ตอน 37
บทที่ 37 : ถูกคอ
“ลองชิมดูสิครับ ชาของที่นี่รสชาติใช้ได้เลย”
เว่ยซวิ่นจัดแจงรินชาให้หลินมี่อย่างเอาใจใส่ ก่อนจะเป็นฝ่ายเริ่มเปิดบทสนทนาด้วยการหยิบยกเรื่องของกู้เฉินเจ๋อที่หลินมี่รู้จักดีขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนา จากนั้นจึงเปลี่ยนผ่านไปสู่เรื่องความสามารถทางด้าน ‘การทำนาย’ ของเธออย่างแนบเนียน
ถ้อยคำของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ขันและให้ความรู้สึกสบายใจอย่างน่าประหลาด ไม่นานนัก หลินมี่ก็เริ่มผ่อนคลายและร่วมวงสนทนาอย่างเป็นกันเอง ทั้งสองพูดคุยกันอย่างถูกคอ
เวลาผ่านไปไม่นาน พนักงานก็ทยอยนำเมนูอาหารจานหรูออกมาเสิร์ฟ
“ด้วยความสามารถในการทำนายของหลินมี่ ทำไมก่อนหน้านี้ถึงยังต้องไปทำงานประจำอีกล่ะครับ?”
เว่ยซวิ่นยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ ดวงตาคมกริบจ้องมองหลินมี่ด้วยความสงสัย
สำหรับความสามารถด้าน ‘การทำนาย’ ของเธอนั้น เขาไม่มีข้อกังขาใดๆ อีกต่อไปแล้ว ทว่าตัวตนของเธอกลับทำให้เขารู้สึกสนใจจนอดไม่ได้ที่จะอยากเรียนรู้ให้มากขึ้น
แม้แต่ก่อนเขาจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้ แต่เขาก็พอจะมีความรู้อยู่บ้าง ในแวดวงระดับสูงนั้น ผู้คนต่างยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อดึงตัวปรมาจารย์ด้านการทำนายมาดูฮวงจุ้ยหรือทำนายโชคชะตา ค่าตัวของคนเหล่านั้นไม่เคยถูกเลย
โดยเฉพาะผู้ที่มีความสามารถสูง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงค่าตอบแทนที่ประเมินค่าไม่ได้
ในสายตาของเขา ความสามารถของหลินมี่นั้นเหนือชั้นกว่าปรมาจารย์ที่เหล่าตระกูลร่ำรวยจ้างมาหลายเท่านัก อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ทำตัวลึกลับหรือพยายามสร้างภาพ แต่เป็นของจริงที่พิสูจน์ได้
คนที่มีของดีขนาดนี้ เหตุใดถึงยอมไปทำงานบริษัทแถมยังต้องทนรับการกลั่นแกล้งในที่ทำงานอีก?
“...”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น มือที่ถือตะเกียบของหลินมี่ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ
“ฉันได้วิชานี้มาด้วยความบังเอิญค่ะ ครอบครัวไม่รู้เรื่องนี้เลย ตอนแรกฉันก็ไม่ได้คิดจะใช้มันเป็นอาชีพ แค่อยากใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา แต่บางครั้งชีวิตมันก็ไม่เป็นไปตามหวังหรอกค่ะ”
“ประสบการณ์ที่ผ่านมาถือเสียว่าเป็นการฝึกฝนตัวเองก็แล้วกันค่ะ บางเรื่องต้องเจอกับตัวถึงจะเข้าใจอย่างลึกซึ้ง อีกอย่าง ต่อให้ไม่มีฐานะนี้ ฉันก็เป็นแค่ปุถุชนคนหนึ่งเท่านั้นเองค่ะ”
สิ่งที่เธอพูดก็ไม่ใช่คำโกหก เพราะก่อนหน้านี้เธอไม่มีระบบตัวช่วยจริงๆ หากระบบเปิดใช้งานเร็วกว่านี้ เธอคงไม่ยอมไปทนลำบากเป็นมนุษย์เงินเดือนแน่ๆ ประสบการณ์ในอดีตก็ให้ถือว่าสวรรค์ทดสอบเธอแล้วกัน
“คุณหลินมีความคิดที่โปร่งใสและใจกว้างจริงๆ”
เว่ยซวิ่นเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นแสดงความชื่นชมและให้เกียรติ
เขารู้สึกประทับใจจริงๆ เธอเพิ่งจะเรียนจบแท้ๆ แต่กลับมีทัศนคติที่เติบโตและเป็นผู้ใหญ่ ไม่มีความวู่วามหรือเย่อหยิ่งเหมือนคนวัยเดียวกัน เหมือนตอนที่เจอเธอครั้งแรก แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เธอก็ยังคงนิ่งสงบได้เสมอ
“คุณเว่ยชมเกินไปค่ะ ความสามารถของฉันไม่ได้วิเศษขนาดนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่เครื่องมือเอาตัวรอดเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้ว ฉันมีความอยากรู้อยากเห็นในหลายๆ ด้านทีเดียวค่ะ”
เมื่อได้ยินคำชมของเว่ยซวิ่น หลินมี่ก็เผยยิ้มออกมา
จากการได้พูดคุยและสัมผัสกันมาสองสามครั้ง เธอรับรู้ได้ว่าเว่ยซวิ่นไม่มีเจตนาร้าย และเป็นคนที่มีขอบเขตและรู้จักกาลเทศะ ส่วนเรื่องข่าวลือบนโลกออนไลน์นั้น เธอขอสงวนท่าทีไว้ก่อน
ทุกคนต่างมีวิธีการเอาตัวรอดในแบบของตัวเอง และในเมื่อไม่ได้ใช้ชีวิตแทนใคร ก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินวิถีชีวิตของคนอื่น ในความคิดของเธอ ขอเพียงไม่ทำผิดศีลธรรมหรือกฎหมาย ส่วนคนอื่นจะไขว่คว้าหาชื่อเสียงเงินทองอย่างไร ก็เป็นเรื่องของความสามารถส่วนบุคคล
อย่างน้อยเท่าที่เห็น เว่ยซวิ่นก็ให้ความรู้สึกเหมือน ‘วิญญูชน’ ไม่เหมือนพวกหวงเหว่ยหรืออู๋เชี่ยน ที่อาศัยการกลั่นแกล้งและกดขี่ผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
“เรียกฉันด้วยชื่อเถอะค่ะ ฟังคุณเรียกว่า ‘คุณหลิน’ ตลอดเวลาแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเจรจาธุรกิจในที่ทำงานยังไงไม่รู้”
หลินมี่ถือโอกาสแสดงความต้องการของตนเอง พวกเขาเจอกันมาหลายครั้งแล้ว อีกทั้งยังไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ การเรียกชื่อแบบนี้ให้ความรู้สึกห่างเหินเกินไป
“นั่นสิครับ! งั้นคุณก็อย่าเรียกผมว่าคุณเว่ยเลย เรียกชื่อผมเฉยๆ เหมือนเพื่อนกันดีกว่าครับ”
เว่ยซวิ่นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เขาอยากจะพูดประโยคนี้มานานแล้ว เพียงแต่กังวลว่าหากเรียกชื่อเธอตรงๆ จะดูเป็นการเสียมารยาทเกินไปหรือไม่ เมื่อเธอไม่ถือสา เขาก็เบาใจ
“ได้ค่ะ” หลินมี่ตอบตกลงอย่างยินดี
เว่ยซวิ่นใช้ตะเกียบกลางคีบอาหารมาใส่จานเธอ “ลองชิมนี่ดูครับ นี่เป็นเมนูแนะนำของที่นี่ รสชาติดีทีเดียว”
“ขอบคุณค่ะ” หลินมี่รับน้ำใจ
หลังจากนั้น ทั้งสองก็ทานอาหารไปคุยไป จากเรื่องราวรอบตัวไปจนถึงเรื่องในวงการ บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น
เว่ยซวิ่นเป็นคนนำบทสนทนาได้ดีมาก ไม่มีช่วงที่น่าอึดอัดเลยแม้แต่น้อย เขาเริ่มสังเกตเห็นว่าหลินมี่ดูจะสนใจเรื่องการลงทุนธุรกิจเป็นพิเศษ จึงถามคำถามหลายอย่างในช่วงที่คุยกัน
“คุณดูจะสนใจเรื่องธุรกิจร่วมลงทุนเป็นพิเศษนะครับ? หรือว่าหลังจากนี้คุณมีแผนจะเข้าสู่วงการนี้?”
ดวงตาของหลินมี่เป็นประกาย เธอพยักหน้าโดยไม่ปิดบัง
“มีแผนจะทำอยู่ค่ะ แต่ยังเรียบเรียงความคิดไม่ได้ทั้งหมด”
ตอนนี้เธอไม่ได้ขาดแคลนเงินทุน สิ่งที่ขาดคือโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนและสามารถนำข้อมูลจากระบบมาใช้ได้อย่างสมเหตุสมผล หากจะให้กลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนรับใช้คนอื่นอีก ไม่มีทางเด็ดขาด
เธอต้องการใช้เงินจากระบบต่อเงิน เพื่อสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง ต่อให้ในอนาคตไม่มีระบบ เธอก็ยังมีสิ่งที่เป็นหลักประกันในการดำเนินชีวิต
เว่ยซวิ่นโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงแฝงความตื่นเต้น
“การลงทุนธุรกิจเป็นวงการที่มีเสน่ห์และท้าทายก็จริงครับ แต่ความเสี่ยงกับโอกาสมันมาคู่กันเสมอ!”
จากนั้นเขาก็เริ่มพูดคุยกับหลินมี่ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังมาแรง, เทคโนโลยีชีวภาพ, พลังงานสะอาด และอื่นๆ เขาอธิบายตรรกะของการลงทุนอย่างลึกซึ้งแต่เข้าใจง่าย
ตั้งแต่การคัดเลือกโปรเจกต์ในระยะเริ่มต้น การประเมินความเสี่ยง ไปจนถึงกลไกการถอนทุน เขาหยิบยกตัวอย่างประกอบอย่างมีหลักการ ทำให้เรื่องที่ซับซ้อนดูเป็นเรื่องที่ใครก็ฟังเข้าใจ
หลินมี่ตั้งใจฟังอย่างเพลิดเพลิน ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครอธิบายความรู้เหล่านี้ให้เธอฟังอย่างละเอียดและเป็นมืออาชีพขนาดนี้มาก่อน เธอรู้สึกได้ประโยชน์อย่างมหาศาล
จริงอย่างที่เขาว่า การได้คบหาสมาคมกับคนเก่งย่อมเป็นเรื่องดี
หลินมี่ฟังอย่างตั้งใจและคอยถามข้อสงสัยเป็นระยะ ซึ่งเว่ยซวิ่นก็ตอบคำถามอย่างอดทนและละเอียดถี่ถ้วน บทสนทนาของทั้งคู่เริ่มเข้มข้นและสนิทสนมกันมากขึ้น
เธอพบว่าเว่ยซวิ่นไม่เพียงแต่มีวิสัยทัศน์และการมองการณ์ไกลในเชิงธุรกิจที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังมีทักษะในการถ่ายทอดที่น่าดึงดูดใจ สามารถทำให้โมเดลธุรกิจที่น่าเบื่อกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจขึ้นมาได้
อย่างน้อยเธอก็เข้าใจสิ่งที่เขาพูดได้อย่างง่ายดาย
ขณะที่กำลังคุยถึงแนวโน้มของอุตสาหกรรมในอนาคต จู่ๆ เว่ยซวิ่นก็เปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงแฝงความคาดหวัง
“พอดีว่าในอีกสองวันข้างหน้า หรือก็คือวันอาทิตย์นี้ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติจะมีงานสัมมนาสำหรับเหล่านักลงทุนธุรกิจชั้นนำ นี่เป็นงานสำคัญระดับแนวหน้าของวงการเลยครับ จะมีนักลงทุนระดับท็อปของประเทศ ผู้ประกอบการ และยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีมาร่วมงานมากมาย”
“ทุกคนจะมาร่วมหารือเกี่ยวกับทิศทางการลงทุนในอนาคตและแนวโน้มเทคโนโลยีล้ำสมัย แถมในงานยังมีหลายโปรเจกต์ที่มารอนักลงทุนด้วย พูดง่ายๆ ก็คือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเจรจาความร่วมมือทางธุรกิจนั่นแหละครับ”