ตอน 32
บทที่ 32: พวกเขาต้องอิจฉาฉันแน่ๆ
“ผมก็อยากจะทำตัวเรียบง่ายนะ แต่ความสามารถมันไม่เอื้ออำนวย”
หลินฮ่าวอยากจะพูดประโยคนี้ออกมาใจจะขาดแต่เขาก็กลัวว่าถ้าพูดไปแล้วจะโดนรุมประชาทัณฑ์ แม้เขาจะเป็นเจ้าของร้าน แต่เมื่ออีกฝ่ายมีจำนวนมากกว่า หลินฮ่าวก็เกรงว่าตนเองจะรับมือไม่ไหว
อันที่จริงต่อให้หลินฮ่าวไม่ทำตัวเช่นนั้น ตอนนี้สถานการณ์ก็ไม่สู้ดีนัก เพราะ ‘ความหมั่นไส้’ ที่เขาเพิ่งโกยมาเมื่อครู่มันรุนแรงเกินไป สายตาของทุกคนในร้านที่มองมายังเขานั้นเริ่มจะไม่เป็นมิตรเสียแล้ว
บ้านในเขตพื้นที่การศึกษาตั้งสองหลัง แถมยังอยู่ในตัวเมืองอีกต่างหาก!
ประโยคนี้ฟังแล้วมันช่าง... ขัดใจคนฟังเสียเหลือเกิน
ตอนแรกที่พากันคะยั้นคะยอให้หลินฮ่าวขยันทำมาหากินเพื่อซื้อบ้านในเมืองเจียงไห่ก็เพราะอยากกินเสี่ยวหลงเปาไส้หมูของเขาแท้ๆ ใครจะไปคิดว่าเจ้าตัวจะมีอยู่แล้ว แถมยังมีตั้งสองหลังในย่านทำเลทอง!
หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ!
ที่สำคัญคือหน้าที่แตกเนี่ย พวกเขาเป็นฝ่ายยื่นไปให้ตบเองด้วย จะไปโทษใครก็ไม่ได้ ใครใช้ให้ตะโกนเชียร์กันเสียงดังลั่นร้านเมื่อกี้เล่า?
คราวนี้ล่ะเป็นไง... เงิบกันเป็นแถว
คนในร้านย่อมรู้ดีว่าบ้านสองหลังในเขตพื้นที่การศึกษาของเมืองเจียงไห่มีมูลค่ามหาศาลขนาดไหน ยิ่งพ่วงด้วยร้านค้าเล็กๆ แห่งนี้อีก ยิ่งชัดเจนว่าคนธรรมดาที่ไหนจะครอบครองทรัพย์สินขนาดนี้ได้?
แค่คิดนิดเดียวก็รู้แล้วว่าหลินฮ่าวคนนี้ไม่มีทางขาดแคลนเงินทองแน่นอนถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะค่อนขอดในใจ... รวยขนาดนี้แล้ว จะมาเปิดร้านเล็กๆ แบบนี้ไปทำไมกัน? เอาเงินไปลงทุนโครงการอื่นไม่เห็นผลกำไรดีกว่าหรือ?
จะเปิดก็เปิดไปสิ ดันทำเสี่ยวหลงเปาอร่อยแต่ทำขายจำกัดอีก แบบนี้มันแกล้งกันชัดๆ!
สำหรับคนอื่นอาจจะยังพอทนแต่กับ ‘คนรวย’ อย่างหลินฮ่าว พวกเขาไม่คิดเลยว่าเขาจะมาสนใจกำไรเล็กๆ น้อยๆ จากการเปิดร้านแบบนี้ สุดท้ายคนที่ลำบากก็คือเหล่าลูกค้าอย่างพวกเขานี่แหละ เจอเจ้าของร้านเอาแต่ใจแบบนี้ ใครจะไปทำอะไรได้
โชคดีที่หลินฮ่าวแม้จะทำตัวโดดเด่นไปหน่อยแต่เขาก็ไม่ได้หลงระเริงไปกับมันเขารู้ดีว่าปัจจุบันตนเองยังต้องพึ่งพาเงินจากร้านเล็กๆ แห่งนี้อยู่จึงไม่ควรไปทำให้เหล่า “พระเจ้า” พวกนี้ขุ่นเคือง
ยิ่งไปกว่านั้นแม้เมื่อครู่พวกเขาจะดูเหมือนกำลัง ‘กดดัน’ เขาแต่การกระทำเหล่านั้นกลับไม่ได้ทำให้หลินฮ่าวรู้สึกรังเกียจ ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกสนุก เพราะทุกคนยังรู้จักวางตัวและพูดคุยในเชิงหยอกล้อ ทำให้บรรยากาศในร้านดูมีสีสันขึ้นมา
อย่างไรก็ตามบ่ายวันนี้หลินฮ่าวจะไม่ทำเสี่ยวหลงเปาเพิ่มแน่นอน ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจแต่ถึงอยากจะทำตอนนี้ก็ต้องออกไปหาซื้อวัตถุดิบกว่าจะกลับมาก็คงค่ำมืด ลูกค้าพวกนี้จะรอไหวหรือ?
มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทุกคนต่างก็มีภารกิจการงาน ไม่ใช่คนว่างงานที่จะมานั่งรอทั้งบ่ายสุดท้ายหลินฮ่าวจึงให้คำมั่นสัญญาว่า หากพรุ่งนี้พวกเขากลับมาอีก เขาจะสำรองเสี่ยวหลงเปาไว้ให้
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ไม่คิดจะรบเร้าเขาอีกต่อไปแถมยังพากันตั้งกลุ่มวีแชทและดึงหลินฮ่าวเข้าไปด้วย หลินฮ่าวไม่ได้ปฏิเสธ แม้ก่อนหน้านี้เขาจะไม่เคยคิดเรื่องการตั้งกลุ่มอะไรทำนองนี้ แต่เมื่อเห็นทุกคนเห็นดีเห็นงามเขาก็ไหลตามน้ำไป
หลังจากการวุ่นวายเมื่อครู่ ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทุกคนจะสนิทสนมกันขึ้นมาก บรรยากาศอบอวลไปด้วยความเป็นกันเอง ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนยังเสนอแนะแนวทางให้กับเขา
เช่น การจำกัดการซื้อเหลือเพียงคนละหนึ่งชุดเพื่อให้ลูกค้าคนอื่นๆ ได้มีโอกาสลิ้มลองบ้าง ซึ่งหลินฮ่าวก็เห็นด้วยและนำมาปรับใช้ทันที
นอกจากนี้ เขายังตั้งมาตรฐานจำนวนเสี่ยวหลงเปาที่จะผลิตในแต่ละวันให้ชัดเจน ขายหมดเมื่อไหร่ก็ปิดร้านเมื่อนั้น เพื่อป้องกันปัญหาลูกค้ามารอเก้อ
จากร้านที่ตอนแรกแทบไม่มีคน ตอนนี้กลับมี ‘กฎระเบียบ’ ขึ้นมาหลินฮ่าวรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของความ “วางมาด” ที่เริ่มก่อตัว... นี่เขากำลังเหลิงอยู่หรือเปล่านะ? แต่พอลองไตร่ตรองดูเขาก็พบว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
แม้จะไม่ได้กินเสี่ยวหลงเปาในตอนบ่ายแต่การได้มาถกเถียงอย่างออกรสกับเจ้าของร้าน ได้เข้ากลุ่มพูดคุยและได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาความเจริญของร้าน ทำให้ทุกคนรู้สึกพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก
เดิมทีพวกเขามาเพราะความอร่อยแต่ตอนนี้กลับเริ่มหลงรักเจ้าของร้านอย่างหลินฮ่าวเข้าให้แล้ว... แม้เขาจะกวนประสาทไปบ้างก็เถอะ
……
ยามบ่ายคล้อย หลังจากไม่มีลูกค้าเหลืออยู่ในร้านแล้ว หลินฮ่าวก็ปิดร้านและออกเดินทางตามลำพัง
ปัญหาคือซึ้งนึ่งที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ซึ่งทำให้ลูกค้าต้องรอนานเกินไปและเขาก็เหนื่อยเกินไป เขาจึงตัดสินใจไปหาซื้อซึ้งนึ่งไม้ไผ่ชุดใหม่ที่ตลาดของเก่าใกล้กับมหาวิทยาลัย
หากเป็นหลินฮ่าวคนเดิม เขาคงไม่รู้เรื่องสถานที่เหล่านี้แต่เพราะความสนิทสนมกับ ‘คุณตาฉิน’ ชายชราที่มักจะมานั่งเล่นหมากรุกอยู่แถวหน้าร้านเป็นประจำ ทำให้เขาได้รับข้อมูลวงในมากมาย
เมื่อมาถึงตลาดของเก่าหลินฮ่าวก็ตรงดิ่งไปยังร้าน ‘ของชำคุณตาฉิน’ ตามที่ชายชราแนะนำ ร้านนี้เป็นของหลานชายของคุณตาฉิน วัยสี่สิบเศษ รูปร่างท้วมเล็กน้อยและไว้ผมทรงล้านเลี่ยนตรงกลาง ดูเป็นคนจิตใจดี
เมื่อรู้ว่าหลินฮ่าวคือคนที่คุณตาฉินแนะนำมา เถ้าแก่ก็ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นทันที หลินฮ่าวพบซึ้งนึ่งไม้ไผ่ที่ต้องการ งานฝีมือดูใช้ได้ทีเดียว เขาเลือกซื้อทั้งซึ้งนึ่งแผ่นรองนึ่ง จานกระเบื้อง และอุปกรณ์ครัวเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายอย่าง
แม้ที่นี่จะเป็นตลาดของเก่า แต่ของที่เขาสังเกตเห็นส่วนใหญ่ล้วนเป็นของใหม่คุณภาพดี
เมื่อจ่ายเงินเถ้าแก่ก็ลดราคาให้เป็นกรณีพิเศษเพราะถือว่าเป็นคนคุ้นเคยของคุณตาฉิน แม้จะเป็นส่วนลดเพียงเล็กน้อย แต่หลินฮ่าวก็พอใจมากที่ได้ของครบตามต้องการ
“เถ้าแก่ครับ พอจะช่วยเอาของพวกนี้ไปส่งให้ผมที่ร้านหน่อยได้ไหม?”
ของมีปริมาณค่อนผมงมาก หลินฮ่าวจึงเอ่ยถาม เถ้าแก่ลังเลเล็กน้อยเพราะในร้านมีเขาอยู่เพียงคนเดียว แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งของคุณตาฉิน เขาจึงจำต้องหาทางช่วย
ทว่าสายตาของหลินฮ่าวกลับไปสะดุดเข้ากับรถสามล้อคันเล็กที่จอดอยู่หน้าร้าน
“รถสามล้อคันนั้น ของคุณใช่ไหมครับ?”
“ใช่ครับ”
“ขายไหม?”
เถ้าแก่ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมขายให้ในราคาถูกเพราะคิดว่าเป็นการทำบุญส่งเสริมหลานชายของคุณตาฉิน
หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อย หลินฮ่าวก็ขนของขึ้นรถสามล้อแล้วปั่นกลับร้านอย่างอารมณ์ดี นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่วู่วามแต่เขาคิดเรื่องการหารถขนของมาตั้งแต่เช้าแล้ว
การมีรถสามล้อจะช่วยให้เขาไปซื้อวัตถุดิบจากตลาดหลายๆ แห่งได้สะดวกขึ้นมากจะสวยหรือไม่สวยไม่สำคัญขอแค่ใช้งานได้ก็พอ
ในขณะที่กำลังปั่นรถสามล้ออยู่นั้น หลินฮ่าวก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเขาทันทีที่เท้าแตะคันเร่งและบังคับรถ เขารู้สึกว่าประสาทสัมผัสของเขาเฉียบคมขึ้นอย่างประหลาด ความคิดอ่านชัดเจนและมีสมาธิจดจ่ออย่างน่าทึ่ง
เขานึกถึงทักษะ ‘ขับเฟอร์รารี่ด้วยมือเดียว’ ที่ได้รับเป็นรางวัลจากการเช็คอินเมื่อเช้าขึ้นมาได้... แม้คันที่ขับจะเป็นแค่รถสามล้อเก่าๆ แต่ทักษะนี้ก็ยังทำงาน! แม้ประสิทธิภาพจะลดลงครึ่งหนึ่ง แต่แค่นี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
ไม่นานนัก เขาก็สังเกตเห็นว่าผู้คนที่เดินสวนไปมาตามท้องถนนต่างจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาแปลกประหลาด บางคนถึงกับกระซิบกระซาบกัน
หลินฮ่าวพยายามวิเคราะห์ท่าทีของพวกเขา และได้ข้อสรุปที่สมเหตุสมผลที่สุดว่า...
“พวกเขาต้องอิจฉาที่ผมหล่อแน่ๆ”