ตอน 3
บทที่ 3 อยากกินเนื้อกันทุกคนเลยเหรอ?
โม่หรานไม่ได้ตอบคำถามของหลี่กั๋วเฉียง แต่กลับเบนสายตาไปทาง 'ป้าหวัง' หญิงม่ายที่แผดเสียงดังที่สุดเมื่อครู่นี้
เธอยังจำยัยป้าหวังคนนี้ได้ดี เป็นพวกมนุษย์ป้าตัวแม่ที่คิดเอาเองว่าคนทั้งโลกต้องคอยเอาใจลูกชายของหล่อนไปเสียหมด สำหรับความทรงจำเมื่อพันปีก่อน โม่หรานอาจจะลืมเลือนไปบ้าง อีกอย่างเธอเพิ่งมาอยู่ที่หมู่บ้านหงฉีได้เพียงเดือนเดียว
แต่ถ้าถึงขั้นทำให้เธอจำได้ ป้าหวังคนนี้ก็ถือว่าเป็น 'ยอดคน' ประเภทหนึ่งเหมือนกัน
จำได้ว่าเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันจนอีกฝ่ายแพ้ราบคาบแล้วยังมาร้องโวยวายขอค่าทำขวัญ ตอนนั้นเธอรำคาญเลยโยนเงินให้ไปเท่าไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว เมื่อเวลาผ่านไปโม่หรานจะจำได้เพียงคนที่สร้างความประทับใจให้เธอจริงๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะคนที่รักหรือศัตรูที่แค้นฝังหุ่น ส่วนคนอื่นๆ ถ้าไม่เจอกันอีก ก็คงนึกไม่ออก
เมื่อนึกถึงครอบครัวในภพชาตินี้ โม่หรานก็รู้สึกเหมือนข้ามผ่านกาลเวลามานานแสนนาน ซึ่งก็ใช่จริงๆ เพราะมันคือการข้ามผ่านภพชาติมาแล้วรอบหนึ่ง ตอนนั้นเธอน่าจะเสียสติไปแล้วจริงๆ ถึงได้เลือกที่จะติดตาม 'หลินอี' ลงมาชนบทแห่งนี้...
โม่หรานดึงสติกลับมา สายตาคมกริบจ้องมองไปที่ป้าหวังแล้วเอ่ยปาก
"ป้าหวัง ป้าเห็นกับตาตัวเองหรือเปล่าว่าฉันตามผู้ชายขึ้นภูเขาเก้ามังกรไป? ถ้าไม่เห็นคำพูดเมื่อกี้ของป้าถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท เป็นความผิดทางอาญานะ ถ้าฉันแจ้งความขึ้นมาป้าก็เตรียมตัวไปใช้แรงงานปรับทัศนคติในคุกได้เลย!"
พูดจบเธอก็ปรายตามองหลินอีที่ยังคงยืนหน้าเหวอด้วยความตกใจอย่างมีความนัย
หลินอีตกใจจริงๆ เพราะโม่หรานควรจะดื่มน้ำที่เธอผสมยาพิษเข้าไปแล้วสิ ไม่เช่นนั้นนางคงไม่หายขึ้นเขาไปทั้งบ่ายแบบนี้ บนภูเขาเก้ามังกรนั่นมีสัตว์ร้ายมากมาย เธอรู้ดีว่าโม่หรานอาศัยว่าแรงเยอะเลยชอบเข้าป่าลึก ถ้าโม่หรานสลบอยู่ข้างใน ก็มีหวังถูกสัตว์ป่าคาบไปกินแน่นอน
แต่ตอนนี้คนกลับลงมาได้แถมยังลากหมูป่าตัวเบ้อเริ่มลงมาด้วย!
ดูท่าคงเป็นเพราะดวงดีที่ตอนสลบไม่เจอสัตว์ร้าย บัดซบจริงๆ รู้งี้ใส่ยาพิษให้ตายตั้งแต่อยู่ในน้ำไปเลยก็ดี... เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินอีก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นที่แผนการกำจัดโม่หรานล้มเหลว
คนในที่นั้นมัวแต่จดจ้องกับหมูป่าตัวใหญ่ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหลินอี
ป้าหวังกำลังจ้องเขม็งไปที่หมูป่าน้ำลายแทบไหลย้อย ตอนนี้ในหัวของป้ามีแต่เรื่องเนื้อจะไปสนใจเรื่องโม่หรานไปมั่วกับผู้ชายที่ไหนก็ช่างเถอะ พอได้ยินคำว่า 'ความผิดทางอาญา' และ 'ใช้แรงงานปรับทัศนคติ' ป้าก็ลนลานรีบโบ้ยความผิดทันที
"ฉันก็แค่ได้ยินมาจากเจ้าเอ้อร์โก่วไม่ได้เห็นกับตาหรอก ผิดก็ผิดที่เจ้าเอ้อร์โก่วสิ เธอไปแจ้งความจับมันนู่น อย่ามาจับฉันนะ..."
ปากก็พูดไปแต่สายตายังไม่ละไปจากหมูป่า กลัวว่าถ้าหันไปมองทางอื่นหมูตัวนี้จะหายไป
โม่หรานเลิกคิ้วขึ้น หึหึ พลังอำนาจของเนื้อในยุคสมัยนี้ช่างรุนแรงจริงๆ ขนาดคนพวกนี้ยังน้ำลายสอได้เลย เธอหันไปกวาดสายตามองทุกคนที่กำลังดูดน้ำลายเอื๊อกๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ใครคือเอ้อร์โก่ว ออกมานี่"
สิ้นเสียงของเธอเด็กชายวัยเจ็ดแปดขวบคนหนึ่งก็สะดุ้งสุดตัวและถอยกรูดไปอยู่หลังฝูงชน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
โม่หรานมองตามเด็กชายคนนั้นแล้วขมวดคิ้ว เด็กน้อยคนนี้ผอมแห้งกร้าน สีหน้าซีดเซียว มองปราดเดียวก็รู้ว่าขาดสารอาหาร โม่หรานรื้อฟื้นความจำในหัวจนนึกออกว่าเด็กคนนี้คือเอ้อร์โก่ว เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ อาศัยอยู่กับย่าที่แก่ชรา ชีวิตค่อนข้างลำบาก
เมื่อนึกถึงสถานการณ์ของเอ้อร์โก่วได้ โม่หรานก็ผ่อนจิตสังหารลง เธออยากให้โอกาสเด็กคนนี้กลับตัวสักครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหนูจะคว้าไว้ได้ไหม
"เอ้อร์โก่ว อยากกินเนื้อไหม?" โม่หรานถาม
"ถ้าอยากกินก็บอกทุกคนมาว่าทำไมถึงโกหกเรื่องที่ฉันขึ้นเขาไปกับผู้ชาย พูดความจริงนะเด็กที่โกหกไม่ได้กินเนื้อหรอก~"
ตอนแรกเอ้อร์โก่วกลัวกลิ่นอายที่น่าสะพรึงของโม่หรานจนต้องหลบหลังย่าแต่พอโม่หรานเก็บจิตสังหารไป ความกลัวในใจก็ลดลง เมื่อเผชิญกับแรงดึงดูดของเนื้อหมูป่า
เขาโผล่หัวเล็กๆ ออกมาจากหลังย่า ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปที่หมูป่า กลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วเงยหน้ามองโม่หรานด้วยความลังเล
"พี่สาวโม่... ถ้าพูดความจริงจะได้กินเนื้อจริงๆ ใช่ไหมครับ?"
จริงๆ แล้วเขาก็ไม่อยากโกหกหรอกแต่ว่า... เขาอยากกินลูกอมมากเหลือเกิน เสียงเขาสั่นเครือพลางลูบกระเป๋ากางเกงที่มีรอยปะไปมา ลูกอมนมกระต่ายขาวยังอยู่ในนั้น เอ้อร์โก่วรู้สึกสับสน
เขาอยากรู้ว่าถ้าพูดความจริงออกมา พี่สาวหลินจะทวงลูกอมคืนไหมแต่เขาก็อยากกินเนื้อด้วย ตั้งแต่พ่อตายไปเขาก็ไม่ได้กินเนื้ออีกเลย ย่าเองก็นานมากแล้วที่ไม่ได้กิน
เมื่อคิดถึงรสชาติเนื้อ เอ้อร์โก่วก็กลืนน้ำลายอีกครั้งจนมั่นใจว่าน้ำลายไม่ยืดออกมาแล้วจึงพูดต่อ
"พี่สาวโม่... ผมขอโทษ ผมไม่ควรพูดมั่วซั่ว ผมไม่ได้เห็นพี่ขึ้นเขาไปกับผู้ชายหรอก มันคือ..."
เมื่อเห็นว่าเอ้อร์โก่วกำลังจะหลุดปากพูดความจริง หลินอีก็ร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก ไม่ได้!
จะให้ความจริงเปิดเผยไม่ได้ ถ้าทุกคนรู้ว่าเธอเอาลูกอมไปล่อให้เอ้อร์โก่วใส่ร้ายโม่หราน ชื่อเสียงของเธอคงจบเห่ เด็กอย่างเอ้อร์โก่วไม่มีใครถือโทษหรอก
แต่เธอถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว การเสี้ยมสอนเด็กให้โกหกแบบนี้ คนอื่นต้องมองว่าเธอจิตใจอำมหิตเป็นแน่และถ้าโม่หรานยัยโง่นั่นรู้ความจริงขึ้นมา แล้วเลิกคบเธอไปล่ะ? เธอก็จะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรจากนังนี่อีก!
ยิ่งคิดยิ่งกลัวหลินอีรีบวิ่งเข้าไปหาโม่หรานแล้วปล่อยโฮออกมา
"ฮือๆ หรานหราน ในที่สุดเธอก็กลับมา ฉันนึกว่าเธอจะเป็นอะไรไปเสียแล้วตกใจแทบตายแน่ะ ฮือๆ..."
เป็นไปตามคาดคำพูดของเธอตัดบทเอ้อร์โก่วไปได้สำเร็จ หลินอีแอบโล่งใจ กลับไปคงต้องยัดลูกอมให้เด็กคนนี้อีกหน่อยเพื่อปิดปากให้สนิท เรื่องของเด็กน่ะเหรอ ไม่มีอะไรที่ลูกอมไม่กี่เม็ดแก้ไม่ได้หรอก
หลังจากโล่งใจเธอก็แกล้งเช็ดน้ำตาโดยไม่ให้ใครเห็นแววตาอำมหิตที่ซ่อนอยู่ 'นังโม่หรานสารเลว ทำไมไม่ตายๆ ไปเสียที ถ้าเธอตาย ฉันก็จะได้เสียบแทนและได้รับความรักทั้งหมดที่ครอบครัวตระกูลโม่มีให้เธอ... ทำไมทั้งที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ฉันต้องมาดิ้นรนอยู่ในโคลนตมแบบนี้ ฉันไม่ยอม...'
โม่หรานในตอนนี้ประสาทสัมผัสไวมาก เธอจับสัมผัสความเกลียดชังและอิจฉาที่แผ่ออกมาจากหลินอีได้ชัดเจน เธอเหยียดมุมปากเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน งูพิษตัวนี้สมัยก่อนเธอคงตาบอดจริงๆ ถึงมองไม่ออก ดีที่สวรรค์ยังเมตตาให้เธอได้กลับมาในภพชาตินี้และให้โอกาสแก้แค้น
โม่หรานไม่ได้รีบเปิดโปงธาตุแท้ของหลินอี เธอทำเพียงยืนมองการแสดงงิ้วของอีกฝ่ายอย่างเย็นชา
ท่าทีเฉยเมยนั้นทำให้หลินอีตกตะลึง 'นังสารเลวนี่เห็นฉันร้องไห้ ไม่ใช่ว่าควรจะรีบเข้ามาปลอบใจฉันอย่างตื่นตระหนกหรอกเหรอ? ทำไมถึงนิ่งเงียบแบบนี้ล่ะ!' หลินอีพยายามแกล้งร้องไห้อยู่นานแต่เมื่อเห็นโม่หรานไม่คิดจะปลอบใจเลยก็เริ่มจะร้องไม่ออก เธอเหลือบไปเห็นหมูป่าตัวยักษ์นั่นจึงเปลี่ยนแผนทันที
"หรานหราน สัตว์ป่าบนเขานี้ถือเป็นทรัพย์สินส่วนรวมนะ เธอควรจะมอบหมูป่าตัวนี้ให้หน่วยผลิตจัดการดีกว่าฟ้าจะมืดแล้ว ทุกคนรอส่วนแบ่งเนื้อกันอยู่นะ!"
สิ้นคำพูดของเธอเหมือนเป็นการแหย่รังแตน ชาวบ้านที่มองหมูป่าจนน้ำลายหกพากันโวยวาย
"สหายหลินพูดถูก หมูป่าตัวนี้เป็นทรัพย์สินส่วนรวม สหายโม่ส่งหมูออกมาเถอะ"
"ใช่ รีบแบ่งเนื้อเร็วเข้า ถ้าเร็วหน่อยคืนนี้พวกเราคงได้กินเนื้อกันแล้ว!"
แม้แต่พวกยุวปัญญาชนที่มาจากในเมืองก็ยังตาเป็นมันรอแบ่งเนื้ออยู่เช่นกัน ตั้งแต่ลงมาชนบทพวกเขาก็ไม่ได้แตะเนื้อมานานแล้ว บางคนทนความอยากไม่ไหวถึงขั้นเลิกสนใจภาพลักษณ์และเข้าร่วมขบวนการเร่งรัด
"นั่นสิสหายโม่ ฟ้าจะมืดแล้ว แบ่งเนื้อกันเถอะ!"
"ใช่ อย่าลีลาเลย เดี๋ยวฟ้ามืดสนิทจะทำงานกันลำบาก เรื่องของเธอไว้ค่อยคุยกันก็ได้ ไม่รีบ~"
ตอนนี้ทุกคนมัวแต่หมกมุ่นกับความอยากเนื้อ ใครจะไปสนใจว่าโม่หรานไปมั่วสุมกับผู้ชายที่ไหนมา ส่วนความจริงน่ะเหรอ?
เอาไว้รอให้เนื้อเข้าปากก่อนค่อยว่ากัน
หลินอีเห็นว่าทุกคนหันไปจดจ้องที่หมูป่าก็ดีใจ คิดว่าคงไม่มีใครสนใจความจริงแล้ว แค่ถ่วงเวลาได้ เธอก็จะทำให้เอ้อร์โก่วปิดปากให้เงียบสนิท
โม่หรานสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของหลินอีแล้วเลิกคิ้วขึ้น 'หึ ดูสิ งูพิษตัวนี้เริ่มวางแผนชั่วอีกแล้ว สงสัยเห็นฆ่าเธอไม่สำเร็จเลยจะเอาอีกรอบ' โม่หรานอยากจะฟาดให้ตายๆ ไปให้จบเรื่อง
แต่เมื่อนึกถึงครอบครัวที่เธอเฝ้ารอจะเจอก็ต้องยับยั้งชั่งใจไว้ ถ้าฆ่าคนกลางหมู่บ้านแบบนี้ครอบครัวเธอที่เมืองหลวงคงเดือดร้อนไปด้วย
วิธีแก้แค้นมีตั้งเยอะแยะ จะไปให้งูพิษตัวนี้ตายง่ายๆ ได้ยังไงกัน?
ความตายมันสบายเกินไป หลับตาก็ไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว สู้ค่อยๆ เล่นสนุกให้งูพิษตัวนี้อยู่อย่างทรมานจนอยากตายยังจะสะใจกว่า โม่หรานกดความรู้สึกอยากฆ่าทิ้ง แล้วปรายตามองหลินอีอย่างเย็นชา แววตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมเยือกเย็นและรอยยิ้มสมเพชต่อเหยื่อที่อยู่ในกำมือ
หลินอีรู้สึกขนลุกซู่ไปถึงสันหลังโดยไม่มีเหตุผลเธอหันไปเร่งโม่หรานอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหย
"หรานหราน เธอคงไม่ได้คิดจะเก็บหมูป่าไว้เองหรอกใช่ไหม? มันเป็นทรัพย์สินส่วนรวมนะ ทำแบบนี้ไม่ถูกนะ"
เธอทำหน้าเหมือนโม่หรานทำเรื่องเลวร้ายถึงที่สุด
"หัวหน้าหน่วยคะ ท่านช่วยพูดอะไรหน่อยสิ!"
ชาวบ้านพากันกดดัน "ใช่ครับหัวหน้า! ผมไม่ได้กินเนื้อมาปีนึงแล้วนะ รีบแบ่งหมูตัวนี้เถอะ..."
โม่หรานมองผ่านชาวบ้านทุกคนที่รุมเร้าเข้ามาแล้วยกยิ้มที่มุมปาก
"อยากกินเนื้อกันทุกคนเลยเหรอ?"