ตอน 32
บทที่ 32 : หนึ่งพันห้าร้อยล้าน!
มื้อเช้า หลินมี่จัดการทานโยเกิร์ตกับขนมปังแผ่นที่พกมาจากห้องเช่าเดิมไปพลางๆ ปัจจุบันตู้เย็นในห้องครัวยังว่างเปล่า แต่เมื่อคืนเธอได้กดสั่งซื้อของผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ไปแล้ว คาดว่าเช้านี้คงมาส่ง
เมื่อวานเธอจัดหนักสั่งข้าวของเครื่องใช้ไปกว่าสองพันหยวน ครอบคลุมตั้งแต่ของในครัว ห้องนั่งเล่น ไปจนถึงอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ ในห้องน้ำ บนโต๊ะกาแฟเหลือกาแฟสำเร็จรูปอยู่ซองสุดท้าย หลินมี่ชงดื่มหนึ่งแก้วแล้วเดินไปนั่งบนโซฟาตัวใหญ่หน้าหน้าต่างกระจกบานสูง
แสงแดดอ่อนๆ ทอดผ่านขอบหน้าต่าง เธอจ้องมองควันร้อนที่ลอยกรุ่นขึ้นจากแก้ว มองดูการจราจรที่คึกคักเบื้องล่าง ความรู้สึกในใจเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขและความขอบคุณ
ชีวิตใหม่ของเธอเริ่มต้นขึ้นแล้ว!
หลินมี่วางแก้วกาแฟลงอย่างอารมณ์ดี หยิบมือถือขึ้นมาแล้วเข้าสู่หน้าต่างระบบอย่างคล่องแคล่ว ขั้นตอนแรกย่อมต้องเป็นการเช็คอินประจำวัน เมื่อเห็นกรอบข้อความที่คุ้นตา มุมปากเธอก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ได้มาสองพันหยวน!”
จากนั้นเธอก็เริ่มทำภารกิจประจำวัน คอมเมนต์โต้ตอบในบัญชีเพื่อเพิ่มความเคลื่อนไหว และรับค่าพลังงานจากภารกิจหลัก
[ ยอดเงินในกระเป๋าระบบ: 1,562,290,000 หยวน ]
[ ค่าพลังงาน: 65 แต้ม ]
“ฮะ...!”
เมื่อเห็นตัวเลขจำนวนมหาศาลที่แทบนับไม่ถ้วน หลินมี่ถึงกับสูดหายใจเข้าลึก! นี่มันเท่าไหร่กันเนี่ย? หนึ่งพันห้าร้อยล้าน?!
เพียงแค่ไม่กี่วัน เธอก็กลายเป็นคนที่มีมูลค่าทรัพย์สินแตะพันห้าร้อยล้านไปแล้วหรือ?
มือของหลินมี่สั่นน้อยๆ ในวินาทีนี้เธอรู้สึกเหมือนมือถือที่ถืออยู่หนักอึ้งนับหมื่นชั่ง หากอัตราการเติบโตยังเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่ใช่ว่าอีกไม่นานเธอก็คงก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกได้อย่างง่ายดายหรอกหรือ?
ภาพนั้น... เธอแทบไม่กล้าจินตนาการ!
ทั้งหมดนี่จะไม่ใช่แค่ฝันตื่นหรือ?
สิ่งที่เธอกำลังเผชิญอยู่ อาจเป็นเพียงภาพฝันอันเลื่อนลอย หลินมี่หยิกแขนซ้ายตัวเองแรงๆ โดยสัญชาตญาณ
“ซี๊ด~ เจ็บ!”
ไม่ใช่ฝัน! เธอสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอย่างชัดเจน และเหตุการณ์ตลอดสองวันที่ผ่านมานี้ก็ไม่เหมือนความฝันเลยสักนิด
“สรุปว่า... ฉันมีเงินพันห้าร้อยล้านจริงๆ สินะ?”
หลินมี่จ้องมองตัวเลขในบัญชีอย่างเหม่อลอย รู้สึกมึนงงไปหมด
ทันใดนั้น เธอสังเกตเห็นจุดสีแดงเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมขวาบนของหน้าหลักกระเป๋าระบบ จึงรีบกดเข้าไปดู มันนำทางไปยังหน้าข้อมูลคำอธิบายที่เพิ่มเข้ามาใหม่
เนื้อหานั้นเรียบง่าย เป็นคำอธิบายเกี่ยวกับกฎการเพิ่มขึ้นของเงินในกระเป๋าระบบ
ยอดเงินที่เพิ่มขึ้นสิบเท่าของกระเป๋าระบบนี้ไม่ใช่ว่าจะเพิ่มไปได้ไม่สิ้นสุด แต่จะใช้ 'หนึ่งพันล้าน' เป็นจุดเปลี่ยนวงรอบ กล่าวคือ เมื่อยอดเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นจนแตะระดับพันล้าน ระบบจะทำการ 'รีเซ็ต' โดยอัตโนมัติ
เงินจะกลับไปสู่ยอดเริ่มต้น แล้วค่อยเริ่มการสะสมความมั่งคั่งในรอบใหม่และยอดเงินในบัญชีที่อัปเดตวันนี้ได้ทะลุเพดานที่ระบบกำหนดไว้ จึงมีการแจ้งเตือนขึ้นมา หากวันนี้เธอไม่โอนเงินส่วนเกินออกจากระบบ พอหลังเที่ยงคืนระบบก็จะรีเซ็ตกลับเป็นยอดเริ่มต้นทันที
อีกทั้งเงินที่โอนออกไปในวันนี้จะไม่สามารถโอนกลับเข้ากระเป๋าระบบได้อีก ยกเว้นเงินที่หามาได้จากช่องทางอื่นที่ไม่ใช่รางวัลจากระบบ
“เฮ้อ~ โล่งอกไปที! เล่นเอาตกใจหมด”
หลังจากเข้าใจกฎแล้ว หลินมี่ก็รู้สึกผ่อนคลายลงอย่างมาก
ถ้าหากทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอจินตนาการไว้ตอนแรก เธอเองกลับรู้สึกกังวลใจ ต่อให้มีหุ้นหรือกองทุนรองรับ แต่การถือครองทรัพย์สินที่มหาศาลเกินไปก็ทำให้รู้สึกเหมือนถือของร้อน
เพราะจำนวนเงินที่เกี่ยวข้องนั้นมากเกินไป!
ความมั่งคั่งที่พองตัวอย่างรวดเร็วนี้สร้างแรงกดดันจนเธอกลัวว่าจะคุมมันไม่อยู่ กฎข้อใหม่นี้แม้จะจำกัดการเติบโตของเงิน แต่กลับทำให้เธอรู้สึกยอมรับและรู้สึกสบายใจที่สามารถควบคุมได้มากกว่า
กระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปเช่นนี้ต่างหากที่เธอชอบ แต่หลังจากนี้เธอต้องคอยระวังให้ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้เจ็บใจจนตายแน่
คำนวณดูแล้ว ระบบเริ่มเพิ่มเงินตั้งแต่วันที่ 16 จนถึงวันนี้ก็ครบหนึ่งสัปดาห์พอดี หมายความว่าทุกๆ สัปดาห์ต่อจากนี้ อย่างน้อยที่สุดเธอจะมีเงินเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้าน
“ไม่เลวๆ เยี่ยมจริงๆ!”
หลินมี่พึงพอใจกับผลลัพธ์นี้มาก
เพื่อไม่ให้ธนาคารผิดสังเกต เงินก้อนนี้ไม่สามารถโอนเข้าบัญชีธนาคารเดียวทั้งหมดได้ เธอไม่อยากตกเป็นเป้าสายตามากเกินไป โชคดีที่เธอมีบัญชีธนาคารอยู่สามแห่ง แบ่งโอนไปธนาคารละห้าร้อยล้าน น่าจะช่วยกระจายความสนใจไปได้บ้าง
อีกอย่าง คนรวยในประเทศจีนมีเยอะแยะ ยอดเงินหมุนเวียนคงไม่ได้มีแค่ของเธอคนเดียว
หลินมี่จึงทยอยโอนเงินหนึ่งพันห้าร้อยล้านจากกระเป๋าระบบเข้าบัญชีธนาคารทั้งสามแห่งอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นเงินที่เหลืออีกกว่าหกสิบล้าน หลินมี่กลับรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเสียอย่างนั้น ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ต้องมากลุ้มใจเพราะมีเงินมากเกินไป
“ไม่ได้การล่ะ ต้องรีบใช้เงิน”
ปล่อยเงินไว้เฉยๆ คงเสียเปล่า สู้เปลี่ยนให้เป็นสินทรัพย์ถาวรจะมั่นคงกว่า เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินมี่จึงเปิดรายชื่อติดต่อแล้วโทรหา หวังอวิ๋น พนักงานขายที่เคยต้อนรับเธอตอนซื้อบ้าน
“สวัสดีค่ะ ฉันหลินมี่ เจ้าของห้อง V06 นะคะ อยากสอบถามหน่อยค่ะว่าห้องข้างๆ ขายไปหรือยังคะ?”
เธอยังจำได้ว่าห้องชุดขนาดใหญ่ระดับ V ยังเหลืออยู่อีกสองสามห้อง เธอวางแผนจะซื้อห้องข้างๆ มาทุบกำแพงเชื่อมกันให้กลายเป็นห้องชุดขนาดใหญ่ยักษ์
ถึงตอนนั้นค่อยรับพ่อกับแม่จากบ้านเกิดมาอยู่ห้องฝั่งหนึ่ง ท่านจะได้มีพื้นที่ส่วนตัวในขณะที่ยังอยู่ใกล้ชิดกับเธอ
“อ๋อ ขายไปแล้วเหรอคะ? แต่เหมือนเจ้าของยังไม่ได้ย้ายเข้าใช่ไหมคะ? พอจะช่วยติดต่อให้หน่อยได้ไหม ฉันยินดีเพิ่มราคาให้นิดหน่อยค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบจากปลายสาย หลินมี่ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย รู้งี้ตอนนั้นเธอน่าจะเลือกชั้นที่ว่างทั้งสองห้องไปเลย เฮ้อ แต่ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนี้นี่นา
“ได้ค่ะ รบกวนด้วยนะคะ”
หลินมี่วางสายไป ตอนนี้คงทำได้แค่รอคำตอบ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องหาซื้อในหมู่บ้านจัดสรรเดิมนี้แหละ เรื่องซื้อบ้านคงต้องพักไว้ก่อน หลินมี่เหลือบดูเวลา ตอนนี้สิบโมงเช้า ภารกิจช่วงบ่ายน่าจะมาตอนสามโมงเย็น ยังเหลือเวลาว่างอีกห้าชั่วโมง
เธอรีบเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อผ้าสไตล์ลำลองที่สวมใส่สบาย หยิบกระเป๋าแบรนด์เนมใบใหม่กับกุญแจรถแล้วรีบออกไปข้างนอกทันที
——
สิบโมงยี่สิบนาที
หลินมี่มาถึงร้านนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เครือข่ายชื่อดัง และเปิดประเด็นบอกความต้องการของเธอตรงๆ
“ช่วยแนะนำตึกแถวทำเลดีๆ ให้หน่อยค่ะ”
ในเมื่อซื้อห้องชุดใหญ่ตอนนี้ยังไม่ได้ งั้นถือโอกาสนี้ซื้อตึกแถวไว้ลงทุนเลยก็แล้วกัน รอให้พ่อแม่ย้ายมาอยู่ด้วยค่อยถามความสมัครใจของท่านอีกที ถ้าท่านไม่อยากอยู่เฉยๆ ก็อาจจะใช้ตึกแถวทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ถือเป็นการแก้เหงา
พ่อกับแม่ของเธอไม่ใช่คนประเภทที่อยู่นิ่งๆ ได้เสียด้วย กว่าหลินมี่จะเดินออกมาจากร้านนายหน้าก็บ่ายโมงแล้ว เธอตามนายหน้าไปดูตึกแถวหลายแห่ง สภาพแวดล้อมและทำเลถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ระบบสาธารณูปโภคก็ครบครัน
สุดท้าย เธอตัดสินใจจ่ายเงินห้าล้านหยวนซื้อตึกแถวเกรดพรีเมียมหนึ่งแห่ง และตึกแถวเกรดกลางอีกสองแห่ง ส่วนเอกสารสิทธิ์ต้องรออีกสามเดือนถึงจะได้รับ โดยเธอฝากฝังให้ทางนายหน้าเป็นคนจัดการธุระที่เหลือให้ทั้งหมด
เธอไม่มีเวลามากพอที่จะมาเสียกับเรื่องจุกจิกพวกนี้หรอก