ตอน 36
บทที่ 36 : มื้อค่ำ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันขับรถมาเอง งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะทุกคน!”
หลินมี่โบกมือลาคนทั้งสามก่อนจะเดินตรงไปยังลานจอดรถที่อยู่ไม่ไกล
...
“ยังมองอยู่อีกเหรอ? เขาไปไกลแล้วนะ”
เมื่อเห็นว่าหลินมี่เดินลับสายตาไปแล้ว แต่เพื่อนรักของเขายังคงจ้องมองตามไม่วางตา กู้เฉินเจ๋อจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว เว่ยซวิ่นถลึงตาใส่เพื่อนทันที
“เรื่องของสุภาพบุรุษน่ะรู้จักไหม? ฉันแค่กำลังตรวจสอบให้แน่ใจว่าเธอขึ้นรถอย่างปลอดภัยต่างหาก”
“โถๆๆ นายเนี่ยนะมีความเป็นสุภาพบุรุษ? ปกติไม่เห็นนายจะทำแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนเลยนี่นา”
กู้เฉินเจ๋อยังคงไม่เลิกหยอก
“หลินมี่ไม่เหมือนคนอื่น! เธอเคยช่วยชีวิตฉันไว้” เว่ยซวิ่นตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
กู้เฉินเจ๋อหัวเราะพลางเดินเข้าไปโอบไหล่เพื่อน
“งั้นแปลว่านายตั้งใจจะเอาตัวเข้าแลกเพื่อตอบแทนบุญคุณเลยรึไง?”
“นายเป็นผู้ชายทำไมถึงได้ขี้เผือกขนาดนี้? ไปจัดการธุระของนายไปไป๊”
เว่ยซวิ่นผลักมือเพื่อนออกด้วยท่าทีรำคาญ ก่อนจะเดินไปทางห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ เพื่อเลือกซื้อของขวัญ
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้เฉินเจ๋อก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนๆ
“คนขี้เกียจที่ใช้ชีวิตไปวันๆ แบบฉันจะมีธุระอะไรนักหนา? ว่าจะจัดปาร์ตี้ดื่มคืนนี้ สนใจไปแจมไหม?”
“ไม่ไป”
“พวกเราไม่ได้รวมตัวดื่มกันนานแล้วนะ” เมื่อถูกปฏิเสธทันควัน กู้เฉินเจ๋อก็แสดงท่าทีไม่พอใจทันที
เว่ยซวิ่นกระตุกยิ้มมุมปาก “ก็บอกแล้วไงว่าคืนนี้ฉันมีนัดแล้ว”
“มีนัด?!” กู้เฉินเจ๋อเบิกตากว้างก่อนจะไล่บี้ถามต่อ
“จริงดิ? ถึงขั้นเทนัดดื่มกับพวกพี่น้องเลยเนี่ยนะ? นัดสำคัญขนาดไหนกันเชียว...”
ตอนแรกเขากะจะหาเรื่องตำหนิเพื่อนรัก แต่จู่ๆ ก็นึกถึงคำพูดของหลินมี่เมื่อครู่ขึ้นมาได้ เขาจึงจ้องมองเว่ยซวิ่นด้วยสายตาจับผิดอย่างมีเลศนัย
“อย่าบอกนะว่า... คืนนี้นายมีนัดกับคุณหลิน?”
เว่ยซวิ่นพยักหน้าตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
“ใช่ เธอช่วยฉันไว้สองครั้งแล้ว ฉันเลี้ยงข้าวเธอสักมื้อจะเป็นอะไรไปล่ะ? เอาล่ะ ไม่คุยกับนายแล้ว ฉันมีธุระต้องทำ ไปก่อนนะ”
“เออๆ ได้! ไปเถอะ! พวกเราดื่มกันเองก็ได้”
กู้เฉินเจ๋อโบกมือไล่ ผู้ชายหนอผู้ชาย พอมีสาวหน่อยก็ลืมเพื่อนฝูงจนได้
—
ในทางกลับกัน หลินมี่ที่กลับเข้ามาในรถก็ไม่ได้ลืมธุระสำคัญของตัวเอง
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หลังจากที่ตรวจสอบข้อมูลการรักษาของหลี่กุ้ยฟางจากโรงพยาบาลประชาชนที่สองจนแน่ใจแล้วว่าถูกต้อง เธอจึงรักษาสัญญาที่ให้ไว้
หลินมี่โอนเงินจำนวนห้าแสนหยวนเข้าบัญชีของโรงพยาบาลผ่านแอปฯ ธนาคารทันที สำหรับเธอในตอนนี้ เงินจำนวนนี้อาจเป็นเพียงเศษเงิน แต่สำหรับครอบครัวนั้น มันอาจเป็นความหวังครั้งใหญ่ที่ช่วยต่อชีวิตพวกเขาได้
เธอหวังว่าเงินก้อนนี้จะช่วยให้สามีภรรยาคู่นั้นผ่านพ้นวิกฤต และมอบโอกาสให้กับชายผู้แข็งแกร่งและภรรยาของเขาได้
ในจังหวะนั้นเอง หน้าจอระบบก็ปรากฏข้อความแจ้งเตือนขึ้นมา
【ค่าพลังงาน +70 แต้ม】 ภารกิจเสร็จสิ้น!
【บริจาคเงินห้าแสนหยวนเพื่อช่วยให้หลี่กุ้ยฟางกลับมาแข็งแรง รางวัลค่าพลังงาน 200 แต้ม ขอให้โฮสต์หมั่นทำความดีต่อไป】
หืม? อะไรนะ? บริจาคเงินก็ได้ค่าพลังงานด้วยเหรอ?
ทำไมไม่บอกกันก่อนล่ะ!
หลินมี่มองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความตกตะลึง ไม่นึกเลยว่าระบบจะมีภารกิจลับให้รางวัลด้วย ดูเหมือนว่าตอนที่เธอช่วยคนครั้งก่อน ระบบก็ให้รางวัลค่าพลังงานมาเหมือนกัน ระบบบอกว่าเธอได้ช่วยเหลือบุคลากรที่มีคุณค่าต่อสังคมในครั้งนั้น
สรุปก็คือ หากเธอตั้งใจช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจจริง ระบบจะมอบค่าพลังงานพิเศษให้? และถ้าหากเธอทำแบบจงใจเพื่อหวังผล ก็คงไม่ได้รางวัลพิเศษพวกนี้สินะ? ช่างเถอะ ได้รางวัลก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
หลินมี่เหลือบมองเวลาในมือถือ แย่แล้ว! เวลาเหลือน้อยเต็มที!
เธอต้องรีบไปแต่งหน้าทำผมแล้ว!
—
เมื่อยามค่ำคืนมาเยือน แสงไฟในเมืองเริ่มสว่างไสว หลินมี่ขับรถมาจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าร้านอาหารที่นัดหมายไว้
ก่อนจะลงจากรถ เธอส่องกระจกสำรวจตัวเองอีกครั้งและค่อนข้างพอใจกับลุคใหม่ ช่างแต่งหน้าออกแบบสไตล์ที่ช่วยขับเน้นออร่าอันเย็นชาและเปี่ยมเสน่ห์ของเธอออกมาได้อย่างลงตัว
การแต่งหน้าโทนอ่อนช่วยให้ผิวดูผ่องใส ดวงตาคมเข้มและมีมิติ ริมฝีปากแต้มสีสันที่พอเหมาะพอดี ทำให้เธอแลดูสุขุมและดูแพงขึ้นมาทันที ช่างผมจัดแต่งทรงผมยาวของเธอให้ดูพองสลวยมีวอลลุ่ม ปลายผมดัดลอนอ่อนๆ ปล่อยทิ้งตัวลงมาเพิ่มความเย้ายวน
เปลี่ยนลุคจากนักศึกษาใสซื่อ กลายเป็นสาวสวยสุดมั่นแห่งเมืองใหญ่
หลินมี่เดินลงจากรถด้วยความอารมณ์ดี ร้านอาหารแห่งนี้มีชื่อว่า อวิ๋นจู แค่ชื่อก็ฟังดูรื่นรมย์แล้ว เมื่อก้าวเข้ามา กลิ่นหอมจางๆ ของไม้จันทน์ก็โชยมาปะทะจมูก พื้นที่ภายในร้านดูโอ่โถงและกว้างขวาง
การออกแบบภายในนั้นเต็มไปด้วยความประณีต ผสมผสานแก่นแท้ของศิลปะจีนร่วมสมัยได้อย่างไร้ที่ติ ฉากกั้นไม้ที่วางเรียงรายช่วยแบ่งสัดส่วนพื้นที่ได้อย่างแยบยล ทำให้ยังรู้สึกโปร่งสบายแต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความเป็นส่วนตัว
รายละเอียดทุกตารางนิ้วดูสง่างาม ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดพู่กันจีนบนผนัง กระถางต้นไผ่เล็กๆ ที่จัดวางตามมุมต่างๆ หรือโคมไฟสไตล์จีนที่ห้อยระย้า ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงเสน่ห์ของกลิ่นอายโบราณที่หลอมรวมกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว
เสียงบรรเลงกู่เจิงเบาๆ ช่วยสร้างบรรยากาศมื้อค่ำที่แสนสงบและทรงคุณค่า
หลินมี่เดินตรงไปยังห้องส่วนตัวที่จองไว้ ในวินาทีที่ผลักประตูเข้าไป เว่ยซวิ่นที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ก็เงยหน้าขึ้นมาโดยสัญชาตญาณราวกับว่าเวลาหยุดหมุนไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยเรียบเฉยของเขาหยุดชะงักลงทันทีที่เห็นหลินมี่ ในแววตามีร่องรอยความตะลึงที่ไม่อาจปิดบังได้
หลินมี่ในตอนนี้ราวกับเป็นคนละคนกับเด็กสาวหน้าสดในชุดลำลองเมื่อช่วงกลางวัน เธออยู่ในชุดเดรสผ้าไหมเข้ารูปสีเขียวเข้มที่ช่วยขับผิวให้ขาวผ่อง เส้นสายของชุดเน้นรูปร่างเพรียวบางของเธอ ลวดลายดอกไม้ที่ซ่อนอยู่บนเนื้อผ้าดูเลือนรางยามเธอขยับตัว มอบสัมผัสแห่งความหรูหราที่ดูถ่อมตัว
ยามนี้หลินมี่ไม่ได้เพียงแค่สวยจนน่าตกใจ แต่ยังมีออร่าของความมั่นใจ ความสง่างาม และความเป็นอิสระ ราวกับภาพวาดโบราณที่กลับมามีชีวิตในรูปแบบหญิงสาวยุคใหม่ มุมปากของเว่ยซวิ่นยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
เธอสวยอยู่แล้วแต่คืนนี้... เธอสวยจนทำเอาเขาสะกดสายตาไม่ได้จริงๆ
เขาแกล้งกระแอมไอเพื่อกลบเกลื่อนอาการเหม่อลอย ก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
“คุณหลินครับ ต้องขออภัยที่สายตาผมสั้นไปหน่อย ถ้าไม่เห็นกับตา ผมคงนึกว่าตัวเองเข้าห้องผิดไปแล้ว”
“ดูท่าว่าค่าจ้างแต่งหน้าของฉันจะไม่สูญเปล่านะคะ”
เมื่อเผชิญกับคำชมจากเพศตรงข้าม แม้หลินมี่จะรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง แต่เธอก็ตอบกลับอย่างมั่นใจและเป็นกันเอง
“อืม สวยมากครับ ทำให้คนมองไม่อาจละสายตาได้เลย” เว่ยซวิ่นกล่าวชมอย่างจริงใจ
“ขอบคุณค่ะ” หลินมี่ตอบรับพร้อมรอยยิ้ม
“เชิญนั่งครับ ผมสั่งอาหารไว้บ้างแล้ว คุณลองดูเมนูหน่อยไหมว่ามีอะไรที่แพ้หรือเลี่ยงเป็นพิเศษหรือเปล่า?”
เว่ยซวิ่นส่งเมนูให้อย่างสุภาพ หลินมี่นั่งลงและรับเมนูมาดูอย่างเป็นธรรมชาติ
“ไม่มีค่ะ ฉันทานได้หมด ไม่เลือกทาน ขอแค่ไม่ใช่พวกกุ้งหรือปลาเป็นพอค่ะ อาหารอย่างอื่นไม่มีปัญหา”
“ทำไมล่ะครับ? คุณแพ้กุ้งหรือปลาเหรอ?” เว่ยซวิ่นถามด้วยความสงสัย
หลินมี่โบกมือหัวเราะ
“เปล่าค่ะ! แค่ขี้เกียจแกะก้างปลาหรือแกะเปลือกกุ้ง มันยุ่งยากน่ะค่ะ นานๆ เข้าเลยไม่ค่อยอยากทานของพวกนั้นเท่าไหร่”
“อ้อ เข้าใจแล้วครับ” เว่ยซวิ่นพยักหน้าเข้าใจ