ตอน 4

บทที่ 4 ยุวปัญญาชนโม่ดูงดงามขึ้นกว่าเดิม...


เมื่อสิ้นคำพูดของเธอ ทุกคนต่างพยักหน้าพร้อมเพรียงกันราวกับลูกไก่จิกข้าวสารดูน่าขบขันไม่น้อย

“อยากสิ ต้องอยากอยู่แล้ว นั่นมันเนื้อเชียวนา!”

“มีแค่พวกโง่เท่านั้นแหละที่ไม่คิดจะกินเนื้อ...”

“รีบไปแบ่งเนื้อกันเถอะ!”

ปกติพวกเขาก็ได้ลิ้มรสเนื้อแค่ตอนฆ่าหมูปีใหม่เท่านั้น จะไม่ให้โหยหาได้อย่างไร! ยามนึกถึงเนื้อน้ำลายก็พาลจะไหลย้อยออกมาจนกลืนแทบไม่ทัน

ชาวบ้านต่างจ้องมองโม่หรานด้วยความคาดหวังรอคอยให้เธอนำหมูป่าตัวใหญ่นี้ออกมาแบ่งเสียที หมูป่าตัวเบ้อเริ่มเทิ่มเช่นนี้ แต่ละครอบครัวคงได้แบ่งไปสักสองสามชั่งเก็บไว้ทำหมูเค็มกินได้นานหลายเดือนเลยทีเดียว...

เห็นทุกคนกลืนน้ำลายและทำหน้าตาคาดหวัง โม่หรานก็คลี่ยิ้มออกมารอยยิ้มนี้ทำให้ใบหน้าที่ประณีตงดงามอยู่แล้วยิ่งดูมีเสน่ห์เย้ายวนใจเกินบรรยาย

บรรดาชายหนุ่มในหมู่บ้านที่ได้เห็นโฉมงามยิ้มแย้มต่างตกอยู่ในภวังค์พวกเขารู้สึกว่า... ยุวปัญญาชนโม่ดูงดงามขึ้นกว่าเดิม!

พวกเขาได้รับการศึกษาน้อยนัก จึงไม่รู้จะบรรยายกลิ่นอายอันสูงส่งและเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเธออย่างไร รู้เพียงว่าเธอดูคล้ายเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ที่ห่างไกลจากทางโลกเหลือเกิน โม่หรานงดงามเกินไป งดงามจนพวกเขาเกิดความรู้สึกผิดบาปราวกับกำลังลบหลู่เทพเจ้าหากยังจ้องมองต่อไป

เหล่าชายหนุ่มได้แต่ตะลึงงันไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีด้วยใบหน้าแดงก่ำ ไม่กล้าสบตาอีกต่อไปแม้แต่พวกชายฉกรรจ์ที่แต่งงานแล้วก็ยังตาค้างไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อตั้งสติได้ก็รีบหลบสายตาด้วยความเขินอาย หากยังมองต่อไปเกรงว่ากลับบ้านไปคงถูกภรรยาอาละวาดเอาแน่

ทุกคนต่างเบือนหน้าหนีไปหมด ยกเว้นเพียงสามคนที่ยังคงจ้องมองโม่หรานเขม็ง แววตาของพวกเขาเริ่มแสดงความหื่นกระหายอย่างชัดเจน

หลังจากบำเพ็ญเพียรในโลกเซียนมานับพันปี ประสาทสัมผัสของโม่หรานเฉียบคมยิ่งนัก รอยยิ้มบนใบหน้าพลันหายวับไปเธอเหลือบมองดวงตาคู่ที่แฝงแววหื่นกามเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชา


เมื่อเห็นใบหน้าอัปลักษณ์ราวกับแผ่นแป้งงาของทั้งสามคน เธอก็เข้าใจทันทีว่านี่คือไอ้อันธพาลสามตัวประจำหมู่บ้านหงฉี!

กล้าใช้สายตาหน้าขยะแขยงมองเธอเช่นนี้ ดูท่าคราวก่อนจะยังโดนสั่งสอนไม่เข็ด! ความทรงจำของโม่หรานค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เธอจำได้ว่าในชาติก่อน ไอ้อันธพาลสามตัวนี้เคยแอบสะกดรอยตามเธอขึ้นไปยังเทือกเขาเก้ามังกรหวังจะทำมิดีมิร้าย แต่สุดท้ายก็ถูกเธอซัดจนหมอบราบคาบแก้ว

เธอเติบโตมาในเขตที่พักอาศัยของกองทัพ ทั้งยังเรียนรู้วิชายุทธ์และมีพละกำลังมหาศาลติดตัวมาแต่กำเนิด ต่อให้พวกไอ้กุ้งแห้งพวกนี้มาเพิ่มอีกสิบคนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอหรอก

โม่หรานไม่เคยใส่ใจพวกอันธพาลเหล่านี้ แต่ว่าตอนนี้... หึหึ สามตัวนี้ ใครดีนะที่จะให้แต่งงานกับ ‘เพื่อนรัก’ อย่างหลินอี?


ในเมื่อหลินอีอยากจะใช้ความตายของเธอเป็นบันไดเพื่อกลับเข้าเมืองก็จงติดอยู่ในหลุมในป่าที่เธอรังเกียจนี่ไปตลอดชีวิตเถอะ

สายตาเย็นชาของโม่หรานกวาดผ่านใบหน้าของคนทั้งสาม ทำเอาพวกมันตัวสั่นงันงก รีบก้มหัวลงไม่กล้าสบตา นังนี่แรงเยอะเกินไป! ทำไมพวกมันถึงสมองไหลไปคิดเรื่องโง่ๆ แบบนั้นอีกนะ!

การถูกจ้องมองด้วยสายตาเยือกเย็นทำให้คนทั้งสามขาสั่นระริก หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว การถูกซัดจนต้องนอนติดเตียงอยู่สิบวันเมื่อครึ่งเดือนก่อนยังคงฝังใจ ตอนนั้นเพราะกลัวจะถูกจับเข้าคุกฐานพยายามอนาจารพวกมันจึงอ้างกับชาวบ้านว่าถูกสัตว์ร้ายทำร้าย ไม่กล้าบอกความจริงว่าโดนโม่หรานอัดจนน่วม นี่มันน่าเจ็บใจจริงๆ!

“ถุย!”

ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าอึดอัดแม่ม่ายหวังก็ถ่มน้ำลายสีเหลืองเหนียวลงบนพื้นด้วยความรังเกียจ 'อีตัวดี' เธอสบถในใจพลางเขม่นมอง ทุกคนกำลังถูกโม่หรานสะกดด้วยรอยยิ้มนั้น แม้แต่ตัวเธอเองยังเผลอเคลิ้มไปครู่หนึ่งยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น

“เนื้อพวกนี้ฉันแบ่งให้ได้ แต่พวกคุณต้องเอาแต้มสะสมมาแลก”


โม่หรานเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบคนที่กระโดดออกมาค้านคนแรกคือแม่ม่ายหวัง


“นั่นมันหมูป่าของส่วนรวม ทำไมต้องเอาแต้มไปแลกกับหลอน! ฉันไม่ยอม!”

โม่หรานแค่นหัวเราะ


“ก็เพราะหมูป่าตัวนี้ฉันเป็นคนจัดการเองไงล่ะ ถ้าไม่ยอมก็ไปขึ้นเขาล่ามาเองสิ!”


เธอกล่าวพลางใช้มือเดียวฉุดร่างหมูป่าขึ้นมาแล้วฟาดลงพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

ทุกคนสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจและจ้องมองโม่หรานด้วยสายตาหวาดหวั่นราวกับมองสัตว์ประหลาด เด็กสาวคนนี้แรงเยอะขนาดนี้เชียวหรือ? หมูตัวใหญ่หลายร้อยชั่งถูกมือเดียวหิ้วขึ้นมาแบบนั้นน่ะนะ!

ความไม่พอใจของชาวบ้านมลายหายไปในพริบตา เอ้าแลกก็แลก! นานๆ ทีจะมีหมูให้กินได้จ่ายแต้มแลกเนื้อก็คุ้มอยู่แล้ว

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้าคัดค้าน โม่หรานจึงหันไปหาหัวหน้าหมู่บ้านหลี่กั๋วเฉียง


“หัวหน้าหลี่ เรื่องแบ่งเนื้อไม่รีบเท่าการหาคนใส่ร้ายข้าไม่อย่างนั้นข้าก็ไม่มีอารมณ์แบ่งเนื้อให้ใครทั้งนั้น”

ใบหน้าของหลินอีซีดเผือดเธออุตส่าห์ดึงความสนใจไปที่เรื่องเนื้อแล้วแต่ยัยแพศยานี่กลับลากกลับมาที่เดิม หลินอีเม้มปากทำสีหน้าลำบากใจ


“หรานหราน มันมืดแล้วนะแบ่งเนื้อไปก่อนเถอะความจริงอะไรนั่นเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน เธอไม่อยากให้ทุกคนได้กินเนื้อรึไง?”

คำพูดของเธอฟังดูมีเหตุผลแต่คราวนี้กลับไม่มีใครกล้าเออออด้วย เพราะทุกคนรู้ดีว่าหากทำให้ยุวปัญญาชนโม่โกรธขึ้นมา อาจจะถูกจับทุ่มลงพื้นจนกระดูกหักได้!

โม่หรานหัวเราะแผ่วเบาแล้วมองเข้าไปในตาของหลินอี


“ดูเหมือนเธอจะกลัวฉันหาความจริงนะ หรือว่าข่าวลือนั่นเกี่ยวกับเธอ?”

หลินอีสะดุ้งโหยง รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน


“ไม่ใช่เสียหน่อย หรานหรานเธออย่าพูดมั่วสิ! เราเป็นเพื่อนรักกันนะ เธอทำแบบนี้ฉันเสียใจนะ”


เธอแสร้งทำเป็นเจ็บปวดและเช็ดน้ำตา ถ้าเป็นเมื่อก่อนโม่หรานคงจะปลอบใจเธอไปแล้ว แต่ตอนนี้โม่หรานกลับรู้สึกสะอิดสะเอียนกับละครฉากนี้เหลือเกิน

ความคันไม้คันมือเริ่มกลับมาอีกครั้ง เธออยากจะซัดหน้าเพื่อนรักจอมปลอมคนนี้เสียจริง


แต่ก็นะ... การลากคนไปยัดกระสอบซ้อมในยามค่ำคืนมืดมิดน่าจะสนุกกว่า


หลินอีรออยู่นานแต่ก็ไม่ได้รับการปลอบโยนใดๆ จากโม่หรานเธอรู้สึกไม่ดีในใจ หรือว่ายัยนั่นจะรู้ความลับอะไรบางอย่างแล้ว? เธอเงยหน้าขึ้นมองโมรันด้วยดวงตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาและพูดออกมาอย่างติดขัด


"หรานหราน เธอเข้าใจผิดเกี่ยวกับฉันหรือเปล่า?"


หลินอีเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด จนมีคนทนไม่ไหวจึงผลักเธอออกไปและหยุดเธอไว้


"เอาล่ะ ปัญญาชนหลินไปร้องไห้ที่อื่นเถอะ เรื่องสำคัญกว่าคือการค้นหาความจริงและแบ่งปันเนื้อ ถ้ามัวแต่ชักช้า เดี๋ยวก็มืดสนิทแล้ว"

"ใช่แล้ว แค่เอ้อร์โก่วจื่อพูดไม่กี่คำก็ไม่ทำให้การแจกจ่ายเนื้อล่าช้า เราคุยกันไปเดินไปก็ได้..."


ทุกคนต่างรู้ว่าโม่หรานคงไม่ยอมแบ่งเนื้อให้จนกว่าจะรู้ความจริง ดังนั้นทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกัน