ตอน 2

บทที่ 2 เนื้อชิ้นโต


ณ คอมมูนแสงตะวัน หมู่บ้านหงฉีหน่วยผลิตที่หนึ่ง ช่วงเวลาโพล้เพล้บริเวณตีนเขาเก้ามังกร

กลุ่มหญิงชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังล้อมหน้าล้อมหลังเด็กสาวที่สวมเสื้อเชิ้ตผ้าเตตระกอนสีขาวตัวหนึ่ง ต่างพากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุดหย่อน

“ยุวปัญญาชนหลิน ทางที่ดีต่อจากนี้ไปหนูควรอยู่ห่างจากยุวปัญญาชนโม่ไว้หน่อยนะ อย่าเอาชื่อเสียงตัวเองไปแปดเปื้อนเพราะเขาเลย”

“นั่นสิ ยุวปัญญาชนหลินเป็นเด็กดี อย่าให้คนอย่างยุวปัญญาชนโม่ลากลงต่ำไปด้วยเลย”

“...”

หลินอีถักผมเปียสองข้างที่เป็นทรงยอดนิยมในยุคนี้ ใบหน้าของเธอดูหมดจดงดงามแม้รูปร่างจะค่อนไปทางเล็กกะทัดรัด สูงประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบเซนติเมตรเท่านั้น


ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มบรรดาป้าๆ ชาวบ้านผิวกร้านแดดรอบข้าง ผิวพรรณของเธอกลับดูขาวผ่องนวลเนียน ยิ่งขับให้เธอดูอ่อนหวานน่าทะนุถนอม

หลินอีก้มหน้าก้มตาฟังคำตัองเตือนด้วยความหวังดีเหล่านั้นตลอดทาง โดยไม่ได้ส่งเสียงคัดค้านแม้แต่น้อย ดูเป็นเด็กสาวที่ว่านอนสอนง่ายและไร้เดียงสา ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นประกายแห่งความสมใจในแววตาที่ก้มต่ำลงนั้น

‘โม่หราน ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกนะ! ถึงตายไปแล้วก็ยังทิ้งชื่อเสียงว่าเป็นพวก ‘รองเท้าแตะ’ (สำส่อน) ให้เธอแบกรับไว้ ฮ่าๆ...’

ในใจของหลินอีหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แต่ภายนอกกลับยังคงทำสีหน้าซื่อใสไร้พิษภัย จนไม่มีใครมองออกเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อบรรดาป้าๆ ตักเตือนหลินอีจนพอใจแล้ว ก็เริ่มเปลี่ยนหัวข้อไปนินทาเรื่องของโม่หร่าน

“ป่านนี้แล้วยังไม่ลงมาอีก หรือว่ารู้ตัวว่าเรื่องแดงขึ้นมาแล้วเลยไม่กล้าลงมากันแน่?”

“น่าจะใช่ การทำตัวสำส่อนแบบนั้นมีหวังต้องถูกจับแห่ประจานแน่ๆ คงจะกลัวจนหัวหดหลบอยู่บนเขาไม่กล้าลงมาแล้วล่ะ”

“ถุย! อีหน้าไม่อาย แค่เห็นท่าทางยั่วยวนชวนฝันนั่นครั้งแรก ฉันก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่คนดี...”

“เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่เท่าไหร่ ก็พากันไปมุดป่ากับชายชู้แล้ว เสื่อมเสียชื่อเสียงหมู่บ้านหงฉีเราหมด...”

“...”

“หรือว่าชายป่าคนนั้นจะแรงดีถึงใจ เลยไม่อยากกลับลงมาแล้วล่ะมั้ง...”

ยิ่งคุยหัวข้อสนทนาก็ยิ่งออกทะเลไปไกล จนสาวน้อยสาวใหญ่ที่ยังไโม่อกเรือน หรือเพิ่งแต่งงานใหม่ๆ ต่างหน้าแดงก่ำด้วยความกระดากอาย


ยิ่งคำพูดเหล่านั้นฟังดูแย่เท่าไหร่ ความสะใจในใจของหลินอีก็ยิ่งพองโต แต่เธอก็แสร้งทำเป็นหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอายตามน้ำไปเหมือนคนอื่นๆ

ในตอนนั้นเอง ป้าวัยกลางคนคนหนึ่งที่มีโหนกแก้มสูง ใบหน้าดูเจ้าเล่ห์เพทุบายก็จงใจแผดเสียงดังขึ้น

“ยุวปัญญาชนโม่เพิ่งมาที่นี่ได้เดือนเดียวก็คว้าชายชู้ไปมั่วสุมเสียแล้วโชคดีจริงๆ ที่ลูกชายฉันไม่ได้แต่งกับนังนี่ ของเน่าๆ แบบนั้นใครได้ไปก็มีแต่ซวย...”

“ไอ้ท่าทางจิ้งจอกยั่วนั่น ดูยังไงก็พวกไม่รักดี เห็นไหมล่ะ สุดท้ายก็อดทนความเงียบเหงาไม่ไหว...”

ขณะพูดนางก็เผยรอยยิ้มสมน้ำหน้าออกมาจนเห็นฟันเหลืองๆ นางคือแม่ม่ายแซ่หวังแห่งหน่วยผลิตที่หนึ่ง ลูกชายของนางชื่อหลี่ชิ่ง อายุสิบแปดปีเพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายและทำงานเป็นคนจดคะแนนในหน่วยผลิต

นับตั้งแต่กลุ่มยุวปัญญาชนใหม่มาถึงเมื่อเดือนก่อน หลี่ชิ่งก็มักจะเอาของกินดีๆ จากบ้านไปวิ่งวุ่นที่บ้านพักยุวปัญญาชนอยู่บ่อยครั้ง แม่ม่ายหวังจึงสังเกตเห็นว่าลูกชายตนเริ่มมีใจให้โม่หราน


ถึงแม้โม่หรานจะมีพละกำลังเยอะและขยันทำงานและนางก็ไม่ได้รังเกียจรูปร่างหน้าตาที่ดูยั่วยวนเหมือนจิ้งจอกนั่น นางยอมรับให้โม่หรานเป็นลูกสะใภ้แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า เมื่อนางพาลูกชายไปสู่ขอ โม่หรานกลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย!

แม่ม่ายหวังโกรธจนถึงกับถกแขนเสื้อพุ่งเข้าใส่ หวังจะข่วนหน้าโม่หรานให้เสียโฉม แต่กลับถูกโม่หรานรวบตัวกดลงพื้นแล้วซัดเสียจนน่วม แม้จะได้ค่าทำขวัญสองหยวนมา แต่นางก็ฝังใจแค้นโม่หรานมาโดยตลอด

โดยเฉพาะเมื่อเห็นลูกชายสุดที่รักที่ทั้งขาวสะอาดและสุภาพอ่อนโยนต้องมาเสียใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ นางก็ยิ่งเกลียดชังโม่หรานมากขึ้นไปอีก เมื่อได้ยินว่าโม่หรานขึ้นเขาเก้ามังกรไปกับชายคนหนึ่ง นางจึงรีบฉวยโอกาสเติมสีตีไข่ข่าวลือนี้จนกระจายไปทั่ว

ในหมู่บ้านที่ไม่มีความบันเทิงอะไรแบบนี้ เรื่องซุบซิบจึงกลายเป็นความสุขเพียงอย่างเดียวของชาวบ้าน พอเลิกงานแทนที่จะกลับบ้าน ต่างคนต่างก็มุ่งหน้าไปยังตีนเขาเก้ามังกรเพื่อมามุงดูเรื่องสนุก

แน่นอนว่าหลี่กั๋วเฉียงหัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้มาเพื่อดูสนุก เขาเรียกกลุ่มชายฉกรรจ์มาเพื่อขึ้นไปตามหาโม่หราน โม่หรานเป็นยุวปัญญาชนในสังกัด หากเกิดอะไรขึ้นบนเขา ตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านของเขาก็คงจบเห่


ยิ่งไปกว่านั้นเขายังทราบมาว่าภูมิหลังครอบครัวของยุวปัญญาชนโม่ไม่ธรรมดาและได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้ช่วยดูแลให้ดี จะให้เกิดเรื่องขึ้นที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด

หลี่กั๋วเฉียงขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำด่าทอเหล่านั้น


“เงียบปากกันได้แล้ว! เรื่องยังไม่ทันกระจ่างก็พูดพล่อยๆ ชื่อเสียงของผู้หญิงเป็นเรื่องสำคัญนะ!”

“ทุกคนเงียบให้หมด! ใครเห็นกับตาบ้างว่ายุวปัญญาชนโม่ไปขึ้นเขากับผู้ชาย? ถ้าไม่เห็นก็หัดรักษาปากไว้บ้าง!”

สิ้นเสียงตะคอก บรรดาป้าๆ ก็จำต้องปิดปากเงียบด้วยความเกรงกลัวแต่แม่ม่ายหวังกลับไม่กลัว เพราะสามีที่ตายไปของนางเป็นพี่ชายแท้ๆ ของหลี่กั๋วเฉียงนางจึงเชิดหน้าขึ้นแล้วโวยวาย

“นังโม่หรานมันหน้าไม่อายไปมั่วกับชายชู้บนเขานั่นแหละ ใครว่าไม่มีคนเห็น...” นางชี้ไปที่เด็กชายคนหนึ่งในกลุ่ม


“เจ้าเอ้อร์โก่วเห็นกับตาว่าโม่หรานเดินตามผู้ชายขึ้นเขาเก้ามังกรไป จะทำไม? พูดความจริงผิดตรงไหน?”

หลี่กั๋วเฉียงปวดหัวกับพี่สะใภ้ที่เป็นคนหน้าด้านหน้าทนรายนี้ เขาขี้เกียจจะต่อปากต่อคำให้เสียเวลาจึงหันไปกำชับกลุ่มชายฉกรรจ์


“ฟ้าจะมืดแล้ว ขึ้นเขาเก้ามังกรไปห้ามแยกกันเด็ดขาด บนเขามีสัตว์ร้าย อันตรายมาก!”

แม่ม่ายหวังเบะปาก


“มืดค่ำป่านนี้ยังจะไปตามหานังคนสำส่อนอีก ว่างงานกันนักหรือไง”


นางบ่นอุบแต่ก็ไม่กล้าเถียงต่อเพราะกลัวจะโดนหลี่กั๋วเฉียงเล่นงานเอา

นางหันไปถามหลินอีที่ก้มหน้าอยู่


“ยุวปัญญาชนหลิน เธอสนิทกับโม่หรานที่สุด พอจะรู้ไหมว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร?”

หลินอีกลอกตาไปมาแล้วพูดเสียงเบา


“ป้าหวังคะ... ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงฉันกับโม่หรานจะสนิทกัน แต่ทุกเที่ยงเวลาเธอขึ้นเขา ฉันไม่เคยตามไปเลย ฉัน... ไม่รู้อะไรจริงๆ ค่ะ”


เธอแสร้งทำเป็นสะอื้นเบาๆ


“แต่โม่หรานเป็นคนดีนะคะ เธอคงไม่ได้ไปแอบนัดพบผู้ชายหรอก ฉันยังเชื่อใจเธอค่ะ”

เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่แดงก่ำแฝงความดื้อรั้นเอาไว้ ทำให้ชาวบ้านยิ่งเชื่อว่าเธอกำลังพยายามปกป้องเพื่อนสนิทที่ทำตัวเหลวแหลก แม่ม่ายหวังแค่นหัวเราะ


“เธอน่ะใสซื่อเกินไปแล้ว นังนั่นมันจิ้งจอกชัดๆ...”

ในขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ โม่หรานก็ปรากฏตัวขึ้นที่ตีนเขาพร้อมกับลากหมูป่าตัวมหึมามาด้วยหนึ่งตัว เมื่อลงมาถึงเห็นหลินอีที่กำลังเล่นละครฉากใหญ่ โม่หรานก็ยกยิ้มที่มุมปาก แต่แววตากลับเย็นชา

‘การแสดงระดับนี้ ชาติก่อนตาฉันคงบอดสนิท ถึงได้หลงคิดว่าเธอเป็นเด็กสาวไร้เดียงสา ทั้งยังคอยดูแลช่วยเหลือมาตลอด...’

โม่หรานนึกถึงอดีตที่เธอเคยแบ่งอาหารและเสื้อผ้าให้หลินอีเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนรักที่สุดแต่ละความรู้สึกนั้นกลับเจือไปด้วยจิตสังหารที่ซ่อนอยู่ภายใต้ขนตางอนยาว

‘ช่างโง่เง่านัก... ที่เคยไปสงสารแมลงสาบที่คลานออกมาจากความสกปรก’

เธอยิ้มเยาะตัวเองแล้วลากหมูป่าก้าวเข้าไปหาฝูงชน

“ยุวปัญญาชนโม่กลับมาแล้ว! แถมยัง... ยังลากหมูป่าตัวใหญ่มาด้วย!”


ชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้น ทุกสายตาพุ่งตรงไปยังโม่หรานและสิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือหมูป่าตัวนั้นที่มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าหลายร้อยชั่ง

“อึก...”


เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นทั่วบริเวณ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะชาวบ้านไม่ได้กินเนื้อสัตว์มานานมากแล้ว เห็นหมูป่าอ้วนพีเช่นนี้ ใครบ้างจะไม่หิว หลี่กั๋วเฉียงได้สติเขารีบกลืนน้ำลายแล้วก้าวออกมา


“ยุวปัญญาชนโม่ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? ถ้าเธอไม่ลงมา พวกเราก็กะว่าจะขึ้นไปตามหาแล้ว”


เขาสำรวจร่างกายเธอไม่เห็นคราบเลือดจึงถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะหันไปมองหมูป่าที่ดูเหมือนถูกหินทุบตาย


“ยุวปัญญาชนโม่... เจ้าหมูป่านี่ หรือว่าเธอใช้หินทุบตายเอง?”

เขาพอจะทราบว่าโม่หรานแรงเยอะแต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นจัดการหมูป่าขนาดนี้ได้


ความแข็งแกร่งของเธอทำเอาเขาตะลึงไปชั่วขณะ