนนี้จะปฏิบัติกับคนอื่นด้วยความใส่ใจถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้เธอเคยอ่านข่าวซุบซิบเกี่ยวกับเขาในเน็ต เห็นว่ากันว่าเขาทั้งใจดำและเข้าถึงยากไม่ใช่หรือ?


แต่จากการสัมผัสตลอดสองวันที่ผ่านมา เขาก็ไม่ได้ดูแย่อย่างที่คำร่ำลือบอกเอาไว้นี่นา?


หลินมี่ส่ายหัวสะบัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นทิ้งไป แล้วดึงสมาธิกลับมาที่หน้าต่างระบบอีกครั้ง ความประหลาดใจที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในวันนี้ ทำให้แผนการในอนาคตของเธอชัดเจนยิ่งขึ้น


เธอมองไปที่ [ยันต์นำโชค] ที่เพิ่งสุ่มได้ในบัญชี พลางครุ่นคิดถึงวิธีใช้ประโยชน์จากยันต์ใบนี้ แม้จะมีผลแค่สองชั่วโมง แต่หากใช้ในจังหวะที่สำคัญ เช่น การเจรจาธุรกิจครั้งใหญ่ การตัดสินใจลงทุน หรือใช้กับคนที่กำลังต้องการโชคอย่างที่สุด


มูลค่าที่ได้รับตอบแทนย่อมมหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้!


เธอตัดสินใจว่าจะต้องใช้อย่างระมัดระวังที่สุด ต้องใช้ในจังหวะที่เป็นจุดตัดสินแพ้ชนะ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด หลินมี่เปิดหน้า ‘กระแสยอดนิยม’ อีกครั้ง สายตาจ้องมองค่าพลังงานที่พุ่งกระฉูด


“พรุ่งนี้บ่ายไปดักรอเรื่อง ‘เงินกู้ชีวิต’ ก่อนดีกว่า จากนั้นค่อย...”


หลินมี่คว้าสมุดโน้ตส่วนตัวออกมา จดบันทึกวางแผนภารกิจที่ต้องทำต่อจากนี้


ตอนนี้เงินไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดอีกต่อไป การสะสมค่าพลังงานเพื่อปลดล็อกสิทธิ์ระดับที่สูงขึ้นต่างหากคือรากฐานในการยืนหยัดของเธอ มีเพียงการครอบครองข้อมูลที่มากขึ้นเท่านั้น


เธอถึงจะยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในโลกที่เต็มไปด้วยความแปรปรวนนี้ และสามารถเป็นผู้ควบคุมโชคชะตาของตัวเองได้


หลินมี่หันไปมองทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่ส่องสว่างไสวภายนอกหน้าต่าง เมืองทั้งเมืองในสายตาของเธอไม่ได้ดูซับซ้อนหรือเกินเอื้อมอีกต่อไป ดูเหมือนว่าในตอนนี้ เธอเองก็ได้เริ่มหยิบพู่กันขึ้นมาวาดลวดลายบนภาพชีวิตของตัวเองได้แล้ว



เช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์แรกของวันลอดผ่านผ้าม่านโปร่งของหน้าต่างบานใหญ่ ทาบทับลงบนใบหน้าของหลินมี่


ไม่มีเสียงนาฬิกาปลุกที่น่ารำคาญ ไม่มีบรรยากาศอันหดหู่ของการเบียดเสียดบนรถไฟใต้ดิน และไม่ต้องรีบร้อนไปตอกบัตรเข้างานเหมือนพนักงานกินเงินเดือน เธอค่อยๆ ตื่นขึ้นมาเสมือนหลุดพ้นจากฝันอันหวานล้ำ


ร่างกายของเธอจมลงในฟูกนอนนุ่มในบ้านหลังใหม่ หลินมี่คลี่ยิ้มกว้างเมื่อลืมตาขึ้น


สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือห้องนอนที่กว้างขวางและสว่างไสว ภาพวาดศิลปะบนผนัง ท้องฟ้าสีครามและหมู่เมฆนอกหน้าต่าง ทุกอย่างกำลังบอกเล่าเรื่องราวของความสงบสุขและความหรูหราที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน


ความสุขจากการตื่นนอนด้วยตัวเองเช่นนี้ คือสิ่งที่เธอโหยหามาตลอดทุกวันในอดีต หลินมี่ลุกจากเตียง เดินช้าๆ ไปยังหน้าต่างบานใหญ่ ก่อนจะบิดขี้เกียจอย่างพึงพอใจ


ที่แท้ ความอิสระที่แท้จริง ก็เริ่มต้นจากเช้าวันใหม่ที่เธอสามารถควบคุมมันได้ด้วยตัวเองนี่เอง


หลังจากยืนชื่นชมทิวทัศน์อยู่ครู่หนึ่ง หลินมี่จึงเดินไปล้างหน้าแปรงฟันอย่างอารมณ์ดี