ตอน 31
บทที่ 31 นี่พวกคุณบังคับฉันเองนะ
"เอ่อ..."
หลินฮ่าวยืนมองกลุ่มคนที่กำลังประท้วงเรียกร้องเอาเป็นเอาตายอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกไปไม่ถูก นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ที่เขาเห็นลูกค้าพากันบีบบังคับให้เถ้าแก่รีบขายของให้แถมยังบังคับซื้อแบบเอาจริงเอาจังอีกต่างหาก...
ให้ตายเถอะ ได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงช่วงวันแรกๆ ที่เปิดร้านแล้วเงียบเหงา พอหันมาดูสภาพในตอนนี้ หลินฮ่าวก็รู้สึกสะท้อนใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
กว่าจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากก้าวมาถึงจุดนี้ได้ มันไม่ง่ายเลยจริงๆ การเป็นผู้ประกอบการนี่มันไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำได้ง่ายๆ เลยสินะหลังจากความรู้สึกหดหู่จางหายไป หลินฮ่าวก็เริ่มรู้สึกนับถือตัวเองขึ้นมานิดๆ
"มีคนรอทานอยู่ตั้งเยอะขนาดนี้ เถ้าแก่อย่างคุณยังจะกล้าหยุดพักอีกเหรอครับ?"
ในจังหวะที่หลินฮ่าวเกือบจะหลงตัวเองอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ฉุดเขากลับสู่โลกความเป็นจริง
"ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ" หลินฮ่าวหันไปมองคู่สนทนาแล้วเปลี่ยนน้ำเสียง
"แต่ต่อให้ผมรู้สึกผิดก็ช่วยไม่ได้ครับ การทำเมนูนี้มันใช้เวลาและพิถีพิถันมาก ถ้าทำทั้งวันผมคงหมดสภาพแน่ๆ การที่ผมหยุดพักตอนบ่าย ก็เพื่อให้มั่นใจว่าในแต่ละวันผมจะสามารถทำเสี่ยวหลงเปาที่ดีที่สุดออกมาให้พวกคุณทานได้ยังไงล่ะครับ"
คำอธิบายที่ดูหนักแน่นและมีเหตุผลของหลินฮ่าว ทำให้เสียง 'ประท้วง' ของฝูงชนเบาลงทันที ถึงทุกคนจะอยากกินเสี่ยวหลงเปาของหลินฮ่าวมากแค่ไหนแต่ก็ไม่มีใครอยากเห็นแก่ตัวจนไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยากของเถ้าแก่
ที่สำคัญไปกว่านั้นแม้หลินฮ่าวจะพูดเพื่อตัวเองแต่เขาก็ใช้ความฉลาดในการวางตำแหน่งตัวเองให้ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับลูกค้า เมื่อเป็นเช่นนั้น หลินฮ่าวจึงเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่ และพวกเขาก็ไม่กล้ากดดันอะไรมากนัก
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนจะมีคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า
"เถ้าแก่ครับ ค่าเช่าร้านที่นี่เดือนหนึ่งคงแพงมากใช่ไหม?"
หลินฮ่าวไม่ได้รีบตอบในทันที จู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องมาคุยเรื่องค่าเช่าร้าน เขาเชื่อว่าต้องมีแผนร้ายอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ ไม่อย่างนั้นจะถามเรื่องนี้ไปทำไมกันและก็เป็นไปตามคาด เมื่อเห็นหลินฮ่าวเงียบ อีกฝ่ายก็รีบเสริมทันที
"เท่าที่ผมรู้มา ค่าเช่าในย่านนี้ไม่ใช่ถูกๆ เลย ถึงร้านคุณจะอยู่ในทำเลที่ลึกหน่อย แต่เดือนหนึ่งก็น่าจะเกินหมื่นหยวนเป็นอย่างน้อย ไหนจะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส แล้วก็ต้นทุนวัตถุดิบต่อวันอีก ถ้าคุณไม่ขยันหน่อย เกรงว่าจะหาเงินยากนะครับ"
พอได้ยินแบบนั้น หลินฮ่าวก็เดาเจตนาของอีกฝ่ายออกทันที ในเมื่อใช้ไม้แข็งไม่ได้ ก็เลยจะลองใช้ไม้อ่อนเพื่อบีบให้หลินฮ่าวใจอ่อนยอมทำตามสินะ
ถ้าคิดตามที่เขาว่ามา ค่าเช่าที่แพงบวกต้นทุนที่วางไว้ ถึงแม้ราคาเสี่ยวหลงเปาของเขาจะไม่ได้ถูกแต่ถ้าเปิดแค่ช่วงเช้าวันเดียวก็คงกำไรไม่เท่าไหร่จริงๆ
แต่ทว่า...
"ร้านนี้เป็นของผมเองครับ!" หลินฮ่าวตอบกลับด้วยความภูมิใจ
พรูด!
เดิมทีทุกคนหวังว่าการเปลี่ยนกลยุทธ์จะทำให้หลินฮ่าวหวั่นไหวหรือยอมประนีประนอมแต่ประโยคถัดมาของหลินฮ่าวแทบจะทำให้พวกเขาพ่นเลือดออกมา ร้านนี้เป็นของเขาเองงั้นเหรอ?
ถ้าไม่ต้องเสียค่าเช่าต่อให้หลินฮ่าวขี้เกียจแค่ไหน ก็ไม่มีทางขาดทุนอย่างมากก็แค่ได้กำไรมากหรือน้อยเท่านั้นเอง พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าไม้ตายที่อุตส่าห์วางแผนมาอย่างดี จะถูกหลินฮ่าวทำลายลงได้ง่ายๆ ด้วยประโยคเดียว
ที่น่าโมโหกว่านั้นไม่ใช่เรื่องนี้แต่เป็นท่าทางยโสของหลินฮ่าวตอนที่พูดว่าร้านเป็นของตัวเองนี่สิ เห็นแล้วอยากจะด่าเปิงจริงๆ ร้านในเมืองเจียงไห่ราคาไม่ใช่ถูกๆ ใครจะไปคิดว่าหลินฮ่าวจะซ่อนรูปขนาดนี้ดูท่าแผนเมื่อกี้จะใช้ไม่ได้ผลเสียแล้ว
"อะแฮ่ม... ถึงร้านจะเป็นของคุณเองแต่ถ้าลดค่าเช่าไปได้แล้วคุณไม่พยายามให้มากกว่านี้ ต่อให้ไม่ขาดทุน ก็คงหาเงินก้อนใหญ่ไม่ได้หรอก"
ชายคนเดิมยังไม่ยอมแพ้ หลังจากตั้งหลักได้แล้ว เขาก็ยิงคำถามแทงใจดำต่อ
"คุณเปิดร้านมาเพื่อไม่อยากได้เงินเหรอครับ?"
"คุณรู้ไหมว่าราคาบ้านในเมืองเจียงไห่ตอนนี้มันสูงแค่ไหน? คำว่า 'ที่ดินหนึ่งนิ้วราคาทองคำ' ยังไม่เพียงพอจะบรรยายความเวอร์วังของราคาบ้านที่นี่เลย บ้านในตัวเมืองราคาแพงหูฉี่ทั้งนั้นถ้าตอนนี้คุณไม่รีบขยันหาเงิน อนาคตจะซื้อบ้านยังไง? ไม่มีบ้านจะหาภรรยาได้ยังไง? ต่อไปลูกคุณจะเรียนที่ไหน? คุณบอกมาซิบ่ายนี้คุณยังกล้าหยุดพักอีกเหรอ? เพื่ออนาคตที่สดใส คุณไม่ควรขยันหาเงินแล้วทำเสี่ยวหลงเปาขายให้พวกเราเยอะๆ หน่อยเหรอ?"
ผู้คนที่อยู่รอบข้างถึงกับอึ้งไปเลยเมื่อได้ยินชายคนนั้นร่ายยาวมาเป็นชุด หลินฮ่าวเองก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน
จนอดที่จะแขวะไม่ได้ว่า
"พี่ชาย ถ้าคุณไม่ไปขายประกันนี่น่าเสียดายแย่เลยนะ"
คารมคมคายขนาดนี้ ถ้าไปขายประกันต้องทำยอดทะลุเป้าทุกเดือน จนได้โบนัสก้อนโตตอนสิ้นปีแน่ๆ
"ผมก็เป็นเซลล์ขายประกันนี่แหละครับ!"
ชายคนนั้นตอบหน้าตาย ก่อนจะหันมามองหลินฮ่าวแล้วถามต่อ
"เถ้าแก่ครับ รับประกันสักกรมธรรม์ไหม?"
ทันทีที่พูดจบทุกคนมองหลินฮ่าวที่ทำหน้าเหมือนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจนเกือบจะขำพรืดออกมา มีแต่หลินฮ่านี่แหละที่อยากจะก้มกราบ นี่มันลูกค้าเทวดาอะไรกัน?
เจ้าหมอนี่มีพรสวรรค์จริงๆ เพื่อจะได้กินเสี่ยวหลงเปา ถึงกับยกเรื่องซื้อบ้านมาอ้างไม่พ ยังอุตส่าห์ห่วงเรื่องหาภรรยาและเรื่องลูกเรียนให้อีก ที่ทำเอาหลินฮ่าวปวดฟันคือแค่เขาพูดประชดไปประโยคเดียว ใครจะไปคิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นเซลล์ขายประกันจริงๆ
ต้องยอมรับเลยว่าคนในวงการประกันนี่สกิลการพูดของแต่ละคนไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่ใช่ว่าหลินฮ่าวมีอคตินะแต่นับถือในความสามารถด้านวาทศิลป์ของพวกเขาจริงๆ ซึ่งหลินฮ่าวเองยอมรับว่าทำไม่ได้แบบนั้น
"เถ้าแก่จริงๆ คุณควรคิดแบบนี้ คุณทำงานหนักตอนนี้ ทำเสี่ยวหลงเปาขายให้พวกเราเยอะๆ ไม่ใช่แค่เพื่อพวกเราแต่มันคือเพื่อตัวคุณเองนะ"
เมื่อได้รับแรงสนับสนุนจากฝูงชน เซลล์ขายประกันคนเดิมก็เริ่มทำการ 'ล้างสมอง' หลินฮ่าวต่อ เพื่อที่จะได้กินเสี่ยวหลงเปา เขาเต็มที่มากจริงๆ
"จริงด้วยครับเถ้าแก่ ผมเห็นด้วยกับเขานะ"
"ลองคิดดูสิ คุณรีบทำเสี่ยวหลงเปาออกมาขายพวกเรา เดี๋ยวก็ได้เงินเพิ่มแล้ว ไม่ใช่หรือไง? แบบนี้เป้าหมายเรื่องซื้อบ้านของคุณก็ใกล้ความจริงขึ้นไปอีกก้าวแล้วนะ"
"ตอนนี้คุณไม่ขยันหาเงิน แล้วเมื่อไหร่จะมีบ้านเป็นของตัวเองล่ะ?"
"ใช่ๆๆ เรามาที่นี่ก็เพราะอยากสนับสนุนธุรกิจซื้อบ้านของคุณโดยเฉพาะเลยนะ"
"ลองพิจารณาดู... ค่อยๆ คิดนะ..."
"..."
เมื่อเห็นว่าหลินฮ่าวเงียบไป ทุกคนต่างคิดว่าเขากำลังหวั่นไหวเลยพากันโหมกระแสไม่หยุด หลินฮ่าวได้แต่ยิ้มแหยมองดูพวกเขาทุกคนที่ตีเนียนว่า 'หวังดี' ต่อเขาเหลือเกิน ถ้าเขาไม่มีสติยั้งคิดคงจะหลงเชื่อคำลวงพวกนี้ไปแล้ว
ทำมาเป็นพูดว่าทำเพื่อตัวเขาอย่างนั้นอย่างนี้ ใครบ้างล่ะจะไม่รู้ว่าพวกคุณแค่อยากกินเสี่ยวหลงเปาของผม? ร้ายกาจนัก!
"ความจริงแล้ว..."
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของทุกคน หลินฮ่าวอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความปวดหัว
"ผมมีบ้านแล้วล่ะ..."
พูดจบทุกคนที่กำลังโน้มน้าวให้หลินฮ่าวขยันหาเงินซื้อบ้านต่างก็พากันอึ้งไปตามๆ กัน
"อยู่ในตัวเมืองเป็นบ้านเขตโรงเรียนดังด้วย"
เมื่อเห็นทุกคนทำหน้าตาว่างเปล่า หลินฮ่าวก็ยกสองนิ้วขึ้นมาอย่างเขินๆ ก่อนจะเสริมว่า
"สองหลัง!"
อันที่จริงหลินฮ่าวไม่อยากพูดหรอกเพราะเขาเป็นคนถ่อมตัวและอยู่เหนือเรื่องไร้สาระพวกนี้ แม้จะมีบ้านแต่เขาก็ไม่เคยอวดถ้าไม่ใช่เพราะพวกคุณมาตามตื๊อเขาไม่เลิก หลินฮ่าวก็ไม่อยากจะเผยตัวตนออกมาหรอกนะ
นี่พวกคุณบังคับกันเองนะ...