ตอน 32

บทที่ 32 : ถ้าสหายโม่ล่าหมูป่าได้ทุกวันก็คงดี


หวังกุ้ยฟาง ตระหนักได้ว่าในเมื่อหัวหน้ากองกำลังอยู่ที่นี่ เธอจะทำตัวกร้าวร้าวเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายแบบเดิมไม่ได้แล้ว พลันนึกอะไรขึ้นได้ เธอจึงหันไปยิ้มให้หลินอีทันที พร้อมกับเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ


“สหายหลิน ในเมื่อเธอมีน้ำใจจะให้เงินฉันไปซื้อชาม ฉันก็จะไม่ปฏิเสธความหวังดีนี้หรอกนะ เพราะฉันน่ะยากจนจริงๆ ขนาดข้าวยังแทบไม่มีกิน จะไปเอาเงินที่ไหนมาซื้อชามใหม่กันล่ะ”


พูดจบ เธอก็เลิกทำตัวดุดันด่าทอ แล้วเดินเข้าไปหาหลินอีพร้อมกับแบมือออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม


“ชามใบหนึ่งอย่างถูกที่สุดก็สามเฟิน ในเมื่อเธอจิตใจดีขนาดนี้ ฉันว่าขอซื้อสักสองใบเธอคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมล่ะ งั้นให้มาหกเฟินก็แล้วกันนะ นี่ฉันยังนึกถึงเธอเลยนะเนี่ย เลือกแต่ชามเกรดต่ำสุดให้ แต่ถ้าเธอมีน้ำใจอยากจะให้เพิ่มอีกหน่อยเพื่อให้ฉันได้ซื้อชามที่ดีกว่านี้ ก็คงจะดีไม่น้อยเลย”


หวังกุ้ยฟางฉีกยิ้มที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในใจก็นึกชื่นชมตัวเองที่ไหวพริบดีเยี่ยม ไม่ว่าหลินอีจะให้เงินด้วยเหตุผลอะไร ขอแค่มีเงินเข้ากระเป๋าก็พอแล้ว เธอเองก็ไม่ได้อายที่ต้องยอมรับว่ายากจน เรื่องนั้นไม่ใช่ความลับอะไร


การไม่มีเงินซื้อข้าวกินนั่นสิถึงจะเป็นเรื่องใหญ่


หลินอีไม่คิดเลยว่าหวัง กุ้ยฟางจะกล้าลดตัวลงมาเล่นตามน้ำและแบมือขอเงินเธอหน้าตาเฉย เธออึ้งไปครู่หนึ่งก่อนที่สีหน้าจะเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจ เธอไม่อยากเสียเงินให้กับนังตัวดีอย่างหวัง กุ้ยฟางเลยสักนิด


เมื่อเห็นหลินอีทำหน้ายักษ์แถมยังไม่ยอมควักเงินออกมา หวังกุ้ยฟางก็อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนม


“สหายหลิน เมื่อกี้เธอยังเป็นคนพูดเองว่าจะให้เงินฉันซื้อชาม หรือว่าน้ำใจที่เธอว่านั่นเป็นแค่การแสดงกันแน่! ปากบอกว่ามีน้ำใจใครๆ ก็พูดได้ แต่ฉันนี่สิยากจนจนไม่มีชามจะกินข้าวแล้ว เธอยังจะมาล้อเล่นกับฉันแบบนี้ได้ลงคอเชียวเหรอ!”


เธอไม่พูดถึงเรื่องที่หลินอีปัดโต๊ะจนทำของเสียหายเลยสักคำ ทำให้หลินอีไม่มีข้ออ้างที่จะปฏิเสธการจ่ายเงิน เพราะคำพูดนั้นหลินอีเป็นคนเอ่ยปากเอง ทั้งที่ตอนแรกแค่ต้องการจะเยาะเย้ยว่าหวังกุ้ยฟางจน แต่กลับกลายเป็นว่านังคนนี้หน้าไม่อายยอมรับออกมาตรงๆ ทำให้หลินอีรู้สึกสะอิดสะเอียนเหมือนกินแมลงวันเข้าไป


แต่ในเมื่อพูดออกไปแล้ว หากไม่จ่ายก็เท่ากับตบหน้าตัวเอง หลินอีไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินแค่ไม่กี่เฟินหรอก ในมือเธอตอนนี้มีเงินเกือบพันหยวนที่ได้มาฟรีๆ การจ่ายแค่นี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ติดตรงที่เธอนึกแค้นใจที่หวัง กุ้ยฟางทั้งกินหมูป่าของเธอ แถมยังตบหน้าเธออีก


เธอไม่อยากควักเงินให้อีกฝ่ายแม้แต่เหมาเดียว


หากโม่หรานรู้เข้าว่าหลินอีมองเงินที่ยืมไปนั้นเป็นเหมือนของฟรี คงได้หัวเราะเยาะแล้วหยิบสัญญาเงินกู้เหล่านั้นออกมาฟาดหน้าให้ตื่นเสียทีว่า เงินพวกนั้นน่ะ มีหนี้ก็ต้องใช้


หลินอียังไม่รู้ว่าหนี้บางอย่างต่อให้ไม่ต้องใช้ตอนนี้ สุดท้ายก็ต้องมีวันชดใช้ แต่ในเมื่อถูกหวัง กุ้ยฟางต้อนจนมุมต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ เธอจึงจำใจพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก


“ถือว่าฉันทำบุญก็แล้วกัน แค่ไม่กี่เฟินถือว่าทำทานให้คน”


“ขอบใจมากนะสหายหลิน เธอเป็นคนดีจริงๆ เอางี้ ให้เงินฉันตอนนี้เลยดีกว่า ฉันกลัวว่าเดี๋ยวเธอจะลืม”


หวังกุ้ยฟางแค่นหัวเราะในใจ เทียบกับเรื่องไม่มีเงินกินข้าวแล้ว ไอ้ศักดิ์ศรีจอมปลอมพวกนี้จะเป็นอะไรไป หลินอีแทบจะกระอักเลือด เดิมทีเธอกะว่าจะผัดวันประกันพรุ่งไปก่อน พอคนพวกนี้แยกย้ายกันไปหมด เธอค่อยเบี้ยวไม่จ่ายเงินก็ได้ ใครจะทำไม


ทว่าหวัง กุ้ยฟางยังคงแบมือค้างไว้ด้วยความหน้าด้าน เธอไม่สนแล้วว่าใครจะมองอย่างไร ในที่สุดหลินอีก็พ่ายแพ้ให้กับความหน้าหนาของอีกฝ่าย จึงหยิบเงินออกมาให้ด้วยความไม่เต็มใจ


หวังกุ้ยฟางเก็บเงินเข้ากระเป๋าพลางยิ้มแสยะ


“สหายหลินนี่เป็นคนดีจริงๆ ต่อไปใครมีปัญหาเรื่องเงินก็มาขอความช่วยเหลือจากสหายหลินได้นะ เธอใจดีขนาดนี้ไม่มีทางปฏิเสธหรอก”


ประโยคเดียวทำเอาป้าๆ ที่ยืนมุงดูอยู่ตาเป็นประกายทันที สีหน้าหลินอีดำทะมึน กลัวว่าจะมีคนทำตามหวัง กุ้ยฟางเข้าจริงๆ จึงรีบเอ่ยตัดบท


“ฉันแรงน้อย งานที่ทำก็ได้แต้มน้อย เงินติดตัวก็แทบไม่มี คงช่วยอะไรใครไม่ได้มากหรอกนะ”


คำพูดนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงป้าๆ ที่กำลังจ้องจะขอเงิน ซึ่งพวกป้าเหล่านั้นก็รู้ดีว่าหลินอีทำงานไม่ได้เรื่องจริง ความหวังในดวงตาจึงค่อยๆ เลือนหายไป


เมื่อเรื่องจบลงอย่างงงๆ หลี่กั๋วเฉียงก็รู้สึกเอือมระอา เขาเห็นว่าหลินอีจ่ายเงินแบบไม่เต็มใจ เกรงว่าหากเขาจากไป ที่พักยุวปัญญาชนคงได้มีเรื่องทะเลาะกันอีก จึงต้องเอ่ยเตือนทิ้งท้าย


“ถ้าคราวหน้าใครก่อเรื่องตีกันอีก อย่าหาว่าไม่เตือน ฉันจะส่งไปดัดนิสัยที่ฟาร์มซะ!”


พูดจบเขาก็หันไปหาซูเจี้ยนกั๋วด้วยสายตาเคร่งขรึม


“สหายซู เธอเป็นหัวหน้าต้องรู้จักดูแลคนในสังกัดให้ดี พวกเธอทุกคนมีการศึกษากันทั้งนั้น ทำอะไรก็หัดมีหน้ามีตาบ้าง!”


สิ้นเสียงคำสั่ง คนในที่พักปัญญาชนต่างพากันหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ยกเว้นหวัง กุ้ยฟางที่โยนความละอายใจทิ้งไปนานแล้ว เธอคิดว่าศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้เหมือนเงิน ดูสิ พอไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เงินก็เข้ากระเป๋าเห็นๆ


ถูกหลี่กั๋วเฉียงเรียกชื่อเจาะจงแบบนี้ ซูเจี้ยนกั๋วอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเสียให้ได้ เขาจำใจตอบกลับอย่างแห้งแล้ง


“หัวหน้าวางใจได้ครับ ทั้งคู่แค่ใจร้อนไปหน่อย ปากไวไปนิดเลยขาดสติ เดี๋ยวผมจะช่วยเตือนพวกเธอเองครับ ต่อไปจะไม่ให้มีเรื่องกันอีกแน่นอน”


เมื่อได้รับคำยืนยันแล้ว หลี่กั๋วเฉียงก็ไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อ เขาไล่สายตามองชาวบ้านที่ยังมุงดูกันอยู่พลางกล่าวอย่างหงุดหงิด


“แยกย้ายกันไปได้แล้ว นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว กลับไปนอนซะ พรุ่งนี้ถ้าใครไปทำงานสาย ฉันจะหักห้าแต้มแรงงาน!”


หลี่กั๋วเฉียงที่ยังหิวโซไม่ปรานีใคร การขู่หักแต้มแรงงานถึงห้าแต้มทำเอาชาวบ้านที่ชอบมุงรีบวิ่งเตลิดกลับบ้านกันแทบไม่ทัน คนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว หลี่กั๋วเฉียงย้ำเตือนอีกรอบเรื่องการตีกันก่อนจะพาหลี่ต้าลูกชายคนโตกลับบ้าน ระหว่างทางหลี่ต้าอดบ่นไม่ได้


“พ่อครับ จะพาผมมาด้วยทำไม ผมหิวจะแย่แล้ว”


หมูสามชั้นตุ๋นของเขา... ข้าวสวยร้อนๆ ของเขา... เขาคิดถึงพวกมันจนใจจะขาด! สิ้นเสียงนั้น พ่อบังเกิดเกล้าก็ตบเข้าที่หลังหัวลูกชายเต็มรักหนึ่งที


“พูดเหมือนฉันไม่หิวอย่างนั้นแหละ”


พูดจบเขาก็รีบเร่งฝีเท้าวิ่งนำไปไกล ทิ้งให้หลี่ต้าที่โดนตบจนงงได้แต่เดินตามไปพลางโอดครวญในใจ เขาว่าพ่อของเขาน่ะจงใจแกล้งให้เขามาอดข้าวเป็นเพื่อนชัดๆ...


ถึงบ้าน สองพ่อลูกไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง พุ่งตรงเข้าครัวทันที ป้าซุนตั้งใจจะถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่เห็นพวกเขาสองคนวิ่งเข้าครัวไปก็เลยต้องเก็บความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ก่อน


หลี่กั๋วเฉียงได้กินหมูตุ๋นอีกครั้ง น้ำตาแทบไหล มันช่างหอมหวลเหลือเกิน เขารีบตักข้าวเข้าปากคำโตๆ แล้วค่อยๆ ละเลียดเคี้ยวหมูชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับกลัวว่ามันจะหมดไป


แต่สุดท้ายหมูก็มีวันหมด เมื่อชิ้นสุดท้ายลงท้องไป เขาก็ทำปากแจ๊บๆ อย่างเสียดาย


“เนื้อนี่มันอร่อยจริงๆ ถ้าได้กินหมูสามชั้นตุ๋นทุกวันก็คงดีนะ”


ขณะพูด สายตาของเขาก็จ้องเขม็งไปที่ชามของหลี่ต้า ในนั้นยังมีหมูตุ๋นติดมันอีกชิ้นหนึ่งชวนให้หิวเหลือเกิน!


หลี่ต้าสัมผัสได้ถึงสายตานั้น จึงรีบหยิบชิ้นสุดท้ายที่หวงแหนเอาไว้เข้าปากทันที ก่อนจะพูดเสียงอู้อี้


“เนื้อก็อร่อยจริงๆ นั่นแหละครับ... ถ้าสหายโม่ล่าหมูป่าได้ทุกวันก็คงดี”