ตอน 10
บทที่ 10 เจตนาที่เปิดเผยชัดเจน
“เจ้าหน้าที่ตำรวจครับ ทางนี้!”
มีคนนำทางอยู่ด้านหน้า แสงไฟฉายกวาดส่องไปทั่วตรอกแคบๆ เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาทุกที ใบหน้าของตาเฒ่าฉินซีดเผือดจนยืนตัวแข็งทื่อ คนอื่นๆ ในลานบ้านเองก็สีหน้าไม่ต่างกันนัก พวกเขาไม่นึกเลยว่าตำรวจจะมาถึงเร็วขนาดนี้
เหตุการณ์นับว่าบังเอิญนัก จางอวี่เฟยเพิ่งพาคนออกมาจากตรอกได้ไม่ไกลก็ไปเจอกับตำรวจสายตรวจสองนายพอดี เธอจึงเล่าสถานการณ์ให้ฟังคร่าวๆ พวกเขาจึงรีบตามมาทันที
“นั่นไงครับ อยู่ข้างหน้านี้!”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่หน้าบ้านตระกูลฉินมีไม่น้อย ไม่จำเป็นต้องชี้บอกก็เห็นได้ชัดเจนทันที
ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของฝูงชน ฉินอวี้ชิงกวาดสายตามองไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เธอไม่เห็นจางอวี่เฟย คาดว่าคงจะแยกตัวไปที่เขตทหารแล้ว ซ่งซิ่วเหมยที่เห็นตำรวจมาถึงก็เริ่มลนลาน นิ้วมือเธอบิดขยี้ชายเสื้อแน่นอย่างคนไร้ที่พึ่ง ก่อนจะดึงชายเสื้อสามีพร้อมเสียงที่สั่นเครือ
“ตาเฒ่า...นี่~ นี่เราจะทำยังไงกันดีล่ะ?”
ฉินเซี่ยงตงเองก็หวาดกลัวไม่แพ้กัน ลูกกระเดือกเขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ลำพังแค่เรื่องที่เขารับเงินชดเชยไปโดยไม่บอกฉินอวี้ชิงเพียงเรื่องเดียว เขาก็อธิบายให้ชัดเจนได้ยากแล้ว เขาเริ่มนึกเสียใจที่ใจร้อนไปรับพ่อแม่มาอยู่ที่นี่ รู้อย่างนี้เอาเงินไปฟาดหัวส่งๆ ให้จบเรื่องไปเสียก่อนก็ดี
“จะให้ฉันทำยังไงได้ เลิกพูดพล่ามแล้วหุบปากซะ”
เขายังไม่ทันได้สั่งความเพิ่ม ร่างสูงโปร่งของเจ้าหน้าที่สองนายก็ก้าวเข้ามาในลานบ้าน พร้อมกับส่องไฟฉายไปที่ใบหน้าของฉินเซี่ยงตงทันที ฉินเซี่ยงตงยกมือขึ้นบังแสงโดยสัญชาตญาณ ชาวบ้านรอบข้างต่างพากันฟ้องร้องแย่งกันพูด
“เจ้าหน้าที่ครับ คือเขาคนนี้แหละที่ถือมีดทำครัวจะไล่ฟันคน พวกเราเห็นกันเต็มตา”
“มีดนั่นไงครับตกอยู่ที่พื้น” มีคนช่วยชี้ตำแหน่งที่ฉินเซี่ยงตงทำมีดหล่น
“คุณดูแผลที่แขนเด็กสาวคนนี้สิครับ หลักฐานชัดขนาดนี้จะโกหกได้ยังไง”
คำฟ้องร้องที่ประดังเข้ามาดั่งลูกเห็บใส่ฉินเซี่ยงตง ฉินอวี้ชิงถูกดันตัวออกมา ภายใต้แสงจันทร์ ร่างกายที่ดูบอบบางของเธอสั่นเทาเล็กน้อย เธอก้มหน้าเส้นผมยุ่งเหยิง ดูอย่างไรก็เป็นฝ่ายที่ถูกรังแกอย่างชัดเจน
ฉินอวี้ชิง...
เธอยังไม่ได้เริ่มแสดงบทบาทอะไรเลย ชาวบ้านเหล่านี้ก็ช่วยสรุปคำฟ้องให้เสร็จสรรพเสียแล้ว
ฉินเซี่ยงตงในตอนนี้ใจสั่นรัว พยานที่เห็นเหตุการณ์มีอยู่เต็มไปหมด พวกเขาไม่สนใจหรอกว่าต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างไร สนใจเพียงสิ่งที่เห็นตรงหน้าเท่านั้น
แสงไฟฉายโฟกัสไปที่มีดทำครัว เจ้าหน้าที่ขมวดคิ้วมุ่น ไม่ว่าจะอย่างไร พฤติกรรมนี้ก็นับว่าอุกอาจเกินไป
เจ้าหน้าที่อาวุโสนามว่า ‘เหล่าเฉิน’ นั่งยองๆ ลงใช้ผ้าเช็ดหน้าหยิบมีดขึ้นมา ใบมีดสะท้อนแสงเย็นเยียบยามต้องแสงจันทร์ บนนั้นยังมีคราบสีแดงเข้มติดอยู่ เขานิ่วหน้าก่อนจะเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบดุจมีด
“ว่ามา เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ระหว่างทางที่มาถึง แม้จะพอทราบข้อมูลจากที่เกิดเหตุมาบ้างแล้ว แต่เขาก็ต้องถามตามขั้นตอนอีกครั้ง
“ใครจะเริ่มก่อน?”
ยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่จะได้พูดต่อ ฉินเซี่ยงตงก็รีบชิงพูดก่อน
“เจ้าหน้าที่ครับ มันไม่ใช่แบบที่ท่านคิดนะครับ ทุกอย่างเป็นความเข้าใจผิด”
“ผมไม่ได้จะฟันใคร ผมแค่จะหยิบมีดไปเก็บ...”
ฉินเซี่ยงตงร้อนใจจนขยี้มือไม่หยุด เหงื่อกาฬไหลท่วมหลังเปียกเสื้อไปหมด สิ่งที่เขาพูดคือความจริงแท้ๆ แต่ซ่งซิ่วเหมยกลับพุ่งตัวเข้ามาหาฉินอวี้ชิง ใช้เล็บจิกแขนเธอจนแทบมิด
“ชิงชิง! แกพูดอะไรออกไปสิ! ปกติอาสะใภ้กับอาดูแลแกดีแค่ไหน แกรีบอธิบายสิว่านี่มันเรื่องเข้าใจผิด!”
“จะให้อาถูกจับไม่ได้นะ แกจำไม่ได้เหรอว่าเราช่วยแกไว้ยังไงบ้าง”
ฉินอวี้ชิงขมวดคิ้วด้วยความเจ็บเพราะแผลถูกกระทบ เธอสะบัดตัวออกเบาๆ มองซ่งซิ่วเหมยแวบหนึ่งก่อนจะลดสายตาลง
“อาสะใภ้คะ หนูรู้ว่าพวกคุณดูแลหนูดี แต่หนูโกหกไม่ได้ค่ะ”
เธอหันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“วันนี้หนูเพิ่งทราบว่าพ่อมีเงินชดเชย เลยถามดูค่ะ จู่ๆ อาครอบครัวก็โกรธขึ้นมา บอกว่าจะหาคู่ครองให้หนู แล้วจะฮุบเอาบ้านไป...”
พูดไปได้เพียงเท่านี้ เสียงของเธอก็เริ่มสั่นเครือ ไหล่ที่ผอมบางเริ่มสะอื้นไห้ ตอนแรกมันอาจจะเป็นเพียงการแสดง แต่เมื่อนึกถึงชีวิตที่แสนรันทดในชาติก่อน น้ำตาเธอก็ไหลออกมาจากใจจริงๆ
ชาวบ้านเริ่มแตกตื่น ครอบครัวนี้ช่างหน้าไม่อายจริงๆ เจ้าหน้าที่อาวุโสขมวดคิ้วแน่น สายตาจับจ้องไปที่ฉินเซี่ยงตงและภรรยา เจ้าหน้าที่รุ่นเยาว์ถามต่อ
“พูดต่อสิ แล้วยังไงต่อ?”
“หนูแค่อยากได้เงินชดเชยของพ่อคืน แต่พวกเขาไม่ให้ แล้วเราก็ทะเลาะกัน จากนั้นก็...” เธอแสร้งทำท่าหวาดกลัวจนตัวสั่น
ป้าหลี่ช่วยเสริมทัพ
“พวกเราได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือจากข้างนอก พอดันประตูเข้ามาดูก็เห็นเขาถือมีดทำครัว จะฟันคนจริงๆ ค่ะ!”
“เจ้าหน้าที่ดูนี่สิคะ แขนเด็กคนนี้โดนฟันเป็นแผล เลือดไหลไม่หยุดเลย”
แผลที่เพิ่งห้ามเลือดไปถูกซ่งซิ่วเหมยกระชากจนเลือดเริ่มซึมออกมาอีกครั้ง
“หลี่กุ้ยเซียง! นังแก่ปากเสีย!” ซ่งซิ่วเหมยตะโกนด่าด้วยความโกรธจัด นี่มันเป็นการถีบสามีเธอลงนรกชัดๆ!
เจ้าหน้าที่อาวุโสจดบันทึกเสียงขวับๆ เขาจ้องมองใบหน้าที่ซีดเซียวของฉินเซี่ยงตงครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองฉินอวี้ชิงด้วยท่าทีอ่อนโยนขึ้น
“หนูไปโรงพยาบาลทำแผลก่อนเถอะ ส่วนเรื่องคน เดี๋ยวฉันจะคุมตัวกลับไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจเอง”
พูดจบก็ส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่รุ่นเยาว์เข้าคุมตัวฉินเซี่ยงตงไป ซ่งซิ่วเหมยรีบเข้าไปขวาง
“บอกแล้วไงว่ามันเป็นความเข้าใจผิด! พวกคุณไม่มีสิทธิ์จับตัวเขาไป!”
ในความคิดของพวกเขา การถูกพาตัวไปโรงพักหมายถึงการถูกคุมขัง แล้วคนข้างนอกจะมองครอบครัวพวกเขาอย่างไร?
ตาเฒ่าและยายเฒ่าที่ตกใจกับเหตุการณ์นี้จนตัวสั่นถามขึ้น
“นี่มันเรื่องในครอบครัวนะ ทำไมต้องเอาไปโรงพักด้วยล่ะ?”
พวกเขากำลังฝากความหวังว่าจะให้ลูกชายคนนี้เลี้ยงดูยามแก่เฒ่า หากเขาเป็นอะไรไป พวกเขาจะไปหวังพึ่งใครได้อีก?
ขณะที่ยังไม่ทันได้พาตัวไป เสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าตรอก ชายในชุดทหารกว่าสิบคนแหวกฝูงชนเข้ามาในลานบ้าน ชาวบ้านต่างถอยหลีกทางให้อย่างอัตโนมัติ
จางอวี่เฟยตาเป็นประกาย เธอรีบวิ่งปรี่เข้าไปหาฉินอวี้ชิงทันที นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้นั่งรถจี๊ปกลับมา
“ชิงชิง! เธอเป็นอะไรไหม?” พอเห็นรอยเลือดที่แขนเพื่อนก็ร้องลั่น
“เธอได้รับบาดเจ็บ!”
ซ่งเจียงกั๋วที่เดินตามหลังมาพอได้ยินดังนั้นก็เร่งฝีเท้าขึ้น ทันทีที่ยังไม่ทันก้าวเข้ามาในลานบ้าน เขาก็ได้ยินเสียงหญิงสาวที่ไปแจ้งข่าวตะโกนก้อง
ฉินเซี่ยงตงเวลานี้ใบหน้าไม่ได้แค่ซีดขาวเท่านั้น แต่ขาเขายังสั่นจนไร้เรี่ยวแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายเองก็คาดไม่ถึงว่าจะทำให้คนจากเขตทหารต้องเคลื่อนไหว พวกเขามองฉินอวี้ชิงด้วยสายตาที่ลึกซึ้งขึ้น
“ท่านรองผู้กำกับซ่ง” เจ้าหน้าที่อาวุโสจำซ่งเจียงกั๋วได้
“รองหัวหน้าจางคุณก็มาด้วยหรือ งั้นจัดการเรื่องนี้กันเถอะครับ”
ซ่งเจียงกั๋วตรงเข้าไปถามฉินอวี้ชิง “สหายฉิน บาดเจ็บตรงไหนบ้าง?”
“ท่านรองผู้กำกับคะ หนูไม่เป็นไรมากค่ะ แค่หนูเอ่ยปากถามถึงเรื่องเงินชดเชย ของอาสะใภ้กับอาถึงได้ไม่พอใจนัก”
ฉินอวี้ชิงรู้ดีว่าอะไรสำคัญกว่า ในเมื่อรองผู้กำกับมาถึงที่นี่แล้ว การใช้โอกาสนี้ทวงเงินชดเชยคืนมาคือสิ่งสำคัญที่สุด
ซ่งเจียงกั๋วที่ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารมาตลอด รัศมีความน่าเกรงขามที่เขามีนั้นต่างจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยามเขายืนอยู่ที่นั่น ความกดดันจากกระดูกและจิตวิญญาณก็แผ่ออกมา
เขาชูมือขึ้น ชายในชุดทหารที่อยู่ด้านหลังคนหนึ่งก็ก้าวออกมาพร้อมเอกสารในมือ
“ท่านรองผู้กำกับตรวจสอบแล้ว เงินชดเชยของฉินเว่ยเฉียนเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ถูกฉินเซี่ยงตงรับไปทั้งหมดและนี่คือลายเซ็นของเขา”
พูดจบเขาก็ยื่นเอกสารที่มีลายเซ็นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองคน
ฝูงชนฮือฮา นี่มันผ่านมากว่าครึ่งปีแล้ว พวกเขาปิดบังฉินอวี้ชิงมาตลอด เจตนาเช่นนี้ชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไรดี มิน่าล่ะ ถึงมีเงินซื้อกับข้าวกับเนื้อกินทุกมื้อ ที่แท้ก็ใช้เงินแบบนี้นี่เอง ไม่รู้ใครตะโกนขึ้นมาจากข้างหลัง
“แม้แต่เงินของคนตายก็เอาไป ช่างไร้จิตสำนึกจริงๆ!”