ตอน 5

บทที่ 5 กล้าหยอดงั้นหรือ?


ด้วยความช่วยเหลือจากเคล็ดวิชาสายปรุงอาหารที่ได้รับมา อาหารที่เริ่นซินเยว่ปรุงจึงเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม


ระหว่างมื้ออาหารเริ่นซินเยว่ได้บอกเล่าเกี่ยวกับรางวัลพิเศษที่นางและเสิ่นจ้งได้รับมา เพื่อให้เสิ่นเถาซีเลือกสิ่งที่สนใจนำไปฝึกฝน ซึ่งเสิ่นเถาซีก็ตอบรับทุกอย่างด้วยความเต็มใจ


หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ ทั้งสามคนก็ถือกระบี่ออกมายืนประจำที่ในสนาม พื้นที่บริเวณสวนของบ้านหลังใหม่นี้กว้างขวางมาก โดยเฉพาะด้านหลังที่เต็มไปด้วยไม้ผลและดอกไม้นานาพรรณส่วนด้านหน้าค่อนข้างโล่งกว้าง ซึ่งแต่เดิมตั้งใจไว้ใช้จอดรถ ทว่าตอนนี้โรงจอดรถกลับเปิดไม่ออก ทั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารถเหล่านั้นจะยังใช้งานได้อยู่หรือไม่


ทั้งสามยืนเรียงแถว ถือกระบี่มั่น เริ่มต้นฝึกฝนวิชากระบี่ตามเคล็ด 'วิชากระบี่โกลาหล' ท่าร่างของทั้งสามแทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน ทว่าด้วยระดับพลังบำเพ็ญที่ต่างกัน พลังที่แสดงออกมาจึงมีความเหลื่อมล้ำ รวมถึงปัจจัยจากธาตุรากปราณที่แตกต่างกันทำให้เกิดความหลากหลายเล็กน้อย


รอบกายของเสิ่นเถาซีมีละอองพลังวิญญาณห้าสีลอยละล่อง งดงามจับตา


ครอบครัวทั้งสามคนทุ่มเทให้กับการฝึกฝนอย่างเต็มกำลังอยู่หลายวัน จนกระทั่งพลังของเสิ่นเถาซีเลื่อนระดับถึงขั้น 'รวมปราณขั้นหก' และเคล็ดวิชากระบี่ของทั้งสามก็บรรลุถึงขั้นที่สอง จึงตัดสินใจออกจากมิติจำลอง


ระหว่างนั้นเสิ่นเถาซีได้ใช้เวลาศึกษาการปรุงยาโดยอาศัยวัตถุดิบที่มีอยู่ แม้จะเป็นเพียงมือใหม่หัดปรุงทำให้ยาบางส่วนมีระดับต่ำไปบ้าง แต่เสิ่นจ้งก็กล่าวอย่างมั่นใจว่า


"ในเมื่อคุณภาพไม่ถึง เราก็ใช้ปริมาณเข้าสู้!"


"พ่อดูแล้วนะ ดอกไม้ต้นหญ้าหลังบ้านพวกนั้นกลายเป็นพืชวิญญาณไปหมดแล้ว พ่อก็ไม่รู้หรอกว่ามันกลายเป็นแบบนั้นได้ยังไง แต่เราก็นำมาใช้ประโยชน์ได้พอดี!"


"กระดาษที่บ้านก็เหลือเยอะ พ่อจะเขียนยันต์เตรียมไว้เยอะๆ เผื่อได้ใช้ตอนออกไปข้างนอก"


"ภรรยา เจ้าเองก็ทำอาหารวิญญาณเตรียมไว้ด้วยนะ ใครจะไปรู้ว่าออกไปข้างนอกแล้วเราจะมีเวลาทำอาหารอีกไหม?"


เริ่นซินเยว่เห็นด้วยสามีที่นานๆ จะสั่งการสักครั้งนางจึงให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทั้งสามต่างคนต่างแยกย้ายกันทำหน้าที่เพื่อเตรียมตัวบุกป่าหมอกจันทรา


เมื่อทุกอย่างพร้อม ส่วนหนึ่งถูกเก็บไว้ในมิติ อีกส่วนเก็บไว้ในแหวนและถุงเก็บของ ทั้งสามจึงออกจากมิติไป


เสิ่นเถาซีเป็นคนแรกที่พุ่งตัวออกไปแต่ทันทีที่ก้าวออกมา นางก็พบกับใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนจ้องอยู่แทบจะประชิดตัว ตามสัญชาตญาณนางซัดหมัดออกไปเต็มแรง ชายหนุ่มผู้นั้นดูเหมือนจะไม่ทันตั้งตัว จึงโดนหมัดของเสิ่นเถาซีเข้าเต็มเปา


"ไอ้คนฉวยโอกาส!"


เสวียนอี้ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ มือหนึ่งกุมเบ้าตาข้างที่โดนชก ก่อนจะจ้องมองคนที่ลงมือ เมื่อเห็นว่าเป็นเสิ่นเถาซี มืออีกข้างที่กำลังจะฟาดกลับก็ชะงักค้าง เขาจ้องมองเสิ่นเถาซีด้วยสายตาที่ดูสับสน


เสิ่นเถาซีเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาทันที


"อ๊ะ... เป็นท่านนี่เอง ขอโทษที! ขอโทษจริงๆ เจ้าค่ะ! ก็ท่านโผล่มาตรงหน้ากะทันหันแบบนี้ ข้าก็ตกใจสิ... แหะๆ"


"เจ็บไหมเจ้าคะ? หรือจะให้ข้าเอาไข่ต้มมาประคบให้ดี?"


พูดจาเสร็จนางก็ควักไข่ต้มสุกจากถุงเก็บของออกมาแล้วเริ่มปอกเปลือก


"อยู่นิ่งๆ นะเจ้าคะ!"


นางใช้ไข่ต้มกลิ้งไปมาบนเปลือกตาซ้ายของเสวียนอี้พลางบ่นพึมพำ


"ท่านนี่นะ ทำไมไม่รู้จักหลบกันบ้าง? แต่ก็นั่นแหละเป็นความผิดของข้าเอง เอาอย่างนี้ไหม ข้ามีของกินอยู่พอดี ถือเป็นการขอโทษ ท่านมาทานมื้อนี้ด้วยกันสิคะ!"


'ซางลั่ว'และ 'ซางอวิ๋น' ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดถึงกับอึ้งเมื่อเห็นเจ้านายของตนถูกชก เจ้านายไม่หลบ? เป็นไปได้อย่างไร? ยิ่งเห็นเด็กสาวกำลังเอาไข่ต้มประคบตาให้เจ้านาย พวกเขายิ่งไม่อยากจะเชื่อสายตา


ซางอวิ๋นสะกิดซางลั่ว "นี่... ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม?"


ซางลั่วส่ายหน้า "ข้าว่าเจ้านายเราดูไม่เหมือนเจ้านายคนเดิมเลย"


ซางอวิ๋นไม่สนใจคำพูดแปลกๆ ของซางลั่ว แต่มองไปยังร่างที่เพิ่งก้าวออกมาอีกสองร่างด้วยความประหลาดใจ


"แล้วคนนั้นล่ะ ทำไมถึงถือหม้อออกมาด้วย?"


เสิ่นจ้งที่ถือหม้อออกมาเห็นลูกสาวกำลังประคบตาให้เจ้าหนุ่มหน้าตากวนประสาท ก็รีบดึงลูกสาวออกมาทันที


"ชายหญิงไม่ควรแตะเนื้อต้องตัวกันนะ ทำอะไรน่ะ!"


เสิ่นเถาซีชี้ไปที่ดวงตาของเสวียนอี้ "ข้าเผลอชกเขาไปน่ะค่ะ!"


เสิ่นจ้งจ้องมองรอยเขียวคล้ำบนหน้าของเสวียนอี้แล้วถอนหายใจ


"เจ้าหนุ่มนี่โชคร้ายจริงๆ หน้าตาหล่อเหลาแท้ๆ... แต่เดี๋ยวสิ คนคนนี้ดูคุ้นตาจัง?"


เริ่นซินเยว่กล่าวขึ้น "นั่นมันคนที่เจ้าลากกลับมาวันก่อนไม่ใช่หรือ? ไหนบอกว่าเขาจากไปแล้ว?"


เสิ่นเถาซีเองก็งุนงง "ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ท่านกลับมาทำไมคะ?"


เสวียนอี้มองทั้งสามคนก่อนเอ่ยคำสั้นๆ "แค่ผ่านมา"


"อ๋อ... งั้นเหรอคะ บังเอิญจัง! ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็ไม่ขัดจังหวะท่านแล้วค่ะ" พูดจบก็ขยับตัวหลีกทางให้


ทว่าเสวียนอี้กลับไม่ขยับไปไหน เขาจ้องเสิ่นเถาซีแล้วพูดว่า


"เจ้าเพิ่งบอกว่าจะขอโทษข้าด้วยการชวนทานมื้ออาหาร"


เสิ่นจ้งหันไปถามลูกสาว "ลูกจะเลี้ยงข้าวเขาจริงๆ เหรอ?"


เสิ่นเถาซีพยักหน้า "นั่นสินะ... ข้าพูดไปแล้ว ท่านแม่คะ ท่านว่า..."


เริ่นซินเยว่เอ่ยปากเชิญเสวียนอี้


"พอดีเลย พวกข้าเพิ่งต้มหม้อไฟเสร็จ กำลังคิดอยู่ว่าจะหาเนื้ออสูรมาใส่เพิ่ม จะได้เก็บไว้ทานระหว่างทาง ถ้าไม่รังเกียจก็มาทานด้วยกันเถอะ"


"เถาเถา ไปจับอสูรมารมาสักตัวสิ"


เสิ่นเถาซีหันไปมองมารดา


"ท่านแม่คะ ท่านแน่ใจนะ? ตอนนี้ข้าเป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับรวมปราณ ไม่ใช่จอมพลังที่ไร้เทียมทานเหมือนแต่ก่อนแล้วนะ"


เริ่นซินเยว่ดูเหมือนจะนึกขึ้นได้ เธอรีบเก็บหม้อไฟแล้วนำจานอาหารที่ทำไว้แล้วออกมาตั้ง


"งั้นทานของพวกนี้ก่อนแล้วกัน ส่วนเนื้ออสูรค่อยหามาเพิ่มทีหลัง!"


เสวียนอี้กลับลุกขึ้นยืน "ข้าไปจับเอง"


"เดี๋ยวก่อนค่ะ ตาของท่าน..."


เริ่นซินเยว่เห็นลูกสาวถือไข่ในมือจึงถาม


"ลูกก็มีพลังธาตุไม้ไม่ใช่หรือ? ทำไมไม่ใช้พลังรักษาเสียล่ะ?"


"ข้าลืมไปเลยค่ะ!"


นางกำลังจะยกมือขึ้นแต่ก็ชะงักไปเมื่อนึกได้ว่าชายผู้นี้บอกว่าจะไปจับอสูรมาร นั่นหมายความว่าเขาเองก็เป็นผู้ฝึกตน การที่เขากล้าเดินอยู่ในส่วนลึกของป่าเพียงลำพังโดยไม่กลัวอสูรมาร แสดงว่าฝีมือต้องไม่ธรรมดานางจึงลดมือลง


"เอ่อ... ท่านน่าจะจัดการเองได้นะคะ?" เธอกล่าวพร้อมชี้ไปที่รอยช้ำ


เสวียนอี้มองมือน้อยๆ ที่ลดลงก่อนจะยกมือขึ้นลูบเบ้าตาเพียงครั้งเดียว รอยช้ำก็จางหายไปจนหมดสิ้น


เสิ่นเถาซีอุทาน


"ท่านเป็นยอดฝีมือจริงๆ ด้วย! ท่านยอดฝีมือคะ สนใจออกเดินทางไปกับพวกเราเพื่อออกจากป่าหมอกจันทราไหมคะ? จะได้เป็นเพื่อนร่วมทางกันไง!"


เสวียนอี้ไม่ได้ตอบรับแต่เดินตรงไปยังทิศทางของอสูรมาร


เสิ่นจ้งเห็นคนไปแล้วก็รีบดึงลูกสาวมาใกล้


"ลูกนี่ใจกว้างเกินไปแล้ว รู้ไหมว่าเขาเป็นใครถึงกล้าชวนไปด้วย? แล้วเขาจะเห็นตอนเราโผล่มาในมิติไหม? ในโลกนี้มีมิติจำลองด้วยหรือ? เขาจะฆ่าชิงสมบัติไหมลูก?"


เสิ่นเถาซีตอบ "เรามียันต์ล่องหนอยู่ไม่ใช่หรือคะ ถ้าเขาถามก็บอกว่าเราใช้ยันต์นั่นสิ"


เริ่นซินเยว่กล่าวเสริม


"เด็กคนนั้นดูท่าทางไม่เลวนะ ไม่เหมือนคนจิตใจชั่วร้าย หากเขาคิดจะเล่นงานเราจริงๆ เราก็แค่หนีเข้ามิติไปก็สิ้นเรื่อง!"


ระหว่างที่พวกเขากำลังปรึกษาหารือ เสวียนอี้ก็ลากหมาป่าอสูรระดับสามกลับมาแล้ว เริ่นซินเยว่ผลักเสิ่นจ้ง


"ไปชำแหละซะ"


เสิ่นจ้งมองหมาป่าอสูรแล้วหันไปมองเสวียนอี้


"เฮ้ย เจ้าหนุ่มฝีมือไม่เลวนี่ อสูรระดับสามจัดการได้ไวขนาดนี้ เจ้าพลังระดับไหนแล้ว?"


เสวียนอี้ไม่ตอบเสิ่นจ้งบ่นอุบ


"เจ้าหนุ่มนี่ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย!"


ทั้งสี่ล้อมวงรอบหม้อไฟ เตรียมจุ่มเนื้ออสูรมารทาน กลิ่นเครื่องปรุงเข้มข้นและพลังวิญญาณที่ลอยกรุ่นออกมาทำให้แววตาของเสวียนอี้วูบไหวเล็กน้อย เริ่นซินเยว่คีบเนื้อชิ้นหนึ่งแกว่งในน้ำซุปก่อนวางใส่ชามของเสวียนอี้


"เอ้า ทานสิเด็กน้อย! น้ำซุปนี้ข้าทำเองลองชิมดูนะ ลูกสาวข้าชอบมากเลยล่ะ"


เสวียนอี้ฟังคำเรียก 'เด็กน้อย' จากปากของเริ่นซินเยว่แล้วรู้สึกใจสั่นไหว


"เสวียนอี้"


"หืม? อะไรนะเจ้าคะ?" เสิ่นเถาซีที่นั่งข้างๆ ถาม


"เสวียนอี้... ชื่อของข้า" เขาเอ่ยย้ำอีกครั้งก่อนเริ่มคีบเนื้อเข้าปาก


ยอดฝีมือระดับเขาบรรลุถึงขั้น 'ละทิ้งธัญญาหาร' มานานแล้วแต่เมื่อได้ลิ้มรสเนื้ออสูรจุ่มหม้อไฟ เขากลับหยุดมือไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่ได้ทานอาหารมานานหรือเหตุใด เสวียนอี้รู้สึกว่าเขาชอบรสชาตินี้เหลือเกิน


จากนั้นเขาก็เริ่มจัดการเองโดยไม่ต้องให้เริ่นซินเยว่คอยคีบให้