ตอน 12

บทที่ 12 : สถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้


เก้าโมงครึ่งยามเช้า หลินมี่มายืนอยู่หน้าโรงแรมซิงฮุย โรงแรมแห่งนี้ดูโอ่อ่าตระการตา ผนังกระจกสะท้อนแสงแดดเป็นประกายวับวับ แขกเหรื่อและพนักงานที่เดินเข้าออกต่างดูรีบร้อนแต่ก็มีความเป็นระเบียบ


ทุกอย่างดูปกติสุขอย่างยิ่ง แตกต่างจากภาพทะเลเพลิงที่ระบบทำนายไว้ราวฟ้ากับเหว


อาจเป็นเพราะวันนี้มีการจัดงานประชุมอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ บริเวณหน้าโรงแรมจึงคึกคักเป็นพิเศษ และมีการจัดสถานที่ไว้อย่างหรูหรา ไม่เพียงแต่จะมีจออิเล็กทรอนิกส์คอยรายงานข้อมูล สองข้างทางยังตั้งป้ายไวนิลขนาดใหญ่ยักษ์เอาไว้ด้วย


บริเวณตำแหน่งกลางหน้าโรงแรมยังมีการจัดบอร์ดลงทะเบียนสำหรับเหล่าผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงที่มาร่วมงาน ส่วนทางเข้างานก็ตกแต่งประดับประดาด้วยดอกไม้นานาพันธุ์อย่างงดงาม


งานประชุมเริ่มตอนสิบโมง แต่เวลานี้มีคนทยอยมาลงทะเบียนเข้างานกันแล้ว หน้าโรงแรมมีทั้งนักข่าวและบล็อกเกอร์สายโซเชียลมีเดียมารุมล้อมแย่งกันถ่ายภาพและสัมภาษณ์อย่างวุ่นวาย


เห็นได้ชัดว่างานประชุมอุตสาหกรรมในวันนี้ยิ่งใหญ่เพียงใด ผู้ที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลระดับแถวหน้าในวงการเทคโนโลยีและการเงิน หรือพูดง่ายๆ คือเป็นคนที่มีหน้ามีตาในสังคมทั้งสิ้น


หลินมี่ยืนอยู่หลังฝูงชน เฝ้ามองความครึกครื้นเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ ยากจะจินตนาการว่าอุบัติเหตุไฟไหม้ในครั้งนี้จะสร้างความเสียหายได้มากขนาดไหน ภายในนั้นมีทั้งผู้เชี่ยวชาญและหัวกะทิของวงการมากมาย หากเกิดเหตุขึ้นจริง ย่อมเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหรงเฉิงเลยทีเดียว


“มาแล้วๆ!”


“อย่าเบียดสิครับ”


“เหยียบเท้าฉันแล้วนะ!”


จู่ๆ กลุ่มนักข่าวก็เริ่มแตกฮือและเบียดเสียดกันไปมา ราวกับทุกคนต่างอยากจะเป็นคนแรกที่ได้สัมภาษณ์


“เกิดอะไรขึ้น?”


หลินมี่เขย่งเท้าชะเง้อมองด้วยความสงสัย ใครกันนะที่มาถึงขนาดทำให้เหล่านักข่าวตื่นเต้นได้ถึงเพียงนี้? ดูท่าทางไม่ใช่คนธรรมดาแน่

เนื่องจากทางเข้าโรงแรมค่อนข้างเบียดเสียด เธอจึงไม่อยากจะแทรกตัวเข้าไป จึงทำได้เพียงยืนเกาะขอบสนามดูความวุ่นวายจากด้านหลัง


ทันใดนั้น รถหรูคันหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนมาจอดที่หน้าทางเข้า พนักงานโรงแรมรีบปรี่เข้าไปเปิดประตูหลังให้ทันที วินาทีต่อมา เรียวขายาวก้าวลงจากรถ ตามมาด้วยชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทเนี้ยบกริบ


ชายหนุ่มก้มหน้าเล็กน้อยขณะก้าวลงจากรถ เขายกมือขึ้นจัดกรอบแว่นสายตาเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองฝูงชน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ เขาพยักหน้าให้ทุกคนอย่างสุขุมท่ามกลางเสียงฮือฮาและแสงแฟลช


เขามีกลิ่นอายของความเป็นผู้นำที่ทรงพลัง ทั้งกิริยาท่าทางยังดูสบายๆ และมีความมั่นใจในตัวเองสูงลิ่ว ราวกับว่าสถานการณ์วุ่นวายตรงหน้าไม่มีผลอะไรกับเขา หรืออีกนัยหนึ่งคือทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาแล้ว


“เป็นเขาเองเหรอเนี่ย”


หลินมี่ชะงักไปเล็กน้อย ตอนเห็นท่าทางตื่นเต้นของนักข่าว เธอคิดว่าเป็นท่านผู้ใหญ่ระดับบิ๊กบอสที่ไหนเสียอีก ที่แท้ก็เป็นคุณชายเว่ยซวิ่น ผู้อุปถัมภ์ที่เคยช่วยเธอไว้ในงานเลี้ยงคืนนั้นนี่เอง


ไม่นึกเลยว่าเขาจะได้รับความนิยมถึงขนาดนี้ นักข่าวต่างพากันแย่งชิงที่จะสัมภาษณ์เขา คิดดูก็ไม่แปลก เพราะเขาอายุเพียงยี่สิบเจ็ดปีเศษๆ ยังไม่ถึงสามสิบดีก็กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการไปเสียแล้ว


ได้ยินมาว่าเขาเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ก่อนหน้านี้เธอเคยอ่านข่าวของเขาในเน็ต ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยกย่องเขาไว้สูงมากว่าเป็นม้ามืดที่โดดเด่นที่สุดในย่านนักธุรกิจชาวจีนในต่างแดน


“คุณเว่ยครับ! คุณเว่ยคะ ช่วยพูดอะไรหน่อยได้ไหมคะ?”


“คุณเว่ยครับ การมาร่วมงานประชุม ‘เทคโนโลยีแห่งอนาคต’ ในครั้งนี้ คุณมีเป้าหมายในการร่วมมือกับใครเป็นพิเศษหรือไม่ครับ?”


ไม่ว่าตอนนั้นเขาจะคิดอะไรอยู่ แต่การที่เขาช่วยเธอคือความจริง ดังนั้นหลินมี่จึงมีความรู้สึกดีต่อเขาไม่น้อย เธอเองก็อยากรู้เช่นกันจึงตั้งใจฟังคำถามของคนรอบข้าง


แต่ดูเหมือนเขาจะไม่มีเจตนาให้สัมภาษณ์ ทำเพียงยิ้มบางๆ แล้วเดินมุ่งหน้าเข้าสู่โรงแรมไปพร้อมกับการคุ้มกันของผู้ช่วย เสี้ยววินาทีนั้น สายตาของหลินมี่ประสานเข้ากับดวงตาคู่นั้นของเขาพอดี


หลินมี่รีบถอนเท้าที่เขย่งอยู่ออกโดยสัญชาตญาณ หัวใจเต้นรัว สายตาเมื่อครู่นี้... เขาเห็นเธอหรือเปล่านะ? แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอก เขาเป็นถึงลูกรักของโชคชะตาอย่างเขา จะมาจำคนตัวเล็กๆ อย่างเธอได้ยังไงกัน? คงแค่มองผ่านๆ ไปอย่างไม่ใส่ใจเท่านั้นแหละ


หลังจากเว่ยซวิ่นเดินเข้าโรงแรมไป บรรยากาศความโกลาหลก็เริ่มคลี่คลายลง หลินมี่ยืนรออยู่กับที่เพียงไม่กี่นาทีก็รู้สึกได้ถึงหยาดเหงื่อที่ซึมออกมา เธอเงยหน้ามองท้องฟ้า นี่เป็นอีกวันที่อากาศร้อนระอุ ไม่แปลกใจเลยที่โรงแรมซิงฮุยจะเกิดไฟไหม้ได้ง่ายๆ


ท้องฟ้าไร้เมฆ แดดแรงขนาดนี้ ยิ่งตกบ่ายสองโมงซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์แผดเผาที่สุด คงไม่ต้องพูดถึงเลย รออยู่ประมาณสิบนาที ฝูงชนที่อออยู่หน้าโรงแรมก็ค่อยๆ สลายตัวไป หลินมี่สะพายกระเป๋าใบเก่งแล้วเดินทอดน่องเข้าสู่โรงแรม


เธอไม่ได้ตรงไปที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ แต่เลือกหาที่นั่งในมุมลับตาคน พลางแสร้งทำเป็นเล่นมือถือเพื่อสังเกตความเคลื่อนไหวของผู้คนและพนักงาน


จุดเกิดเหตุคือห้องครัวชั้นสาม แต่เธอก็ไม่สามารถบุกเข้าไปได้ทันทีเพราะจะกลายเป็นจุดสนใจเกินไป เธอต้องสังเกตการณ์ในพื้นที่สาธารณะหรือหาตำแหน่งที่สามารถเข้าใกล้ห้องครัวได้


เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาเกิดเหตุ เธอต้องสำรวจโรงแรมให้ทั่วเสียก่อน หลินมี่ลุกขึ้นเดินตามป้ายบอกทาง แสร้งทำเป็นมองหาห้องน้ำหรือร้านกาแฟและค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นไปบนชั้นสาม


ชั้นสามมีร้านอาหารอยู่หลายแห่ง กลิ่นหอมของอาหารฟุ้งกระจายไปทั่ว หลินมี่หยุดพักอยู่ในพื้นที่พักผ่อนส่วนกลางซึ่งไม่ห่างจากโซนห้องครัวมากนัก ตำแหน่งนี้ทำให้เธอมองเห็นทางเข้าออกของพนักงานได้อย่างชัดเจน


เวลาผ่านไปทีละนาที ในโรงแรมยังคงเงียบสงบ แสงแดดตอนสายส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาให้ความรู้สึกอบอุ่นจนเกือบจะร้อน ความเงียบเชียบนี้กลับทำให้หลินมี่รู้สึกกระวนกระวายใจยิ่งขึ้น มันเหมือนกับความสงบก่อนพายุจะเข้า


เธอพยายามเค้นสมองนึกทบทวนเนื้อหาในกระแสโซเชียล เพื่อมองหาช่องทางอื่นในการจัดการ หลินมี่กำหมัดแน่น ตัดสินใจว่าจะต้องเป็นฝ่ายรุกก่อน


เธอลุกขึ้นเดินตรงไปยังทางเข้าออกของพนักงานที่สังเกตเห็นเมื่อครู่ ด้วยการแต่งกายที่ธรรมดาสามัญทำให้เธอดูเหมือนแขกที่หลงทางทั่วไป เธอเดินเข้าใกล้ประตูทางเข้า กำลังจะโผล่หน้าเข้าไปดู ก็ได้ยินเสียงถกเถียงและเสียงข้าวของตกแตกดังออกมาจากข้างใน


หัวใจของหลินมี่กระตุกวูบ นี่มันเรื่องอะไรกัน? ยังมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่นอีกหรือ? เธอไม่กล้าบุกเข้าไปทันที แต่เลือกที่จะถอยออกมาแอบอยู่หลังมุมกำแพงเพื่อคอยฟังความเคลื่อนไหว


เสียงทะเลาะกันดำเนินไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เงียบลง ดูเหมือนจะมีคนเดินออกมา เธอรีบกลั้นหายใจเฝ้ามองคนที่ก้าวออกมาจากทางเดินนั้น เขาเป็นพนักงานโรงแรมในชุดยูนิฟอร์ม สีหน้าดูไม่สมานอารมณ์เท่าไหร่นัก ในมือถือกล่องเครื่องมือช่าง


เขารีบร้อนเดินจากไปโดยไม่ได้สังเกตเห็นหลินมี่เลยสักนิด หลินมี่ขมวดคิ้วแน่น เสียงทะเลาะกันเมื่อกี้ฟังดูไม่ชอบมาพากล มันไม่เหมือนเสียงความวุ่นวายปกติในห้องครัวเลยแม้แต่น้อย