ตอน 4

บทที่ 4 ไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูก


“แย่แล้ว! พวกเราลืมอะไรไปหรือเปล่า?” เสิ่นจ้งอุทานขึ้นมาอย่างกะทันหัน


“คนที่อยู่ข้างนอกนั่น... คงไม่ได้ถูกอสูรมารกินไปแล้วหรอกนะ?”


เริ่นซินเยว่ตบมือฉาดใหญ่


“จริงด้วยสิ! ลืมไปสนิทเลย!”


เสิ่นเถาซีถึงกับเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ หากมัวแต่รอให้พ่อกับแม่นึกออก ป่านนี้คงไม่เหลือแม้แต่ซากกระดูกแล้วกระมัง! แต่ตัวเธอเองก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเหมือนกัน


“ไม่เป็นไรหรอกน่าหนูออกไปดูมาแล้ว เขาจากไปแล้วล่ะ!”


เสิ่นจ้งขมวดคิ้ว “ลูกรู้ได้ยังไงว่าเขาจากไป ไม่ใช่ว่าถูกอสูรมารเขมือบลงท้องไปแล้ว?”


“โธ่ ก็หนูเห็นเขาในหน้าจอทีวีนี่นา เขายังมีชีวิตอยู่!”


เริ่นซินเยว่ถอนหายใจอย่างโล่งอก


“ถ้ายังไม่ตายก็แล้วไป เราก็ไม่ต้องไปสนใจเขาแล้ว กลับมาฝึกตนในมิติกันต่อเถอะ”


“รีบเพิ่มระดับพลังฝีมือให้เร็วที่สุด แล้วค่อยหาทางออกจากป่าหมอกจันทราแห่งนี้กัน!”


“เจ้าของร่างเดิมทั้งครอบครัวนี้ถือว่าโชคดีมากจริงๆ ที่อาศัยแค่พลังระดับฝึกปราณก็ดั้นด้นเข้ามาถึงส่วนลึกของป่าหมอกจันทราได้”


เรื่องนี้เสิ่นเถาซีเองก็นับถือไม่น้อย


“นั่นสิ เป็นโชคช่วยจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะโชคดีขนาดนั้น แค่เขตชั้นในก็คงผ่านเข้ามาไม่ได้แล้ว”


“พ่อ แม่ ฉันดูแล้วนะ เคล็ดวิชา ‘กระบี่โกลาหล’ กับ ‘เคล็ดวิชาหุ้นหยวน’ นี้ พวกเราสามคนฝึกได้ทั้งคู่ เราเริ่มจากสองวิชานี้กันก่อนดีไหม?”


“การเพิ่มระดับพลังตบะและขีดความสามารถในการต่อสู้นั้นสำคัญที่สุด”


“ลูกสาวพูดถูก” เสิ่นจ้งเห็นด้วย ทว่าตัวเขากลับหยิบกาน้ำเดินเปิดประตูออกไปรดน้ำต้นไม้ที่ลานบ้านเสียแล้ว


เริ่นซินเยว่รีบคว้าคอเสื้อเขาลากกลับมา


“มานี่เลย มาฝึกตนกับฉันเดี๋ยวนี้!”


“ถ้ายังกล้าอู้อีก ฉันไม่ปล่อยคุณไว้แน่!”


“โลกที่อันตรายขนาดนี้ ถ้าเราไม่พยายามกัน แล้วลูกสาวของเราจะทำยังไง?”


“หรือคุณอยากเห็นลูกสาวเผชิญอันตรายแล้วเราทำอะไรไม่ได้สักอย่าง?”


“โธ่ เมียจ๋า ผมไม่ได้อู้สักหน่อย ผมแค่กะว่าจะลองวิธีรดน้ำให้ต้นไม้กับผลไม้ในสวน เผื่อมันจะงอกออกมาเป็นผลไม้ปราณไง!”


ในระหว่างที่เสิ่นจ้งกำลังถูกเริ่นซินเยว่บังคับให้ฝึกตน เสิ่นเถาซีก็กำลังไล่ดูของรางวัลที่เด้งออกมาจากคอมพิวเตอร์


เสิ่นเถาซีหยิบหยกบันทึกวิชาชิ้นหนึ่งขึ้นมา บนนั้นเขียนว่า: ‘เคล็ดวิชาฝึกกายาพยัคฆ์ทองคำ (ระดับต้น)’


“เป็นวิชาสายฝึกกายาหรือนี่?”


ดินแดนเสวียนหยวนมีผู้ฝึกตนสายกายาอยู่บ้าง แต่เคล็ดวิชาสำหรับสายนี้หายากยิ่ง แม้แต่ตระกูลเสิ่นเดิมก็ยังไม่เคยเห็นวิชาพวกนี้เลย ต่อให้หาไปทั่วเมืองเฟิ่งหมิงก็หาผู้ฝึกสายกายาได้ไม่กี่คน


เสิ่นเถาซีรู้สึกสนใจไม่น้อย หลังจากอ่านเคล็ดวิชาในหยกบันทึกจนเข้าใจแล้ว เธอก็นำมันไปวางไว้บนชั้นหนังสือ รวมกับวิชาอื่นๆ และรางวัลจำพวกยาเม็ด เพื่อให้คนในครอบครัวใครที่ต้องการก็สามารถมาหยิบไปฝึกได้ทุกเมื่อ


“พ่อ แม่ ฉันไปฝึกตนก่อนนะ!”


เสิ่นเถาซีเลือกห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งที่ชั้นล่างเตรียมจะเข้าไปฝึก แต่กลับถูกเริ่นซินเยว่ขวางไว้


“เอ๊ะๆ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามต่อไปนี้ให้เปลี่ยนมาเรียกท่านพ่อ กับท่าน แม่ ให้ชินปากตั้งแต่ตอนนี้เลย ศัพท์วัยรุ่นก็เลิกพูดจะได้ไม่หลุดปากเวลาออกไปข้างนอก!”


“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่!”


เสิ่นเถาซีขานรับสองคำก่อนจะเข้าห้องไปเริ่มฝึกฝน นางตัดสินใจเริ่มจาก ‘เคล็ดวิชาหุ้นหยวน’ ก่อนเพื่อยกระดับพลังตบะ ซึ่งวิชานี้ไม่เพียงเพิ่มพลังได้แต่ยังช่วยขัดเกลาจิตสัมผัสและขยายห้วงจิตวิญญาณอีกด้วย


แม้ตอนนี้เสิ่นเถาซียังไม่มีห้วงจิตวิญญาณแต่ก็เริ่มก่อเกิดเป็นจิตสัมผัสขึ้นมาได้ อีกทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เส้นชีพจรและรากปราณ ทำให้รากปราณบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น


ด้วยพลังปราณอันเข้มข้นในมิติประกอบกับน้ำยาทิพย์ที่ช่วยเสริม เสิ่นเถาซีสัมผัสได้ว่ารากปราณทั้งห้าของนางกำลังอัดแน่นไปด้วยพลังอย่างรวดเร็ว ระดับพลังที่เพิ่งทะลวงมาหมาดๆ ก็ทำท่าเหมือนกำลังจะเลื่อนระดับขึ้นไปอีกครั้ง


ในห้องอีกด้านหนึ่งเสิ่นจ้งที่ถูกเริ่นซินเยว่กดดันให้ฝึกอยู่ รากปราณทั้งสองในร่างของเขาก็บริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ พลังไหลเวียนไปทั่วร่าง จนกระทั่งเขารู้สึกว่าพลังในตัวพุ่งถึงจุดสูงสุด


คลื่นพลังปราณขนาดใหญ่แผ่ออกมา เสิ่นจ้งลืมตาขึ้นทันที


“ภรรยา เจ้าทะลวงระดับได้แล้วหรือ? ถึงขั้นสร้างรากฐานแล้ว?”


เสิ่นจ้งมองยาเม็ดในมือ


“ยาเม็ดสร้างรากฐานยังไม่ได้ใช้เลยนะ?”


เริ่นซินเยว่ไม่ได้ตอบ เธอโคจรพลังอีกรอบหนึ่งจนครบวงโคจรใหญ่ถึงจะลืมตาขึ้น


“ไม่จำเป็นแล้วล่ะ เจ้าเก็บไว้เถอะ ข้าดูแล้วเจ้าก็ใกล้จะถึงขั้นสร้างรากฐานเหมือนกัน”


เสิ่นจ้งขยับเข้าไปใกล้ภรรยาแล้วหัวเราะ “ภรรยาข้านี่น่ารักจริงๆ รอเดี๋ยวเถอะ ข้าจะทำให้ดูเดี๋ยวนี้แหละ!”


“สามีภรรยาต้องไปพร้อมๆ กัน!”


เสิ่นจ้งเปิดขวดยา หยิบยาเม็ดสร้างรากฐานใส่ปากแล้วเริ่มโคจรเคล็ดวิชาฮุนหยวนเพื่อดูดซับพลัง


ไม่นานนักก็มีคลื่นพลังปราณซัดสาดออกมาจากร่างของเสิ่นเถาซี นางลุกขึ้นเดินไปยังห้องของท่านพ่อ ท่านแม่เมื่อเห็นทั้งคู่ทะลวงผ่านขั้นสร้างรากฐานได้สำเร็จ


“พ่อ... เอ๊ย ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านถึงขั้นสร้างรากฐานกันแล้วหรือเจ้าคะ?”


“ดีจัง! แบบนี้พวกเราก็มีหลักประกันในการออกจากที่นี่มากขึ้นแล้ว”


เริ่นซินเยว่สำรวจระดับพลังของลูกสาว “อืม ไม่เลว ถึงระดับสี่แล้ว”


เสิ่นเถาซียิ้มร่า “นั่นสิคะ ลูกใครก็ไม่รู้ แค่ฝึกตนกระจอกๆ ต้องไวสิคะ!”


“ปากหวานจริงๆ เอ้าๆ พวกเจ้าไปฝึกต่อเถอะ แม่จะไปทำอาหาร แล้วถือโอกาสลองฝึกเคล็ดวิชาสายปรุงอาหารด้วย!”


เสิ่นเถาซีทรุดตัวลงนั่งข้างเสิ่นจ้งเริ่มฝึกต่อ


“ท่านพ่อ ต่อไปท่านก็ฝึกวิชาเสียงด้วยนะคะ นั่นน่าจะเป็นการโจมตีทางจิตวิญญาณ ต้องร้ายกาจมากแน่ๆ!”


เสิ่นจ้งกล่าว “เถาเถา พักบ้างก็ได้ไม่ต้องรีบร้อนหรอก”


เสิ่นเถาซีกลับแย้งว่า


“ท่านพ่อพวกท่านถึงขั้นสร้างรากฐานกันแล้ว แต่ฉันเอ๊ยข้ายังเป็นแค่เจ้าเปี๊ยกพลังระดับฝึกปราณขั้นสี่อยู่เลย อีกอย่างท่านไม่อยากอัปเกรดมิตินี้เหรอ? ถ้าข้าถึงขั้นสร้างรากฐานเมื่อไหร่ มิติของเราก็จะอัปเกรดได้นะ!”


พอได้ยินคำว่าอัปเกรด เสิ่นจ้งก็กระโดดลงจากเตียงวิ่งไปที่ห้องทำงานทันที


“ท่านพ่อจะไปไหนเจ้าคะ?”


เสิ่นจ้งไม่หันกลับมามอง


“ไปดูของรางวัลน่ะสิ! พ่อทะลวงผ่านระดับใหญ่ขนาดนี้ ต้องมีรางวัลสิแล้วถือโอกาสไปรับส่วนของแม่ลูกด้วยเลย”


เสิ่นเถาซีพูดไม่ออกนางไม่ไปไหนแต่นั่งลงฝึกฝนเคล็ดวิชาสายกายาที่เคยอ่านไปก่อนหน้านี้ นางมาจากหน่วยตำรวจพิเศษ ทักษะการต่อสู้มีอยู่ในตัวอยู่แล้ว ผสานกับเคล็ดวิชาสายกายาต่อให้ไม่ใช้พลังปราณนางก็ไม่เสียเปรียบใครง่ายๆ แน่นอน!


ในตอนที่เสิ่นเถาซีกำลังตั้งใจฝึกอยู่นั้น เสิ่นจ้งก็ได้รับรางวัลของตนและภรรยามาแล้ว เขาเดินดุ๊กดิ๊กไปที่ครัว ก่อนจะหยิบแหวนมิติออกมาสวมให้เริ่นซินเยว่อย่างตั้งอกตั้งใจ


“ภรรยา แต่งงานกับข้าเถอะนะ!”


เริ่นซินเยว่เห็นแหวนมิติก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา


“เล่นอะไรเป็นเด็กๆ ไปได้!”


“ไปไกลๆ เลย ไป อย่ามากวนตอนข้าทำอาหาร!”


เสิ่นจ้งกล่าว “ภรรยานี่คือรางวัลจากการทะลวงระดับนะ รีบหยดเลือดรับแหวนแล้วดูสิว่ามีอะไรบ้าง”


ในตอนที่เริ่นซินเยว่หยดเลือดรับของดูอยู่นั้น เสิ่นจ้งก็เริ่มสาธยายของในแหวนตัวเอง


“ของข้ามีเคล็ดวิชาสายยันต์เล่มหนึ่ง แต่ข้าไม่ได้เป็นผู้ฝึกยันต์สักหน่อย ให้มาทำไมนะ?”


“ในนี้มีศิลาปราณด้วย แต่ศิลาปราณระดับกลางมีแค่สิบก้อน ขี้เหนียวชะมัด”


“เอ๊ะๆ มีกระบี่ปราณระดับสองเล่มหนึ่ง อันนี้ใช้ได้เลย!”


เริ่นซินเยว่เปิดแหวนมิติของตัวเองดูบ้าง


“ของข้าก็คล้ายๆ กับของเจ้าแหละ ต่างกันแค่เคล็ดวิชา ในนี้ของข้ามีเคล็ดวิชาสายหลอมศาสตรา”


“มิติให้รางวัลเราต่างกัน อาจเพราะเห็นว่าเราเหมาะกับสายวาดอักขระยันต์หรือหลอมศาสตรา ในเมื่อให้มาแล้วก็ฝึกๆ ไว้เถอะ”


“มีวิชาติดตัวเพิ่มอีกอย่าง ก็เป็นหนทางรักษาชีวิตได้อีกทาง”


“พอดีเมืองเฟิ่งหมิงของเราพวกผู้ฝึกอักขระยันต์หายากอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้หลอมศาสตราเลย”


“เดี๋ยวเราค่อยบันทึกเนื้อหาในหยกวิชาไว้ในห้องทำงาน ถ้าลูกสาวสนใจ ก็ให้เขาไปฝึกเองได้”


เสิ่นจ้งพยักหน้า “ภรรยาพูดถูก ถ้าเป็นนิสัยลูกเรา คงหยิบไปฝึกเองแน่ๆ”


“ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว อะไรที่ทำได้ด้วยหน้าตาแต่ลูกกลับชอบใช้ความสามารถเข้าสู้!”


“ก็ได้เชื้อพ่อมาเต็มๆ!”


เริ่นซินเยว่จนใจจะพูด!