ตอน 6
บทที่ 6 : ท่อนไม้เย็นชา กับ ดอกไม้ประหลาด
เมื่อเห็นลูกสาววิ่งตามมาทัน เริ่นซินเยว่ก็เอ่ยถามขึ้นว่า
“เป็นอย่างไรบ้าง? เสวียนอี้เขาพูดอะไรกับเจ้าหรือเปล่า?”
เสิ่นเถาซีส่ายหน้า “ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ”
เสิ่นจ้งพ่นลมหายใจ
“พ่อตอนแรกกะว่าจะลากตัวเขามาเป็นลูกเขยเสียหน่อย น่าเสียดายที่เขาเย็นชาเป็นน้ำแข็งแบบนั้น ไม่เหมาะกับบุตรสาวเราเลยสักนิด”
“บุตรสาวเราน่ารักจะตายไป ทั้งกำลังภายใน ทั้งหัวสมอง แถมหน้าตาก็สวยหมดจด”
“เจ้าหมอนั่นมันก็แค่ท่อนไม้ทื่อๆ คนหนึ่ง ไม่เข้ากันเลยจริงๆ!”
เริ่นซินเยว่ขัดขึ้น “เจ้านี่นะ แทนที่จะบอกว่าบุตรสาวเราแปลกแหวกแนว!”
“ในบรรดาทีมของลูก คนอื่นๆ ล้วนสุขุมรอบคอบ มีแค่ลูกนั่นแหละที่เป็นดอกไม้ประหลาดอยู่คนเดียว”
“เราสองคนไม่มีใครนิสัยเหมือนนางเลยสักนิด ทำไมถึงคลอดบุตรสาวแบบนี้ออกมาได้นะ?”
ทั้งสามคนเดินคุยหยอกล้อกันไปเรื่อยๆ จนลับสายตา โดยไม่รู้เลยว่าทุกประโยคที่พวกเขาพูดนั้นเข้าหูเสวียนอี้จนหมดสิ้น ‘ท่อนไม้ทื่อๆ งั้นหรือ? หึ~’ ระหว่างทางทั้งสามคอยใช้หน้าจอโทรทัศน์ตรวจสอบความปลอดภัยไปพลาง เดินไปพลาง เส้นทางนี้ค่อนข้างปลอดภัย ไม่พบอสูรมารตัวใดเลย จนกระทั่งเสิ่นจ้งเดินจนเหนื่อยจึงหยุดพัก
เริ่นซินเยว่หยิบจานปอเปี๊ยะออกมา
“รองท้องด้วยนี่ไปก่อนนะ รอถึงตอนกลางคืนค่อยเข้าไปกินมื้อใหญ่ในมิติกัน!”
เสิ่นเถาซีเคี้ยวไปพลางเอ่ย
“ท่านพ่อท่านแม่ ทั้งสองคนบรรลุระดับสร้างรากฐานแล้วนี่เจ้าคะ น่าจะเริ่มเข้าสู่ภาวะงดอาหารได้แล้วนะ”
เสิ่นจ้งรีบปฏิเสธ “งดอาหารทำไมกัน? มีของอร่อยอยู่ตรงหน้าไม่กิน ถือว่าโง่หรือเปล่า?”
“ไอ้งดอาหารน่ะเหรอ? นั่นมันพวกคิดสั้นชัดๆ!”
“เอ๊ะๆ นั่นดอกไม้อะไรน่ะ สวยจัง! เอาเสียมมาเร็ว ข้าจะขุดไปปลูกไว้ในสวนหลังบ้านเรา!”
เสิ่นเถาซีเหลือบมองดอกไม้นั่นแล้วถอนหายใจ
“ท่านพ่อ นั่นคือสมุนไพรวิญญาณเจ้าค่ะ ไม่ใช่ดอกไม้ประดับ”
“บอกให้อ่านหยกบันทึกเกี่ยวกับสมุนไพรวิญญาณก็ไม่ยอมอ่าน!”
เสิ่นจ้งแก้ตัว “ข้าก็แค่ไม่มีเวลานี่นา เดี๋ยวค่อยอ่าน!”
ที่จริงเสิ่นเถาซีเองก็เพิ่งศึกษาพวกหยกบันทึกเรื่องพืชวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณเพราะต้องการจะฝึกปรุงยาเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นนางก็คงไม่รู้เรื่องพวกนี้เช่นกัน เสิ่นเถาซีกินปอเปี๊ยะหมดในไม่กี่คำ ก็หยิบเสียมเล็กๆ ออกมา
“ท่านพ่อ เดี๋ยวข้าช่วยขุด!”
“เอาพวกนี้ไปปลูกในมิติ เผลอๆ มันอาจจะโตดีกว่าเดิมก็ได้ พอถึงเวลาก็เอาออกมาขาย หรือไม่ก็เอาไปปรุงยาเลย”
เริ่นซินเยว่เห็นสองพ่อลูกขยันขันแข็ง จึงลองตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยดีแล้วจึงร่วมวงขุดด้วยคน
“ตรงนี้ก็มีอีกอัน อันนี้ระดับสูงกว่านะ เป็นสมุนไพรวิญญาณระดับสามแล้ว”
“ท่านแม่ ตรงข้างเท้าท่านก็ขุดขึ้นมาด้วยเลยเจ้าค่ะ”
“จ้าๆ ใจเย็นๆ หน่อย อย่าให้มันเสียหายสิ”
ทั้งสามคนพบว่าบริเวณนี้มีพืชและสมุนไพรวิญญาณอยู่หนาแน่นอย่างไม่น่าเชื่อ ขุดกันอยู่ครึ่งค่อนวันเสิ่นเถาซีก็พลันเอ่ยขึ้นว่า
“แปลกจัง สมุนไพรเยอะขนาดนี้ ทำไมไม่มีอสูรมารคอยเฝ้าเลยล่ะเจ้าคะ?”
“เราขุดกันมาตั้งนาน ไม่เจออสูรมารเลยสักตัว ไม่ปกติแล้วนะเนี่ย!”
เริ่นซินเยว่ลุกขึ้นยืนมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของอสูรมารเช่นกัน
เสิ่นจ้งจึงว่า “งั้นพอดีเลย ข้าจะเข้าไปดูในมิติเดี๋ยวนี้แหละ”
สิบห้านาทีผ่านไป เสิ่นจ้งก็โผล่ออกมา “รัศมีสิบกว่าลี้รอบนี้ไม่มีอสูรมารเลยแม้แต่ตัวเดียว น่าแปลกจริงๆ”
ที่ที่ควรจะมีอสูรมารกลับไม่มี นี่แหละที่ทำให้ทั้งสามเริ่มระแวดระวังขึ้นมา ทั้งสามยืนหลังชนกัน สายตาจับจ้องไปรอบทิศทาง ทันใดนั้นเสิ่นเถาซีก็ฟุดฟิดจมูก
“หอมจัง!”
เริ่นซินเยว่และเสิ่นจ้งก็ได้กลิ่นเช่นกัน กลิ่นหอมนี้ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ราวกับกำลังชำระล้างพลังวิญญาณภายในให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
“ทางนั้นเจ้าค่ะ!” เสิ่นเถาซีชี้ไปทิศทางหนึ่ง กลิ่นหอมโชยมาจากทางนั้น ทั้งสามสบตากันและตัดสินใจจะลองเดินไปสำรวจดู
เมื่อเดินไปได้สักพัก พวกเขาก็เริ่มเห็นเงาของอสูรมาร รวมถึงร่องรอยการต่อสู้ และยังเห็นกลุ่มผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งด้วย เสิ่นจ้งกล่าว
“เรากลับเข้าไปในมิติก่อนดีกว่า ไปดูสถานการณ์ข้างหน้าจากในนั้นเอา”
ทั้งสามกลับเข้าสู่พื้นที่มิติ นั่งเรียงกันบนโซฟา ตรงหน้ามีจานผลไม้ที่มีพลังวิญญาณวางอยู่ พวกเขากินไปพลางดูเหตุการณ์ผ่านจอโทรทัศน์ไปพลาง
“คนมาเยอะเหมือนกันนะเนี่ย ดูท่าจะมีสมบัติวิญญาณปรากฏขึ้นสินะ?” เสิ่นเถาซีเปรย
เริ่นซินเยว่ขมวดคิ้วเมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่ง “นั่นตระกูลเสิ่นนี่ ดูเหมือนจะเป็นสายตรงทั้งนั้นเลย”
เสิ่นเถาซีเห็นร่างที่คุ้นตาคนหนึ่งก็อุทานด้วยความตกใจ
“นั่นเสิ่นฮ่าวหรานไม่ใช่เหรอ? เขาควรจะอยู่ที่สำนักกระบี่หยกนี่นา ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
เสิ่นจ้งกล่าว
“ลูกไม่ได้เห็นหรือว่าผู้อาวุโสสูงสุดก็มาด้วย? แถมเสิ่นอวิ๋นยังเป็นคนนำทีม ก็ต้องอยากพาบุตรชายมาด้วยอยู่แล้ว เผื่อว่าเป็นสมบัติล้ำค่าจริงๆ ลูกๆ ของเขาจะได้แบ่งรับวาสนาไปบ้าง”
“ประมุขตระกูล? เขาถึงกับมาด้วยตัวเองเลยเหรอ!” เสิ่นจ้งตกใจ
“เรื่องอะไรกันแน่ที่ถึงขนาดทำให้ระดับประมุขตระกูลต้องลงมาเอง?”
เสิ่นเถาซีปรับภาพในจอให้ซูมเข้าไปใกล้ๆ ในที่สุดก็ได้ยินเสียงคนพวกนั้นคุยกัน
“ได้ยินว่า ‘ต้นกำเนิดวิญญาณ’ กำลังจะออกผลแต่คนเยอะขนาดนี้ เราจะได้ส่วนแบ่งไหมนะ?” ใครบางคนถาม
“เฮ้อ เราก็แค่มาเปิดหูเปิดตาเท่านั้นแหละ พวกเจ้าไม่ได้สังเกตเหรอว่า พวกยอดฝีมือที่เก็บตัวมานานพวกเขาก็ออกมากันหมดแล้ว”
“แถมอสูรมารระดับสูงพวกนั้นก็นัยน์ตาเป็นมัน พวกมันจ้องจะมาแย่งผลกำเนิดวิญญาณบนต้นนั่นแหละ”
“นั่นมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่แม้แต่ระดับบรมจารย์ยังต้องแย่งชิงกัน ว่ากันว่าต้นกำเนิดวิญญาณสามารถชำระล้างพลังวิญญาณให้บริสุทธิ์ หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง หากได้ต้นนี้มา การจะเหาะเหินเดินอากาศไปสู่ความเป็นเซียนก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว!”
“ยังมีผลกำเนิดวิญญาณนั่นอีก ที่ว่ากันว่าสามารถเติมเต็มรากปราณได้ ใครที่รากปราณเสียหาย กินเข้าไปนี่ฟื้นฟูเร็วที่สุด ผลลัพธ์ดีที่สุดเลย”
“ขนาดคนที่ไม่ได้บาดเจ็บ ถ้าได้กินสักผล พลังวิญญาณก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แม้แต่ระดับจำแลงเทพก็ยังได้ประโยชน์มหาศาล”
“ถึงไม่รู้ว่าต้นนี้มาจากไหน ทำไมถึงโผล่มาที่นี่ได้ แต่ในเมื่อเราเจอแล้ว มันก็ถือเป็นวาสนาของเรา”
“แต่คนที่เข้าไปสำรวจข้างหน้าบอกว่า ต้นกำเนิดวิญญาณนี้ดูเหมือนรากฐานจะเสียหาย คาดว่าน่าจะเก็บเกี่ยวผลได้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว และผลอาจจะไม่เยอะด้วย”
“พวกเราไม่หวังจะได้หรอก ขอแค่ได้น้ำซุปมาซดแบ่งๆ กันก็พอใจแล้ว”
เมื่อเห็นผู้คนกำลังพยายามทำลายเขตอาคมเสิ่นเถาซีก็เอ่ยขึ้นว่า
“ของดีเลยนะนั่น! เราไปลองดูกันหน่อยไหมเจ้าคะ?”
เริ่นซินเยว่ค่อนข้างมีเหตุผลมากกว่า “ภายใต้สายตาของยอดฝีมือเยอะขนาดนี้ เราอย่าไปเสี่ยงดีกว่า”
แต่เสิ่นจ้งกลับค้าน “ข้าว่าไปลองหน่อยเถอะ ต้นไม้นั่นดูดีทีเดียว เอามาปลูกไว้ในสวนบ้านเราน่าจะสวยไม่หยอก”
“สองพ่อลูกนี่ชอบทำตัวไร้สาระกันจริง!”
เริ่นซินเยว่ดุ แม้จะปากว่าอย่างนั้น แต่เธอก็ไม่ได้ห้ามปราม หากไม่ลอง จะรู้ได้อย่างไรว่าทำสำเร็จหรือไม่ อย่างน้อยแม้ไม่สำเร็จ ก็ถือว่าได้มีส่วนร่วม
ทั้งสามเตรียมตัวกันเล็กน้อยก่อนจะออกจากมิติ ทั้งหมดติดยันต์พรางไอพลัง แม้ผู้ฝึกตนระดับต่ำจะมองไม่เห็น แต่ระดับจำแลงเทพ เหล่านั้นย่อมมองออกได้ง่าย
ทว่าอาจเพราะระดับพลังของพวกเขาทั้งสามดูต่ำเตี้ยเรี่ยดิน พวกยอดฝีมือเหล่านั้นจึงไม่ได้ใส่ใจเจ้าพวกมือสมัครเล่นสามคนนี้เลย ประเด็นคือในกลุ่มยังมีมือใหม่ระดับฝึกปราณขั้นที่ 4 ปะปนอยู่ด้วย
เสิ่นจ้งกระซิบ “เราเนียนเข้ามาได้แบบนี้เลยเหรอ?”
เริ่นซินเยว่มองคนที่กำลังพยายามทำลายเขตอาคม
“ขนาดพวกเขาเก่งๆ ยังพังไม่ได้ แล้วเราจะทำอะไรได้ล่ะ?”
เสิ่นเถาซีมองกำแพงอาคมนั่นด้วยความลำบากใจ
“เราสามคนไม่มีใครรู้วิชาค่ายกลเลยสักคน ดูท่ามาก็คงไม่มีประโยชน์อะไร”
ครอบครัวสามคนนิ่งเงียบทำได้เพียงจ้องมองด้วยความอยากได้
จากด้านหลังแถวของตระกูลเสิ่น ผู้อาวุโสคนหนึ่งเหาะขึ้นไป แรงกดดันแผ่ซ่านจนรุ่นเยาว์ด้านล่างแทบจะคุกเข่าลง
“ท่านอวี๋ เก็บแรงกดดันของท่านไปซะ ไม่อย่างนั้นเชื่อไหมว่าข้าจะทำให้ลูกหลานตระกูลอวี๋ของท่านได้ลิ้มรสความเจ็บปวดบ้าง!”
ประมุขตระกูลเสิ่นใช้แรงกดดันต้านกลับไป ผู้นำตระกูลอวี๋เก็บแรงกดดันคืนพลางแค่นหัวเราะ
“พวกท่านมาตั้งนานแล้ว แค่ค่ายกลแค่นี้ยังพังไม่ได้”
“ดูท่าคนรุ่นเก่าของตระกูลเสิ่นจะไม่ค่อยเท่าไหร่แล้วสินะ!”
ประมุขตระกูลเสิ่นแค่นยิ้ม
“หึ ตระกูลเสิ่นของข้าเน้นการปรุงยาเป็นหลัก วิชาค่ายกลย่อมไม่อาจเทียบกับตระกูลหนิงของท่านเจ้าเมืองหนิงได้”
“ถ้าท่านเก่งนัก ก็เชิญท่านจัดการเลย!”
“ข้าก็อยากจะเห็นนักว่า วิชาค่ายกลของตระกูลอวี๋พัฒนาไปจนเทียบเท่าตระกูลหนิงตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ผู้นำตระกูลอวี๋พ่นลมจมูก
“อย่าเพิ่งรีบเปิดค่ายกลเลย เรามาตกลงกันก่อนดีกว่า ว่าผลกำเนิดวิญญาณข้างในนั่นจะแบ่งกันอย่างไร?”
“ได้ยินว่าต้นกำเนิดวิญญาณข้างในนี้บาดเจ็บสาหัส ผลคงออกมาไม่กี่ผล คนเยอะขนาดนี้จะแบ่งกันยังไง?”
ผู้นำตระกูลตงเหมินก้าวออกมา
“ย่อมต้องขึ้นอยู่กับความสามารถ ใครคว้าได้ก็เป็นของคนนั้น!”
คนตระกูลหนิงที่กำลังทำลายค่ายกลจู่ๆ ก็หยุดมือ ผู้อาวุโสตระกูลหนิงกล่าวขึ้นว่า
“เรื่องแบ่งกันยังไงตระกูลหนิงไม่ยุ่ง แต่ค่ายกลนี้ตระกูลหนิงเป็นคนพัง ดังนั้นตระกูลหนิงต้องได้ผลกำเนิดวิญญาณไปหนึ่งผล!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้นำตระกูลอื่นต่างสบตากันและไม่ได้คัดค้าน ประมุขตระกูลเสิ่นกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นก็ถือว่ายึดความแข็งแกร่งเป็นใหญ่ ใครคว้าได้เป็นของคนนั้น!”
“รบกวนผู้อาวุโสตระกูลหนิงด้วย!”
คนตระกูลหนิงจึงเริ่มลงมือต่อ อีกสามตระกูลที่เหลือต่างเตรียมพร้อม จ้องมองกันและกัน เตรียมจะพุ่งตัวเข้าไปทันทีที่ค่ายกลถูกทำลาย
ในขณะที่พวกเขากำลังสนทนากัน ทั้งสามคนได้เคลื่อนตัวไปทางกำแพงหินด้านหลังใกล้กับขอบเขตอาคม ในขณะที่ทุกคนกำลังสนใจเรื่องค่ายกลและการเจรจา เสิ่นเถาซีก็ลองสัมผัสค่ายกลดู ผิวสัมผัสนั้นสั่นไหวเล็กน้อยแต่มันแข็งแกร่งมาก
“ท่านพ่อ ถ้าเราขุดจากด้านล่าง เราจะมุดเข้าไปได้ไหมเจ้าคะ?”
เสิ่นจ้งกล่าว “ตามทฤษฎีแล้วไม่ควรได้”
“แต่เราลองกันดูหน่อยไหม”
เสิ่นจ้งหยิบเสียมเล็กๆ ออกมา ต่างคนต่างเริ่มขุด
ทว่าบนหน้าผาสูงที่กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ เสวียนอี้กลับกระตุกมุมปาก เมื่อนึกถึงพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์อย่างผิดปกติที่เขาสัมผัสได้จากทั้งสามคน รวมถึงพลังแห่งความโกลาหลจางๆ นั่น
เสวียนอี้ขยับนัยน์ตา นิ้วเรียวพลันยกขึ้นและแตะเบาๆ ลงไปด้านล่าง เสิ่นเถาซีที่กำลังขุดดินอยู่ก็อุทาน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ดูสิคะ มันเปิดแล้ว!”
เสิ่นจ้งดีใจมาก “เปิดได้จริงๆ ด้วย รีบขุดเร็ว!”
เริ่นซินเยว่กลับเอ่ย
“ตามปกติแล้วมันไม่ควรได้นะ ข้ารู้สึกว่าตรงนี้เดิมทีไม่ควรผ่านได้ แต่ไม่รู้ทำไมถึงผ่านได้ซะงั้น!”
เสิ่นจ้งบอก “จะเพราะอะไรก็ช่างเถอะ แม่ตัวดีรีบขุดเร็ว นั่นสมบัติทั้งนั้น เดี๋ยวเราเอาไปปลูกในสวน พอออกผลค่อยเอาไปประมูล!”
เสิ่นเถาซีขุดไปพลางกระซิบ “ท่านพ่อคะ ทำแบบนี้จะไม่ดีหรือเปล่า?”
เสิ่นจ้งกล่าว “ไม่มีอะไรไม่ดีหรอก หาหินวิญญาณน่ะสำคัญที่สุด! ข้าคำนวณดูแล้ว เสบียงวิญญาณที่เรามีอยู่ไม่พอใช้หรอกนะ”
เสิ่นเถาซีจนใจ พูดไม่ออกได้แต่ยอมรับ ในที่สุดพวกเขาก็ขุดจนได้รูเล็กๆ ที่พอให้คนลอดผ่านได้ ทั้งสามรีบลอดเข้าไปทันที ทันทีที่เข้าไป ช่องว่างของอาคมก็ปิดสนิทลง
เมื่อกี้มีคนรู้สึกสังหรณ์ใจจึงใช้จิตสัมผัสตรวจสอบดู แต่กลับไม่พบร่องรอยใดๆ อีก ต้นกำเนิดวิญญาณต้นใหญ่นัก กิ่งก้านสาขาหนาทึบ ด้วยม่านค่ายกลที่พรางไว้ คนด้านนอกจึงไม่รู้เลยว่ามีคนเพิ่มเข้ามาอีกสามคน และสามคนที่ย่องเข้ามาอย่างลับๆ ก็หยิบเสียมเริ่มขุดต่อ
“เถาเถา สู้ๆ นะ ออกแรงหน่อย นี่มันหินวิญญาณทั้งนั้นเลยนะ”
เสิ่นจ้งขุดไปพลางปาดเหงื่อไปพลาง ไม่ลืมที่จะให้กำลังใจลูกสาว
ทว่าในตอนนั้นเอง ค่ายกลก็สั่นสะเทือนรุนแรงราวกับจะพังทลายลง