ตอน 18
บทที่ 18 : ซูชิงเฉี่ยนผู้หลงใหลในความเผ็ดร้อน
อาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้า ลมพายุบนที่ราบกว้างกลับมาพัดกระหน่ำจนเย็นเยือกไปถึงกระดูก
ทว่า ณ พื้นที่ว่างข้างรถบ้าน กลับมีแสงไฟอันอบอุ่นสว่างไสวขึ้น
หลินฮุยจอดรถพักไว้บนเนินสูงที่บังลม เป็นอันยุติภารกิจของวันนี้ ระยะทางที่เหลือไปยังโรงงานอะไหล่การบินร้างตามที่ซูชิงเฉี่ยนบอกนั้นยังห่างออกไปอีกกว่าสองร้อยลี้ การขับรถยามค่ำคืนในสภาพนี้ถือว่าเสี่ยงเกินไป เขาจึงตัดสินใจเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น
ซูชิงเฉี่ยนที่เหนื่อยจนปวดเมื่อยไปทั้งตัว หอบหายใจถี่พลางลากกล่องเครื่องมือปีนขึ้นรถมาด้วยความยากลำบาก
“เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว...” เธอวางกล่องลงบนพื้นก่อนจะจ้องมองหลินฮุยด้วยสายตาตัดพ้อ
“ไม่รู้จักถนอมบุปผาบ้างเลยหรือไงกัน...”
หลินฮุยไม่ได้สนใจสายตาของหญิงสาว เขาเพียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ทำงานได้ดีนี่”
พูดจบเขาก็หยิบน้ำแร่ขวดหนึ่งออกจากตู้เย็น บิดฝาแล้วยื่นให้ซูชิงเฉี่ยน ดวงตาของซูชิงเฉี่ยนเป็นประกายทันที เธอหิวน้ำมาทั้งบ่ายจนคอแห้งผากเหมือนจะมีควันออกมาอยู่แล้ว
“ขอบคุณค่ะ!”
ความรู้สึกอบอุ่นวาบขึ้นในอก เธอคิดว่าไอ้นายทุนคนนี้นับว่ายังมีมโนธรรมอยู่บ้าง ที่รู้จักแบ่งน้ำให้พนักงานดื่ม
ทว่าในจังหวะที่เธอยื่นมือออกไปรับ... มือของหลินฮุยกลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เขาชี้ไปที่กระจกรถด้านนอก ซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือดสีดำแดงและกลิ่นเหม็นเน่าที่ติดมาจากการชนซอมบี้ตลอดทั้งบ่าย
“ใครบอกให้เธอดื่ม?” หลินฮุยเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงเรียบเฉย
“เอาน้ำขวดนี้ไปล้างหน้ารถซะ มันเหม็นจนทำลายอารมณ์ฉันหมด ค่าสติของฉันแทบจะลดฮวบแล้วเนี่ย!”
มือของซูชิงเฉี่ยนค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ความรู้สึกซาบซึ้งใจเมื่อครู่แข็งค้างไปทันที ก่อนจะพังทลายลงทีละน้อย
“คุณ... คุณพูดว่าอะไรนะ?”
เธอจ้องมองหลินฮุยด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะใช้ให้เธอไปล้างรถ ยิ่งไปกว่านั้น ในยุควันสิ้นโลก น้ำคือทรัพยากรที่มีค่ามากกว่าทองคำ! ต่อให้เป็นหัวหน้ากิลด์ใหญ่ๆ ก็ไม่มีใครกล้าเอามาล้างรถหรอกจริงไหม?
“คุณจะให้ฉัน... เอาน้ำดื่ม... ไปล้างกองเนื้อเน่าพวกนั้นน่ะนะ?”
เสียงของซูชิงเฉี่ยนสั่นเครือ ทั้งโกรธทั้งตกตะลึง
“ไม่งั้นจะให้ใช้ ‘น้ำลาย’ ล้างหรือไง?” หลินฮุยยัดน้ำใส่มือเธอพร้อมโบกมือไล่อย่างรังเกียจ
“รีบไปซะ ล้างไม่สะอาดไม่ต้องกินข้าว”
ซูชิงเฉี่ยนยืนเคว้งอยู่ท่ามกลางลมหนาว
‘ไอ้คนเลว! นายทุนหน้าเลือด! ทำของเสียของเปล่า!’
เธอสบถด่าในใจอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็จำใจต้องฝืนกลั้นน้ำตา บิดฝาน้ำแล้วเทลงบนผ้าขี้ริ้วอย่างเบามือที่สุดเพื่อเช็ดคราบสกปรกเหล่านั้น ทุกหยดที่หยดลงไปกรีดลึกไปถึงหัวใจเธอ
นี่มันน้ำสะอาดเชียวนะ! เอามาล้างรถเนี่ยนะ!
คนผู้นี้ต้องบ้าไปแล้ว ไม่ก็เป็นพวกสติเฟื่องที่รวยจนเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ!
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซูชิงเฉี่ยนกลับขึ้นมาบนรถด้วยอาการสั่นเทาจากการถูกลมหนาวปะทะจนนิ้วมือแข็งไปหมด
“ล้างเสร็จแล้ว... ไอ้คนเลว...” เธอพึมพำพร้อมผลักประตูห้องโดยสารเข้าไป
ทว่าในวินาทีถัดมา กลิ่นหอมเผ็ดร้อนที่เข้มข้นจนเกือบจะเรียกว่ารุนแรงก็พุ่งเข้าจมูกของเธอ ราวกับตะขอที่เกี่ยวกระชากวิญญาณเธอไป
*โครก...* ท้องของซูชิงเฉี่ยนส่งเสียงประท้วงดังสนั่นโดยไม่ยอมทำตามคำสั่ง
เธอเงยหน้าขึ้นขวับ ทันใดนั้นเธอก็เห็นโต๊ะพับตัวเล็กที่เคยเอาไว้เก็บของ ขณะนี้กลับมีเตาแม่เหล็กไฟฟ้าตั้งอยู่ บนหม้อมีน้ำซุปสีแดงเดือดพล่าน พริกและเครื่องเทศกำลังเต้นระบำอยู่ในนั้น
ข้างๆ กันมีเนื้อแกะสไลด์และเนื้อวัวเกรดพรีเมียมสีแดงสลับขาววางเรียงราย รวมถึงผักกาด เห็ดเข็มทอง และเนื้อแฮมกระป๋องที่ล้างไว้อย่างสะอาดสะอ้าน...แถมยังมีเบียร์เย็นจัดที่บนกระป๋องมีหยดน้ำเกาะพราววางอยู่อีกด้วย!
หลินฮุยนั่งอยู่บนโซฟา ใช้ตะเกียบคีบเนื้อแกะแกว่งลงในหม้อ
“แกว่งเจ็ดขึ้นแปดลง... อื้ม สุกแล้ว”
เขาจิ้มเนื้อกับน้ำจิ้มงาแล้วส่งเข้าปากด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
ซูชิงเฉี่ยนยืนอึ้งอยู่ที่ประตู
...หม้อไฟ? เนื้อแกะ? เบียร์เย็นๆ?
เธอฝันไปหรือเปล่า? หรือว่าเมื่อกี้ถูกความหนาวจนหลอนไปแล้ว? นี่มันยุควันสิ้นโลกนะ! คนอื่นเขากำลังกัดขนมปังขึ้นรา ดื่มน้ำหมดอายุ แต่ไอ้หมอนี่กลับกำลังนั่งกินหม้อไฟในรถเนี่ยนะ?!
“ยืนบื้อทำไม?” หลินฮุยเงยหน้ามองเธอพลางชี้ไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“ไปอาบน้ำซะ ล้างตัวให้สะอาดแล้วมานั่งกิน กินให้อิ่มถึงจะมีแรงทำงาน”
ซูชิงเฉี่ยนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จจนมานั่งบนโซฟาและถูกยัดตะเกียบใส่มือ เธอก็ยังอยู่ในอาการมึนงง
“กินสิ จะให้ฉันป้อนหรือไง?” หลินฮุยรินเบียร์ให้เธอหนึ่งแก้ว
ซูชิงเฉี่ยนได้สติ เธอมองดูน้ำซุปสีแดงที่เดือดพล่านตรงหน้าแล้วขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ เธอคีบแฮมชิ้นหนึ่งเข้าปากโดยไม่สนใจว่าจะลวกหรือไม่
รสเผ็ดร้อนและความหอมของเนื้อระเบิดขึ้นในปาก ในวินาทีนั้น ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความเหนื่อยล้า และความกลัว ทุกความรู้สึกพรั่งพรูออกมาพร้อมกับอาหารอุ่นๆ มื้อนี้
“ฮือ...” ซูชิงเฉี่ยนเคี้ยวเนื้อไป ร้องไห้ไป น้ำตาหยดลงบนโต๊ะไม่หยุด
“เป็นอะไร? เผ็ดเกินไปหรือไง?” หลินฮุยขมวดคิ้ว
“ปะ...เปล่าค่ะ...” ซูชิงเฉี่ยนพูดอู้อี้ขณะยัดเนื้อแกะเข้าปากไม่หยุด
“มันอร่อยเกินไป... ฮือออ...”
“ในสถานการณ์แบบนี้ยังได้กินหม้อไฟ... มันมีความสุขที่สุดเลยค่ะ...”
“ตอนฉันอยู่ในรถถัง ฉันกินแต่ขนมปังอัดแท่งที่แข็งเหมือนก้อนหินแถมยังต้องดื่มน้ำเย็นจัด... กระเพาะแทบพังหมดแล้ว...”
“ขอพริกเพิ่ม... ขอพริกอีกค่ะ...”
“เอาแบบเผ็ดที่สุดเลย...”
หลินฮุยอดหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นสาวน้อยน่ารักที่กำลังร้องไห้เหมือนคนถูกใจสลาย แต่ในขณะเดียวกันก็กินราวกับวิญญาณหิวโหยเข้าสิง ความย้อนแย้งนี้มันช่างน่าเอ็นดูจริงๆ
“ค่อยๆ กิน ไม่มีใครแย่งหรอก” หลินฮุยเลื่อนจานเนื้อแกะตรงหน้าไปให้
“น้ำน่ะไม่ใช่ปัญหา อาหารก็ไม่ใช่ปัญหา ถ้าเธอทำงานให้ดี ต่อไปก็มีเนื้อกินทุกวัน อยากกินเผ็ดแค่ไหน ฉันมีพริกเพียบ”
อาหารที่ได้จากการล่าซอมบี้และเปิดกล่องทรัพยากรนั้นมีมากมาย และทั้งหมดถูกเก็บไว้ในมิติแยก ซึ่งอาหารในนั้นจะไม่มีวันเน่าเสีย
ซูชิงเฉี่ยนเงยหน้าขึ้นมองหลินฮุยด้วยดวงตาแดงก่ำ ในวินาทีนี้ ชายหนุ่มผู้เย็นชาและเอาแต่ใจตรงหน้า ดูราวกับมีแสงศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกายออกมา
“มีเนื้อกินทุกวัน... มีพริกกินด้วย?”
“อืม” ซูชิงเฉี่ยนสูดจมูก กลั้นน้ำตาเอาไว้ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“บอส... อืม ต่อไปฉันจะเรียกคุณว่าบอส พรุ่งนี้จะให้ฉันรื้ออะไรฉันจะรื้อให้หมด! ต่อให้ต้องให้รื้อหุ่นยนต์กันดั้มฉันก็จะทำ!”
ตราบใดที่ได้กินหม้อไฟ งานแค่นี้จะเป็นอะไรไป?
บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง ทั้งสองคนนั่งกินไปคุยกันไป บางทีอาหารมื้ออร่อยอาจช่วยลดความระแวงลงได้ ซูชิงเฉี่ยนจึงเริ่มเปิดใจ
“ฉันเป็นคนเจ้อเจียง ก่อนมาที่นี่เป็นนักศึกษาปีหนึ่งคณะศิลปกรรมค่ะ”
ซูชิงเฉี่ยนจิบเบียร์เย็นๆ ใบหน้าเล็กๆ ของเธอเริ่มเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อ