ตอน 13
บทที่ 13 : พยายามเปลี่ยนแปลง
“หรือว่าจะมีเงื่อนงำอื่นซ่อนอยู่กันแน่?”
หลินมี่พึมพำกับตัวเอง พลางคาดเดาในใจ เมื่อครู่นี้เธอเห็นพนักงานคนหนึ่งถือกล่องเครื่องมือเดินออกมาจากทางห้องครัว
แสดงว่าทางโรงแรมเองก็มีคนสังเกตเห็นปัญหาเรื่องความปลอดภัยในห้องครัวแล้วงั้นหรือ? หรือว่าเป็นเพราะจดหมายร้องเรียนนิรนามที่เธอส่งไปนั้นได้ผล ทางโรงแรมจึงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ?
แต่ทว่าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกับพนักงานในครัวกลับเกิดมีปากเสียงกันเสียอย่างนั้น เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลินมี่ก็ขมวดคิ้วแน่น บางทีต้นเหตุของเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องประมาทเลินเล่อธรรมดา
แต่อาจมีเรื่องของการบริหารจัดการภายในโรงแรม ความเสียหายของอุปกรณ์ หรือแม้แต่ปัจจัยจากฝีมือมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย? การโต้เถียงเมื่อครู่นี้จะมีส่วนเชื่อมโยงกับอันตรายที่แฝงอยู่หรือไม่?
หากว่าเพลิงไหม้ไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุร้ายแรงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยหลายอย่างรวมกันจนกลายเป็นโศกนาฏกรรม หากเธอสามารถกำจัดปมขัดแย้งหรือแก้ไขจุดบกพร่องของอุปกรณ์เหล่านี้ได้ ไม่แน่ว่าเธออาจจะหยุดยั้งเหตุไฟไหม้ที่จะเกิดขึ้นในช่วงบ่ายได้!
ความคิดนี้ทำให้เธอรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที
ขณะที่เธอกำลังจะย่องเข้าไปใกล้ห้องครัวเพื่อสืบสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้น ทันใดนั้น เมื่อเลี้ยวพ้นมุมทางเดิน เธอก็เดินชนเข้ากับใครบางคนเข้าอย่างจัง
“ขอโทษค่ะ!” หลินมี่รีบเอ่ยปากขอโทษทันที แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เธอก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย
เว่ยซวิ่น!
เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? งานสัมมนาไม่ใช่ว่าจัดอยู่ที่ชั้นสี่หรอกหรือ? หรือว่าเขาเพิ่งออกมาจากห้องน้ำ?
ในช่วงเช้าที่จุดลงทะเบียน เขานั้นดูมีรัศมีอำนาจล้นเหลือ รายล้อมไปด้วยสื่อมวลชน ให้ความรู้สึกสูงส่งจนยากจะเข้าถึง แต่ในเวลานี้ เมื่อเขายืนอยู่ในระเบียงที่ค่อนข้างเงียบสงบ กลับดูผ่อนคลายและเป็นกันเองมากกว่าเดิม
“เป็นคุณ?”
เว่ยซวิ่นเองก็แปลกใจไม่น้อยที่ได้เจอเธอที่นี่อีกครั้ง แต่ท่าทางของเธอดูลุกลี้ลุกลนชอบกล เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เขาขยับแว่นสายตา สายตามีแววสงสัยชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาเป็นรอยยิ้มจางๆ ตามปกติ
“เอ่อ... คุณยังจำฉันได้ด้วยเหรอคะ?”
หลินมี่ค่อนข้างประหลาดใจ เมื่อนึกถึงตอนที่เขาเคยช่วยแก้สถานการณ์ในงานเลี้ยง เธอจึงตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง
“คุณเว่ยคะ” หลินมี่ยืดตัวตรง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเตือนเขาอย่างอ้อมๆ
“ถ้าช่วงบ่ายนี้คุณไม่มีธุระอะไรสำคัญเป็นพิเศษ ฉันแนะนำว่าให้รีบออกจากโรงแรมไปจะดีกว่าค่ะ”
“...”
เว่ยซวิ่นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดที่ฟังดูไม่มีปี่มีขลุ่ย นี่เป็นกลยุทธ์เข้าหาผู้ชายรูปแบบใหม่หรือเปล่า? งานสัมมนาระดับนานาชาติที่สำคัญขนาดนี้ จะให้เขาเดินออกจากงานไปง่ายๆ ได้อย่างไร นอกจากจะเกิดเรื่องใหญ่จริงๆ
แต่ทว่าคำพูดของเธอหมายความว่ายังไง? ดูแล้วเธอไม่เหมือนคนที่จะมาหว่านเสน่ห์ใส่ผู้ชายพร่ำเพรื่อ ไม่อย่างนั้นในงานเลี้ยงครั้งก่อนเขาคงไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย เพราะแววตาของเธอนั้นดูบริสุทธิ์และยังมีความมุ่งมั่นบางอย่างซ่อนอยู่
“เอ่อ ฉันรู้ว่าสิ่งที่พูดไปมันฟังดูแปลกๆ ความจริงคือฉันพบว่ามาตรการความปลอดภัยของโรงแรมนี้ไม่ได้มาตรฐานน่ะค่ะ ฉันเคยแจ้งร้องเรียนไปแล้วแต่ก็ไม่มีการตอบรับใดๆ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ หลินมี่จึงหยุดคิดเล็กน้อย ในเมื่อหาเหตุผลปกติมาอ้างไม่ได้ ก็ลองใช้แผนสอง ดูลึกลับน่าค้นหาไปเลยแล้วกัน
“ระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่มีปัญหา ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจว่าช่วงบ่ายนี้อาจจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ หากคุณเชื่อฉัน ช่วงบ่ายนี้รีบออกไปเถอะค่ะ ถือว่าเป็นการตอบแทนที่คุณเคยช่วยฉันไว้ในงานเลี้ยงครั้งก่อนก็แล้วกัน”
“ไม่ค่อยปลอดภัย?”
แววตาของเว่ยซวิ่นมืดครึ้มลง เขาพินิจมองหลินมี่พลางขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
“ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้น? คุณไปเห็นอะไรมา หรือได้ยินอะไรมางั้นหรือ?”
เขาถามตรงๆ น้ำเสียงเจือความอยากรู้อยากเห็น ตลอดเวลาที่เขาโลดแล่นในวงการมา เขามีศัตรูไม่น้อยที่จ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้และหวังให้เขาพบกับจุดจบ
“เรื่อง ‘วิชาลี้ลับ’... คุณรู้จักไหมคะ? เขาว่ากันว่าความลับสวรรค์มิอาจรั่วไหล”
หลินมี่โบกมือทำท่าทางลึกลับ การที่เธอมาปรากฏตัวตรงนี้ก็อธิบายได้ยากพออยู่แล้ว ขืนพูดอะไรมากไปกว่านี้ยิ่งจะเผยพิรุธ เธอไม่สามารถอธิบายกับหน่วยงานรัฐได้ แล้วจะไปอธิบายกับเว่ยซวิ่นได้อย่างไร?
หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ที่เขาเคยช่วยเธอไว้ เธอคงไม่เสียเวลาทำเรื่องยุ่งยากเช่นนี้หรอก
เว่ยซวิ่นไม่ได้ซักไซ้ต่อ เขายืนนิ่งมองหลินมี่ด้วยสายตาลึกซึ้ง ราวกับกำลังประเมินความจริงในคำพูดของเธอ ผ่านไปไม่กี่วินาที เขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ แต่รอยยิ้มนั้นกลับไม่ไปถึงดวงตา
“ขอบคุณสำหรับคำเตือนครับ” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ฟังไม่ออกว่าเชื่อหรือสงสัย แต่ก็ยังคงท่าทีเป็นมิตร
“ผมจะระวังไว้ครับ”
เว่ยซวิ่นไม่ถามเซ้าซี้ต่อ ไม่ได้แสดงท่าทีหงุดหงิดหรือมองว่าเธอมีปัญหาทางจิต เขาเพียงแค่ตอบรับอย่างสุภาพ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินเลี่ยงเธอไป
เมื่อมองตามแผ่นหลังของเว่ยซวิ่นที่เดินห่างออกไป หลินมี่ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาคงไม่เชื่อสินะ... แต่ถึงอย่างไรเธอก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว
หลินมี่เดินกลับมาที่ล็อบบี้ชั้นหนึ่ง เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นดุดันแล้วเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ
“โรงแรมพวกคุณนี่มันยังไงกันคะ? ได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมระดับดาวแท้ๆ ทำไมระบบความปลอดภัยถึงได้สะเพร่าขนาดนี้! ตรวจสอบงานกันยังไงถึงได้ไปยืนทะเลาะกันในห้องครัว? ความปลอดภัยของแขกสำคัญกว่าอารมณ์ของพวกพนักงานหรือยังไง? ระบบความปลอดภัยมันสำคัญขนาดไหนพวกคุณรู้บ้างไหม...”
เพื่อให้เปลี่ยน ‘หัวข้อข่าวในอนาคต’ หลินมี่ถึงกับยอมสวมบทบาทเป็นลูกค้าที่เอาแต่ใจและน่ารำคาญเป็นครั้งแรกในที่สาธารณะ เธอพยายามแสดงสีหน้าและท่าทางให้ดูเหมือนคนที่จะรับมือด้วยยากที่สุดเท่าที่จะทำได้
โรงแรมอย่าง ‘ซิงฮุยอินเตอร์เนชั่นแนล’ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูกค้ามาก เมื่อเธอโวยวายกลางล็อบบี้ขนาดนี้ ทางโรงแรมจึงไม่กล้าละเลยแน่นอน
เธอทำไปเพราะความจำเป็น ในเมื่อเธอไม่มีความสามารถหยั่งรู้ฟ้าดินหรือวาทศิลป์ล้ำเลิศที่จะโกหกได้เนียนๆ เธอจึงทำได้แค่ ‘เอาตัวเข้าแลก’ เข้าไปอยู่ในสถานที่เกิดเหตุเสียเอง
หลังจากที่เธอแกล้งเดินผิดทางและไปด้อมๆ มองๆ แถวห้องครัวไว้เป็นข้ออ้างแล้ว ตอนนี้เมื่อมาทำตัวเป็นลูกค้าที่เรื่องมากและจับผิดทุกจุด ทุกอย่างก็ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
“ต้องขออภัยจริงๆ ค่ะคุณผู้หญิง สำหรับประสบการณ์ที่ไม่ดี ทางเราจะเร่งจัดการเรื่องนี้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ ไม่ทราบว่าพอจะบอกรายละเอียดเพิ่มได้ไหมคะว่า...”
ผู้จัดการล็อบบี้รีบเข้ามาพร้อมรอยยิ้มและพูดจาหว่านล้อม เมื่อเห็นดังนั้น หลินมี่ก็รู้จักผ่อนปรน เธอจึงยอมนั่งลงและให้ข้อมูลต่างๆ พร้อมกับเติมไข่ใส่สีเรื่องที่เห็นมาอย่างละเอียด
โชคดีที่ความพยายามไม่สูญเปล่า ทางโรงแรมรีบจัดส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบชุดใหม่ขึ้นไปที่ชั้นสามทันที และพบว่าเตาแก๊สรวมถึงระบบสายไฟมีปัญหาจริงๆ
สุดท้ายเพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ ทางโรงแรมจึงมอบบัตรกำนัลทานอาหารกลางวันให้เธอหนึ่งใบ
“...”
ถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี เธอวุ่นวายมาตลอดทั้งเช้าจนหิวพอดี หลินมี่จึงรับไว้ด้วยความเต็มใจ