ตอน 33

บทที่ 33 : หัวทึบๆ แบบนี้ยังกล้าคิดไปได้นะ!


สิ้นเสียงคำพูด "เพียะ!" เสียงฝ่ามือของบิดาบังเกิดเกล้าก็ฟาดลงมาบนท้ายทอยของลูกชายอีกครั้ง... เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้


การถูกจู่โจมที่ท้ายทอยกะทันหันถึงแรงจะไม่มากนัก แต่ก็ทำเอาหลี่ต้าแทบสำลักหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่กำลังเคี้ยวอยู่ เขาไอค่อกแค่กพร้อมเอามือกุมหลังคอด้วยความเจ็บปวด แทบจะหลั่งน้ำตาออกมาอยู่รอมร่อ


หากใบหน้าของเขาไม่ได้ถอดแบบออกมาจากพ่อแทบจะพิมพ์เดียวกัน เขาคงสงสัยไปแล้วว่าตัวเองเป็นเด็กที่พ่อเก็บได้จากแม่น้ำตอนน้ำท่วมหรือเปล่า มีที่ไหนกัน พ่อแท้ๆ ชอบตบกบาลลูกอยู่ได้ ไม่กลัวลูกจะโง่ลงบ้างหรือไง!


"พ่อ! ตบหัวผมอีกแล้วนะ!"


เขาหันไปมองหลี่กั๋วเฉียงด้วยสายตาตัดพ้อ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ท่าทางน่าสงสารเสียจนเกือบจะปล่อยโฮออกมาจริงๆ หลี่กั๋วเฉียงเห็นท่าทางงอแงนั่นแล้วก็รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาอีก คนตัวโตไว้หนวดเคราเฟิ้มแต่ดันทำหน้าทำตาออดอ้อนน่าเวทนา มันช่างขัดตานักจนขนลุกไปหมด


"ไม่ต้องมาทำหน้าตาแบบนั้นใส่ฉัน ที่ตบเพราะจะเตือนสติแกต่างหาก ว่าเลิกฝันกลางวันได้แล้ว"


แค่คิดอยากให้สหายโม่เด็กสาวตัวเล็กๆ แบบนั้นต้องขึ้นเขาไปล่าหมูป่ามาให้ทุกวัน หัวทึบๆ ของไอ้ลูกชายคนนี้นี่ช่างกล้าคิดไปได้!


ขนาดเขาที่เป็นหัวหน้าทีมยังไม่กล้าคิดเลย ภูเขาจิ่วหลงนั่นมันถ้ำมังกรชัดๆ กินไม่เลือกหน้า ครั้งนี้โชคดีที่เข้าป่าลึกแล้วไม่เจอสัตว์ร้าย ไม่ได้แปลว่าจะโชคดีทุกครั้งเสียเมื่อไหร่...


แน่นอนว่าส่วนหนึ่งที่หลี่กั๋วเฉียงลงมือ ก็เพราะหมั่นไส้ที่เห็นหลี่ต้าตะกละตะกลามรีบกินหมูจนออกนอกหน้าเหมือนกลัวขโมยจะมาแย่ง แต่เรื่องนี้เขาไม่มีวันพูดออกมาหรอก เสียมาดคุณพ่อผู้เคร่งขรึมหมด


"พ่อครับ ผมยังกินข้าวอยู่เลย ยังไม่ได้นอนจะไปฝันได้ยังไงเล่า!" หลี่ต้าตอบกลับซื่อๆ


หลี่กั๋วเฉียงเห็นความเซ่อซ่านั้นแล้วก็อดใจไม่ไหว ยกมือตบกบาลลูกอีกรอบ แต่คราวนี้ควบคุมน้ำหนักมือไว้ดี ไม่ให้กระทบกระเทือนสมองที่เบาบางอยู่แล้วของลูกชาย


เขาเองก็ไม่อยากจะตีลูกหรอกนะ แต่ดูมันทำตัวเข้าสิ! ต้องให้ตบอีกกี่ครั้งถึงจะฉลาดขึ้นมาบ้าง พอคนอื่นพูดเปรียบเปรยอะไรเข้าหน่อย ก็ทำตัวเซ่อซ่าเหมือนเคย เฮ้อ... ได้เขามาทุกอย่าง ยกเว้นสมองจริงๆ!


"ใครบอกว่าต้องนอนถึงจะฝันได้ เคยได้ยินคำว่าฝันกลางวันไหม? ตอนเด็กๆ บอกให้ขยันเรียนก็ไม่ยอมเรียน ทำตัวเหมือนการเรียนจะฆ่าแกให้ตาย สุดท้ายเป็นไงล่ะ... เฮ้อ ช่างเถอะ พูดไปก็เท่านั้น"


หลี่ต้ายิ่งรู้สึกน้อยใจ


"ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากเรียนเสียหน่อย แต่เห็นหนังสือทีไรมันง่วงทุกที พวกตัวอักษรพวกนั้นมันเหมือนยาหลับเลย พ่อก็รู้ว่าผมไม่ใช่คนหัวดีเรื่องเรียน จะให้ผมทำยังไงล่ะ พ่อก็พูดตรงๆ มาเลยสิ ไม่ต้องอ้อมค้อม ผมก็ไม่ได้โง่ขนาดฟังไม่รู้เรื่องเสียหน่อย"


สิ้นคำนั้น เขาก็ได้รับรางวัลเป็นฝ่ามือที่ท้ายทอยอีกรอบ หลี่ต้ากุมหัวตัวเองพลางสงสัยว่าที่เขาง่วงเวลาอ่านหนังสือ เป็นเพราะถูกตบหัวมาตั้งแต่เด็กจนสมองช็อตไปหรือเปล่า แต่ในเมื่อคนตบคือพ่อ เขาจะตบกลับก็ไม่ได้ ได้แต่ทำหน้ามุ่ย


หลี่กั๋วเฉียงเห็นลูกทำคอตกด้วยความน้อยใจจริงๆ ก็เลยเลิกอ้อมค้อม แล้วอธิบายเหตุผลให้ฟังดีๆ


"ภูเขาจิ่วหลงมันอันตรายขนาดไหน แกจะให้ผู้หญิงไปล่าหมูป่าให้แกทุกวัน ไม่อายฟ้าอายดินบ้างหรือไง? ต่อไปอย่าให้ได้ยินคำนี้อีก ถ้าพวกป้าๆ ที่โลภมากในหมู่บ้านได้ยินเข้า แล้วไปบีบให้สหายโม่ต้องขึ้นเขาไปล่าหมูป่าทุกวันล่ะ? บนภูเขานั่นทั้งเสือ ทั้งหมีดำ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ? สหายโม่จะมาเกิดเรื่องที่หมู่บ้านหงฉีไม่ได้ ถ้าเธอเป็นอะไรไป ฉันในฐานะหัวหน้าทีมก็คงจบสิ้นเหมือนกัน!"


"พ่อครับ... ผมแค่คิดเล่นๆ ก็ไม่ได้เหรอ!" หลี่ต้าบ่นอุบ


เขาเข้าใจเหตุผลดี แต่มันก็แค่เพราะอยากกินเนื้อทุกวันไม่ใช่หรือไง พ่อคงไม่คิดว่าเขาจะโง่ถึงขั้นไปบังคับให้ผู้หญิงออกไปล่าสัตว์จริงๆ หรอกนะ?


แต่นั่นแหละ สิ่งที่หลี่กั๋วเฉียงคิด...


"ฝันไปเถอะ ต่อไปไม่ต้องคิด ไม่ต้องพูดออกมา ไม่งั้นจะโดนหนักกว่านี้แน่"


หลี่กั๋วเฉียงพูดจบก็วางชามแล้วเดินสะบัดก้นจากไป ไม่ลืมทิ้งท้ายไว้ว่า


"ล้างชามของฉันด้วยก่อนจะไปนอน"


หลี่ต้า : "..."


เขาลูบหัวตัวเองที่ถูกตบมาหลายรอบ หมูสามชั้นในปากเริ่มหมดรสชาติไปเสียเฉยๆ เขาคงเป็นเด็กที่ถูกเก็บมาจากแม่น้ำจริงๆ ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปถามแม่ดีกว่าว่าเก็บมาจากแม่น้ำสายไหน...


พอหลี่กั๋วเฉียงเดินออกจากห้องครัวกลับมาที่ห้องนอน ป้าซุนก็เอ่ยปากถามถึงเรื่องราวที่จุดพักยุวปัญญาชนทันที


“ใครตีกันน่ะ แล้วตีกันเรื่องอะไร”


หลี่กั๋วเฉียงหยิบถุงยาสูบขึ้นมา ควักเส้นยาสูบเอามาม้วนด้วยกระดาษแล้วจุดไฟ เขาสูบเข้าไปอึกหนึ่งก่อนจะทอดถอนใจยาว


“ก็สหายหลินกับสหายหวังน่ะสิ ไม่นึกเลยว่าพวกปัญญาชนจากในเมือง เวลาทะเลาะกันจะลงไม้ลงมือเหมือนพวกเหล่าป้าๆ ในหมู่บ้านไม่มีผิด หน้าตาโดนข่วนจนเสียโฉมไปหมด...”


“แถมเรื่องที่ทะเลาะกันยังเป็นแค่เรื่องเงินไม่กี่เซนต์ น่าขำไหมล่ะ สหายหวังบอกว่าสหายลินคว่ำโต๊ะจนทำชามของเธอแตก...”


หลี่กั๋วเฉียงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ตัวเองได้ยินได้ฟังมาจากจุดพักยุวปัญญาชนให้ฟังจนหมดสิ้น พอฟังจบ ป้าซุนก็ทอดถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความเวทนา


“เฮ้อ ทั้งหมดมันก็เพราะความจนแท้ๆ! ที่ลงโทษให้เธอไปขุดคูระบายน้ำเนี่ย ใจจริงก็แค่อยากจะช่วยดึงเธอขึ้นมาสักตั้งใช่ไหมล่ะ งานขุดคูมันทั้งหนักทั้งเหนื่อยก็จริง แต่มันได้แต้มงานตั้งสองเท่าของงานทั่วไป ความจนมันไม่น่ากลัวหรอก ขอแค่ขยันสู้งาน หนักเอาเบาสู้ วันข้างหน้าชีวิตมันต้องดีขึ้นแน่นอน~”


สหายหวังคนนี้ครอบครัวยากจนข้นแค้น เรื่องนี้ป้าซุนมองออกตั้งนานแล้ว


ยุวปัญญาชนที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านตอนนี้มีแปดคน มีแต่สหายหวังคนเดียวนี่แหละที่ใส่เสื้อผ้าซอมซ่อที่สุด มีรอยปะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายก็ผอมแห้งแรงน้อย หน้าตานี่เหลืองซีดเซียวเห็นชัดๆ ว่าขาดสารอาหารอย่างรุนแรง


“มีแต่เธอนั่นแหละที่รู้ใจฉันที่สุด เด็กพวกนี้ก็น่าสงสารกันทั้งนั้น แต่เรื่องที่เธอเปิดฉากตีกันมันก็ผิดจริงๆ นั่นแหละ ยังไงก็ต้องโดนลงโทษให้หลาบจำ...”


ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้น ประตูห้องก็ถูกเคาะดังปังๆ พร้อมกับเสียงห้าวๆ หนาๆ ของหลี่เหล่าต้าที่ดังทะลุเข้ามา


“แม่ นอนหรือยังจ๊ะ”


ป้าซุนขมวดคิ้วด้วยความฉงน ลูกชายคนโตยุ่งวุ่นวายเสร็จแล้วทำไมไม่ยอมไปหลับไปนอน จะมาเคาะประตูห้องพ่อแม่ทำไมเวลานี้!


“นอนแล้ว! ไสหัวกลับห้องไปนอนได้แล้วไป!”


คำนี้เป็นเสียงของหลี่กั๋วเฉียงที่ตะโกนสวนประตูออกไป นี่มันกี่โมงยามเข้าไปแล้ว ไม่รู้จักรีบหลับรีบนอน พรุ่งนี้ถ้าเกิดไปทำงานสาย แต้มงานโดนหักไปห้าแต้มจะหนาว


ในเมื่อกลางวันประกาศลั่นวาจาต่อหน้าธารกำนัลไปแล้วว่าใครมาสายจะหักห้าแต้มงาน ถ้าหลี่ต้ากล้ามาสาย หลี่กั๋วเฉียงก็พร้อมจะทำตัวเที่ยงธรรมดั่งท่านเปา หักแต้มงานลูกตัวเองโดยไม่ไว้หน้าเหมือนกัน


โดนตะคอกใส่ทีเดียว หลี่ต้าถึงกับหดคอวับ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังดื้อแพ่งเคาะประตูต่อ


“แม่ ออกมาหน่อยเถอะ ฉันมีเรื่องสำคัญจะถามจริงๆ นะ”


ป้าซุนกลัวว่าหลี่กั๋วเฉียงจะอาละวาดตะคอกใส่ลูกอีกรอบ เลยหันไปฟาดเพียะเข้าที่ท้ายทอยสามีทีหนึ่งเป็นเชิงบอกให้หุบปาก จากนั้นจึงตะโกนตอบออกไป


“เออๆ มาแล้ว!”


พูดพลางลุกขึ้นคว้าเสื้อตัวนอกมาคลุมร่างเดินออกไป ในใจก็แอบบ่น ‘มีเรื่องคอขาดบาดตายอะไรขนาดนั้นเชียว รอถามพรุ่งนี้เช้าไม่ได้รึไง’ ผ่านไปไม่ถึงอึดใจ


“เพียะ!” ฝ่ามือของป้าซุนก็ฟาดปังเข้าที่ไหล่ของหลี่ต้าอย่างแรง ใจจริงเธออยากจะตบท้ายทอยมันใจจะขาด แต่มันดันสูงเกินไปเอื้อมไม่ถึง


“เออ! ใช่! แกน่ะเป็นลูกที่พวกฉันเก็บมาจากแม่น้ำสายใหญ่หน้าหมู่บ้านจริงๆ นั่นแหละ เจ้าลูกสมองนิ่ม!”


ด่าเสร็จเธอก็สะบัดหน้าหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องนอนทันที


ในใจนึกเอือมระอาเจียนตาย ลูกชายแท้ๆ อายุอานามก็ตั้งสามสิบกว่าเข้าไปแล้ว ดันมาเซ้าซี้ถามคำถามปัญญาอ่อนว่าตัวเองถูกเก็บมาจากแม่น้ำหรือเปล่า...


มองตามหลังคนเป็นแม่ที่เดินหนีไปอย่างรวดเร็ว หลี่เหล่าต้าก็ได้แต่เกาหัวแกรกๆ หรือว่า...เขาจะเป็นลูกเก็บมาจริงๆ วะเนี่ย?


พอเดินมาถึงหน้าประตูห้องนอน ป้าซุนก็กลัวว่าเจ้าลูกชายซื่อบื้อคนนี้จะทึกทักเอาคำประชดประชันไปคิดเป็นจริงเป็นจัง เลยหันกลับมาถลึงตาใส่พลางพูดอย่างระอาใจว่า


“ถ้าอยากรู้คำตอบนัก ก็หันไปส่องกระจกดูหน้าตัวเองซะ เจ้าเซ่อเอ๊ย!”


หน้าตาถอดพิมพ์พิมพ์เดียวกับพ่อมันมาขนาดนั้น ยังจะมาถามคำถามโง่ๆ แบบนี้อีก!