ตอน 35
บทที่ 35 : ตามหา
“ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้คุณหลินตกใจ ไม่นึกเลยว่าเราจะมีวาสนาต่อกันขนาดนี้ ถึงได้มาเจอกันที่นี่ได้ แต่ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่เจอคุณหลิน คุณมักจะกำลังช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอเลยนะครับ นี่เป็นวิถีปฏิบัติที่สืบทอดกันมาของนักพรต ของพวกคุณหรือเปล่า?”
เว่ยซวิ่นมองดูท่าทีที่ดูประหลาดใจเล็กน้อยของหลินมี่เขาคลี่ยิ้มที่มุมปากพลางหยอกเย้าเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ
“คุณเว่ยพูดเกินไปแล้วค่ะ ฉันก็แค่บังเอิญได้ฟังเรื่องราวที่น่าประทับใจเลยตอบแทนเป็นค่าเขียนไปบ้างเท่านั้น ไม่นึกเลยว่าจะมาพบคุณเว่ยที่นี่ได้”
หลินมี่ตอบกลับอย่างกระอักกระอ่วน ในใจอดที่จะบ่นพึมพำไม่ได้ ดวงของเธอนี่มันจะดีเกินไปแล้วหรือเปล่า? แค่มาทำภารกิจในเขตเมืองธรรมดาๆ ยังจะมาเจอเขาได้อีก
ที่สำคัญที่สุดคือภาพลักษณ์ของเธอในตอนนี้มัน 'เรียบง่าย' จนเกินไป เธอไม่ได้แม้แต่จะรองพื้น แต่งหน้าสดเดินออกจากบ้านมาเลย แถมชุดลำลองที่ใส่อยู่ยังเป็นชุดที่ซื้อตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย พอต้องมายืนอยู่ข้างๆ เว่ยซวิ่นที่สวมสูทดูภูมิฐานแบบนี้
เธอรู้สึกว่าตัวเองดูเป็นเด็กไม่ประสีประสาอย่างไรชอบกล
เฮ้อ~
สองครั้งก่อนหน้านี้ก็เช่นกัน ไม่เคยได้เจอเขาในตอนที่ตัวเองดูสวยเป๊ะปังเลยสักครั้ง
เธอวางแผนไว้หมดแล้วว่าทำภารกิจเสร็จอย่างมากก็แค่สี่โมงเย็น ส่วนเวลานัดกับเว่ยซวิ่นคือหนึ่งทุ่ม ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้มากพอที่จะให้เธอแวะไปที่สตูดิโอแต่งหน้าทำผม เพื่อจัดการตัวเองให้สวยงามสมกับเป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงามและต้องการรักษาหน้าตาบ้าง
แต่ใครจะไปรู้ว่าแผนการจะตามไม่ทันสถานการณ์ สุดท้ายก็ต้องมาเจอเขาในสภาพนี้อีกจนได้
ในสายตาของเว่ยซวิ่น เธอคงไม่มีภาพลักษณ์เหลืออยู่อีกแล้ว
“ฮ่าๆๆ~ คุณนี่พูดจาตลกดีเหมือนกันนะ”
ในขณะที่หลินมี่กำลังจมอยู่กับความหงุดหงิดตัวเอง เธอก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่ฟังดูสดใสและไม่มีเจตนาร้ายดังขึ้นข้างกาย เธอจึงหันไปมองถึงได้เห็นว่าด้านหลังของเว่ยซวิ่นยังมีชายอีกคนที่เธอไม่คุ้นหน้า
เห็นดังนั้น เว่ยซวิ่นจึงรีบแนะนำ
“คุณหลินครับ นี่คือ กู้เฉินเจ๋อเพื่อนสนิทของผม ส่วนคนข้างๆ นี้คือ หานหลิน ผู้ช่วยของผมเอง ซึ่งก็เป็นรุ่นน้องสมัยเรียนที่คุณเคยเจอหน้ากันครั้งหนึ่งแล้วที่โรงแรมซิงฮุย”
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อหลินมี่ ‘หลิน’ ที่แปลว่าป่า ‘มี่’ ที่แปลว่าเสาะแสวงหาค่ะ”
หลินมี่คลี่ยิ้มบางๆ เธอทักทายกู้เฉินเจ๋อก่อน แล้วจึงหันไปพยักหน้าให้หานหลิน ซึ่งหานหลินเองก็พยักหน้าตอบรับอย่างสุภาพ
“ ‘เสาะแสวงหา’ งั้นหรือ…”
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้เฉินเจ๋อก็มองเพื่อนสนิทของตนด้วยสายตาที่มีเลศนัย มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มล้อเลียน
“...”
หลินมี่มองกู้เฉินเจ๋อด้วยความงุนงง คนคนนี้หมายความว่าอย่างไร? ทำไมถึงทำท่าทางแบบนั้น? ตั้งแต่เล็กจนโตเธอก็แนะนำตัวแบบนี้มาตลอด มันเรียบง่ายและเข้าใจได้ทันที มีตรงไหนผิดปกติหรือไง?
เมื่อเห็นสายตาของกู้เฉินเจ๋อที่จ้องไปยังเว่ยซวิ่น หลินมี่ก็เข้าใจในทันที ใบหูของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาในบัดดล
เมื่อเห็นท่าทีที่ดูไม่เป็นธรรมชาติของหลินมี่ เว่ยซวิ่นก็ปรายตามองเพื่อนสนิทด้วยสายตาเรียบเฉย ทำเอากู้เฉินเจ๋อต้องรีบยืดตัวตรงและยื่นมือไปหาหลินมี่อย่างเป็นทางการ
“สวัสดีครับคุณหลิน ผมกู้เฉินเจ๋อ เรียกผมว่าเฉินจื่อเหมือนไอ้เว่ยก็ได้ครับ ดีใจที่ได้รู้จักนะครับ ได้ยินหานหลินเล่าว่าคุณหลินดูดวงแม่นมาก ไม่ทราบว่าพอจะมีโอกาสให้ผมลองดูบ้างได้ไหมครับ?”
หากก่อนหน้านี้กู้เฉินเจ๋อมีความอยากรู้อยากเห็นในตัวหลินมี่เพียงห้าส่วน ตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นนั้นพุ่งทะลุร้อยส่วนไปแล้ว แม้เพื่อนรักจะไม่ได้พูดอะไรออกมาตรงๆ แต่การที่เขาปกป้องหลินมี่ก็เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่า ผู้หญิงที่ชื่อหลินมี่คนนี้ไม่เหมือนคนอื่นในใจของเว่ยซวิ่น
เป็นเวลาหลายปีแล้วที่เขาไม่เคยเห็นเพื่อนรักสนใจผู้หญิงคนไหน ต้องรู้ไว้ว่าปกติแล้วเว่ยซวิ่นนั้นเมินเฉยต่อผู้หญิงอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าใครจะออดอ้อนหรือแสร้งอ่อนแอแค่ไหน เขาก็ไม่เคยสนใจเลยแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้แค่เขาพูดหยอกล้อไปหน่อย เพื่อนเขากลับส่งสายตาเตือนกันเสียแล้ว! นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว! ผู้หญิงที่สามารถทำให้เว่ยซวิ่นให้ความสำคัญได้ จะต้องมีดีอะไรบางอย่างแน่ๆ
เมื่อได้ยินคำขอนั้น หลินมี่ก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที ดูเหมือนว่าเว่ยซวิ่นจะเชื่อในความสามารถ 'นักพรต' ของเธออย่างสนิทใจแล้ว
“ได้สิคะ ไม่มีปัญหา งั้นเรามาเพิ่มเพื่อนใน ‘โต่วอิน’ กันก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวค่อยหาเวลาดูดวงให้”
สำหรับโอกาสที่วิ่งเข้ามาหาถึงที่ มีหรือที่หลินมี่จะปฏิเสธ อีกอย่างเขาก็เป็นเพื่อนสนิทของเว่ยซวิ่น ไม่ดูหน้าพระก็ต้องดูหน้าพระ (เว่ยซวิ่น) บ้างใช่ไหมล่ะ?
“คุณว่าอะไรนะ? เพิ่มเพื่อนใน ‘โต่วอิน’ งั้นหรอ?”
กู้เฉินเจ๋ออ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง เขาเกรงว่าตนเองอาจจะฟังผิดไป แม้ ‘โต่วฟู’ จะเป็นแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย แต่คนปกติทั่วไปเวลาแลกคอนแท็กต์กันก็มักจะใช้แอปฯ อื่น กันไม่ใช่หรือ?
ต้องยอมรับเลยว่าคุณหลินคนนี้ช่างมีเอกลักษณ์จริง การกระทำของเธอทำให้คนคาดเดาไม่ได้เสมอ
“คุณฟังไม่ผิดหรอกค่ะ ถ้าอยากให้ฉันดูดวง ก็ต้องเพิ่มเพื่อนใน ‘โต่วอิน’ แล้วกดติดตามฉันด้วย นี่คือกฎของฉันค่ะ แน่นอนว่าคุณมีสิทธิ์เลือกที่จะไม่ดูดวงกับฉันก็ได้”
หลินมี่ฉีกยิ้มบางๆ พลางแสร้งทำตัวให้ดูลึกลับ เธอตัดสินใจแล้วว่าจะทำแบบนี้ต่อไป! ตอนนี้สถานการณ์ของเธอกำลังไปได้สวย นี่คือช่วงเวลาที่ต้องวางกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน เพื่อให้ปากต่อปากเล่าขานกันไป ยิ่งแสดงท่าทีที่น่าฉงนสนเท่ห์ ผู้คนก็จะยิ่งรู้สึกยำเกรง
ต่อไปเธอจะต้องอาศัยทักษะนี้เปิดประตูเข้าสู่แวดวงชั้นสูง หากใครอยากจะดูดวงกับเธอก็จะได้รู้กฎเกณฑ์แต่แรก เธอจะได้ไม่ต้องคอยหาคำอธิบายให้เหนื่อยในทุกครั้ง
“เพิ่มสิ! เดี๋ยวนี้เลย! ผมรอให้คุณดูดวงให้อยู่เนี่ย”
กู้เฉินเจ๋อรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสแกนคิวอาร์โค้ดที่หลินมี่เปิดให้ทันที คนที่เป็นนักพรตนี่เขามีสไตล์กันทุกคนเลยหรือไงนะ?
“คุณหลินไม่ได้ดูให้ฟรีๆ นะครับ”
เว่ยซวิ่นเอ่ยเตือนเพื่อนสนิทขึ้นมาในจังหวะที่เหมาะสม เขาเองก็ยังติดค้างคุณหลินอยู่ จะให้เพื่อนมาเอาเปรียบให้คุณหลินลงแรงฟรีๆ ได้อย่างไร
“...”
กู้เฉินเจ๋อมุมปากกระตุก ไอ้หมอนี่มันผิดปกติไปแล้วจริงๆ ถ้ามันบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับหลินมี่ ให้เขาเอาชื่อตัวเองไปกลับหัวเขียนได้เลย!
“วางใจเถอะ กู้เฉินเจ๋อคนนี้ไม่ใช่คนชอบเอาเปรียบใครหรอกน่า คุณหลินครับ จะคิดเท่าไหร่บอกมาได้เลย ถ้าดูแม่นจริง ผมให้เบิ้ลสองเท่าไปเลย!”
“ตกลงค่ะ งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ ต้องรีบกลับบ้านไปจัดการธุระหน่อย ไว้เจอกันตอนเย็นนะคะคุณเว่ย!”
หลินมี่รับคำด้วยรอยยิ้ม ในใจคิดถึงงานเลี้ยงมื้อค่ำว่าอย่างไรเธอก็ต้องกอบกู้ภาพลักษณ์ของตัวเองเสียหน่อย
ตอนนี้เพิ่งจะสี่โมงเย็น ยังเหลือเวลาอีกสามชั่วโมงกว่าจะถึงมื้อค่ำ เธอคงไม่ไปกินมื้อค่ำกับเว่ยซวิ่นทั้งสภาพนี้หรอก?
ชุดที่เธอใส่อยู่เทียบกับเขาแล้วสไตล์มันต่างกันเกินไป ด้วยสถานะของเขาคงไม่พาเธอไปกินร้านข้างทางแน่นอน สถานที่กินมื้อค่ำคงต้องหรูหรามากเป็นแน่ ต่อให้เธอไม่สนใจ แต่เธอก็ไม่ควรทำให้เขาต้องเสียหน้าด้วย
“ให้ผมไปส่งไหมครับ?”
เมื่อได้ยินว่าเธอจะไป เว่ยซวิ่นก็รีบก้าวเข้ามาถามทันที อันที่จริงเขารู้สึกว่ามื้อค่ำวันนี้จะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ได้ สถานที่ที่เขาจองไว้มีบริการน้ำชายามบ่ายด้วย บรรยากาศเงียบสงบและสบายมาก
ในเมื่อบังเอิญเจอกันที่นี่แล้ว จะไปด้วยกันเลยก็ย่อมได้ แต่ดูเหมือนฝ่ายหญิงจะไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาจึงไม่สะดวกที่จะบังคับ