ตอน 29

บทที่ 29 : เรื่องนี้จะยอมรับปากเปล่าไม่ได้เด็ดขาด


“หัวหน้าหมู่บ้าน! ปัญญาชยหวังบอกว่าปัญญาชนหลินโมโหจนคว่ำโต๊ะทำถ้วยชามของเธอแตก พอให้ชดใช้ค่าเสียหายปัญญาชนหลินก็ไม่ยอม”


“...”


“แต่ปัญญาชนหลินบอกว่าปัญญาชนหวังแอบกินเนื้อหมูป่าของเธอแล้วยังมาใส่ร้ายเธอ บอกว่าที่เธอไม่ยอมจ่ายเพราะเธอไม่ได้เป็นคนคว่ำโต๊ะ...”


“ไม่รู้ว่าใครพูดจริงกันแน่ คุณช่วยสืบให้ชัดเจนหน่อยเถอะ”


“ฉันว่าปัญญาชนหวังไม่น่าจะโกหกนะ ปกติแล้วนิสัยเธอเป็นคนตรงไปตรงมา...”


กลุ่มคุณป้าหลายคนพากันพูดเจื้อยแจ้ว เสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวทำให้หลี่กั๋วเฉียงรู้สึกหูอื้อและปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที จากคำบอกเล่าที่แย่งกันพูดของเหล่าหญิงสาว เขาสรุปต้นสายปลายเหตุได้คร่าวๆ แต่ความจริงจะเป็นอย่างไรนั้นยังต้องตรวจสอบอีกที


จะฟังความข้างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องหาพยานหลักฐาน


เมื่อเห็นว่าเหล่าคุณป้าเริ่มใส่สีตีไข่กันไม่หยุดหย่อน หลี่กั๋วเฉียงจึงรีบส่งเสียงปราม


“พอได้แล้ว! พวกคุณทุกคนน่ะเงียบปากให้หมด แล้วให้พวกปัญญาชนเป็นคนพูด พวกเขาอยู่ในเหตุการณ์ ย่อมรู้ดีว่าใครกันแน่ที่พูดปด”


สิ้นคำสั่ง เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเหล่าคุณป้าก็เงียบลง หลี่กั๋วเฉียงขมวดคิ้วกวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนที่สายตาของเขาจะไปหยุดอยู่ที่ซูเจี้ยนกั๋ว


“สหายซู เธอเล่ามาก่อนซิว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กินข้าวอยู่ดีๆ ทำไมถึงได้ตีกันได้ ทั้งที่เป็นปัญญาชนแท้ๆ ทำไมถึงทำตัวเหมือนพวกนางมารร้ายแบบนี้”


ประโยคนี้ทำให้บรรดาคุณป้าในหมู่บ้านพากันเบะปากอย่างไม่พอใจ ใครกันที่เรียกว่านางมารร้าย?


พวกนางเองก็เคยผ่านการทะเลาะวิวาทในหมู่บ้านมาเหมือนกัน รู้สึกเหมือนหัวหน้าหมู่บ้านกำลังเหน็บแนมพวกนางอยู่กลายๆ เพียงแต่ไม่มีหลักฐานเท่านั้น


เมื่อถูกเรียกชื่อ ใบหน้าที่เคยขาวผ่องของซูเจี้ยนกั๋วก็แดงก่ำขึ้นมาทันที เมื่อสัมผัสได้ว่าทุกสายตาจับจ้องมาที่เขา เขาก็รู้สึกอับอายเป็นที่สุด


“หัวหน้าหมู่บ้านครับ ตอนนั้นผมก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ ไม่ได้เห็นว่าสหายหลินได้คว่ำโต๊ะจริงไหม ส่วนเรื่องที่สหายหวังแอบกินเนื้อหมูป่าของหลินจือชิงหรือเปล่า... ตอนนั้นเนื้ออยู่ในชามเดียวกัน ทุกคนก็ต่างคนต่างกิน ผมไม่ได้สังเกตเป็นพิเศษครับ”


พูดจบใบหน้าของเขาก็ยิ่งแดงซ่านด้วยความรู้สึกอับอายขายหน้า เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้กลับต้องมาตีกันจนคนทั้งหมู่บ้านมามุงดู ความเป็นอยู่ของจือชิงหมดสิ้นกันพอดี


เมื่อไม่ได้คำตอบที่แน่ชัด หลี่กั๋วเฉียงก็ขมวดคิ้วสีหน้าเริ่มเคร่งขรึม เขากวาดสายตามองไปยังจือชิงคนอื่นๆ ด้วยความไม่พอใจ


“แล้วพวกเธอล่ะ เห็นเหตุการณ์ชัดเจนไหมว่าใครโกหก”


คงไม่ได้ตาบอดกันหมดทุกคนหรอกนะ!


บอกตามตรง พวกเขาไม่ได้เห็นเหตุการณ์ตอนคว่ำโต๊ะจริงๆ ส่วนเรื่องเนื้อหมูป่า บางคนรู้สึกผิดในใจยิ่งไม่มีทางบอกว่าหวังกุ้ยฟาง แอบกินส่วนของหลินอี เพราะกลัวว่าตนเองจะถูกลากเข้าไปเกี่ยวด้วยจนเสียหน้า


ดังนั้นเมื่อเผชิญกับคำถามของหลี่กั๋วเฉียง พวกเขาจึงพร้อมใจกันส่ายหน้าตอบเป็นเสียงเดียวกัน


“ไม่ทันสังเกตครับ/ค่ะ ไม่รู้เรื่องเลย”


ได้ยินคำตอบที่พร้อมเพรียงกันขนาดนี้ หลี่กั๋วเฉียงก็ได้แต่พูดไม่ออก... ไม่รู้กันหมด แล้วจะให้ตัดสินถูกผิดได้อย่างไร? ช่างเถอะ ใครถูกใครผิดไม่สำคัญแล้ว! ยังไงการที่พวกเธอลงไม้ลงมือกันก็ถือว่าผิดอยู่ดี


เมื่อนึกอะไรขึ้นได้ สายตาของเขาก็หันไปมอง หลินอีที่ยังคงปิดหน้าสะอึกสะอื้นอยู่ เขาเอ่ยเสียงเข้ม


“สหายหลิน ก่อนหน้านี้เรื่องที่เธอใช้ให้ เอ้อร์โก่วจื่อไปปล่อยข่าวลือเรื่อง สหายโม่หรานฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับเธอเลยนะ ตอนนี้เธอยังมาตีกับสหายหวังจนกระทบต่อความสามัคคีในบ้านพักปัญญาชนอีก งั้นฉันจะขอลงโทษเธอ...”


ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ หลินอีที่ฟังแล้วรู้สึกไม่ชอบมาพากลก็รีบขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหลมสูง


“หัวหน้าหมู่บ้านคะ! ฉันไม่ได้ใช้ให้เอ้อร์โก่วจื่อไปปล่อยข่าวลือนะ เขาโกหก คุณจะลงโทษฉันไม่ได้นะ”


เมื่อถูกขัดจังหวะ หลี่กั๋วเฉียงก็ปรายตามองเธอด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะทำหน้าเคร่งขรึมกล่าวอย่างจริงจัง


“สหายหลิน เด็กที่ชื่อเอ้อร์โก่วจื่อเป็นคนอย่างไร ฉันรู้จักดีกว่าเธอเสียอีก บางเรื่องถ้าทำลงไปแล้ว ต่อให้เธอจะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์”


คำพูดของเขาได้รับการสนับสนุนจากเหล่าคุณป้าที่อยู่ตรงนั้น


“นั่นสิคะ พวกเราเห็นเอ้อร์โก่วจื่อมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เด็กนั่นทั้งหัวอ่อนและเชื่อฟัง ที่เขาน่าสงสารเพราะกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนนี้เลยกลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไป”


“ถ้าไม่ได้ลูกอมเป็นสิ่งล่อใจ เขาไม่มีทางกล้าไปแต่งเรื่องใส่ร้ายปัญญาชนโม่หรอก เขาน่ะไม่มีความกล้าขนาดนั้นหรอก”


“เขายังเด็ก จะไปรู้อะไรว่าผู้ชายกับผู้หญิงขึ้นเขาไปกันสองต่อสองมันหมายความว่ายังไง ถ้าไม่มีคนสอน เขาไม่มีทางพูดออกมาแบบนั้นแน่...”


ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าคุณป้า หลี่กั๋วเฉียงนวดขมับด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ เหล่าสตรีพวกนี้ทำไมถึงชอบสอดรู้สอดเห็นนักนะ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วยังจะมายืนจับกลุ่มนินทากันอีก


“อาจจะมีคนอื่นใช้ให้เขาพูดก็ได้ค่ะ ยังไงก็ไม่ใช่ฉันแน่ๆ คุณจะมาทำลายชื่อเสียงของฉันเพียงเพราะคำพูดของเด็กคนเดียวไม่ได้นะเรื่องนี้ฉันไม่ยอม!”


หลินอียังคงปฏิเสธอย่างหัวชนฝาว่าไม่ได้เป็นคนบงการเอ้อร์โก่วจื่อ เพียงแต่ไม่มีใครเชื่อเธอ เพราะเหล่าคุณป้าต่างมั่นใจเต็มร้อยว่าต้องเป็นฝีมือเธอแน่ๆ เอ้อร์โก่วจื่อยังเป็นแค่เด็ก ไม่มีความคิดแยบยลถึงขั้นจะโยนความผิดให้คนอื่นได้ขนาดนั้นหรอก


“ปัญญาชนหลินเธออย่าปฏิเสธเลย พวกเราเชื่อใจเอ้อร์โก่วจื่อ ต่อให้เธอปฏิเสธไปก็ไร้ผล ยิ่งจะทำให้คนอื่นมองว่านิสัยใจคอของเธอมีปัญหาเข้าไปใหญ่”


คุณป้าที่พูดออกมาเป็นคนนิสัยตรงไปตรงมา คำพูดที่ทิ่มแทงทำให้ใบหน้าของหลินอีแดงก่ำด้วยความโกรธ เธอเม้มปากแน่นจนพูดไม่ออก ได้แต่รู้สึกอัดอั้นจนหน้าเขียวหน้าเหลือง


เธอกัดฟันกรอดด้วยความแค้นใจที่หลี่กั๋วเฉียงหยิบยกเรื่องที่เธอใช้ให้เอ้อร์โก่วจื่อปล่อยข่าวลือขึ้นมาพูดอีกครั้ง เรื่องนี้ควรจะเงียบหายไปตั้งแต่ตอนแบ่งเนื้อหมูป่าแล้วแท้ๆ แต่เขากลับขุดคุ้ยขึ้นมาประจานเธอโดยเฉพาะ


ถ้าเธอปฏิเสธอีก ก็จะเข้าอีหรอบเดิมตามที่ป้าคนนั้นบอก คือคนอื่นจะยิ่งมองว่าตัวเธอมีปัญหา คนชั่วมักไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองชั่ว หลินอีไม่เคยคิดว่าเธอทำอะไรผิด เธอแค่ให้ลูกอมเอ้อร์โก่วจื่อแค่ช่วยพูดให้สักสองสามคำ


เธอผิดตรงไหน? คนที่ผิดคือคนอื่นต่างหาก!


เอ้อร์โก่วจื่อที่หันมาซัดทอดเธอก็ผิด ซุนฮ่าวอวี่ที่ใช้เรื่องนี้มาข่มขู่เธอก็ผิด โม่หรานที่ควรจะโดนยาสลบในกระติกน้ำแต่ดันรอดกลับมาได้นั่นก็ผิด ทุกคนที่พากันไม่เชื่อคำพูดของเธอก็ผิด... ผิดหมดทุกคน!


ความอาฆาตมาดร้ายภายในใจของหลินอีลึกซึ้งยิ่งนัก แววตาที่ก้มลงต่ำซ่อนเร้นความอำมหิตไว้จนมิด เมื่อเห็นว่าเธอเงียบไปแล้ว หลี่กั๋วเฉียงจึงสั่งให้เหล่าคุณป้าเงียบเสียงเพื่อฟังเขาพูดต่อ


“เห็นแก่ที่เธอเพิ่งทำผิดเป็นครั้งแรก การส่งเธอไปค่ายแรงงานอาจจะดูเกินกว่าเหตุ งั้นเอาแบบนี้ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ตลอดหลายเดือนนี้งานทำความสะอาดคอกหมูในหมู่บ้านให้เธอเป็นคนรับผิดชอบจัดการ”


งานคอกหมูเป็นงานที่ทั้งสกปรกและเหนื่อยหนัก แถมแต้มคะแนนยังได้น้อยมาก คนในหมู่บ้านต่างไม่มีใครอยากทำ สำหรับปัญญาชนเองก็รังเกียจทั้งความเหม็นและความสกปรก ถึงจะอยู่ในร่มไม่ต้องตากแดด แต่พวกเขาก็ปฏิเสธที่จะทำกันทั้งนั้น


ดังนั้นงานคอกหมูจึงมักตกเป็นหน้าที่ของบรรดาตาแก่ที่ถูกส่งตัวมาอยู่วัวคอกเสียมากกว่า


เมื่อได้ยินว่าต้องไปทำความสะอาดคอกหมู หลินอีก็เบิกตากว้าง แววตาแดงก่ำ


“หัวหน้าหมู่บ้านคะ ฉันไม่ยอม! ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด คุณจะลงโทษฉันแบบนี้ไม่ได้นะ!”


พูดจบน้ำตาก็ไหลพรากออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้เธอรู้สึกน้อยใจจนร้องไห้ออกมาจริงๆ เธอรู้สึกว่าหัวหน้าหมู่บ้านกำลังรังแกเธอ


“ถ้าเธอไม่ไป งั้นก็ไปที่ค่ายแรงงานแทนซะ ฉันจะรายงานไปว่าเธอจงใจปล่อยข่าวลือและทะเลาะวิวาททำลายความสามัคคีระหว่างสหาย การรายงานครั้งนี้จะมีประวัติเสียติดตัวไป ถ้าวันหน้าอยากกลับเมืองก็จะทำได้ยากขึ้น ความประพฤติของเธอไม่ดี ต่อให้มีโควตาให้กลับเมืองในอนาคต เธอก็จะไม่มีสิทธิ์นั้น”


ทันทีที่หลี่กั๋วเฉียงพูดจบ ใบหน้าของหลินอีก็ซีดเผือด การได้กลับเมืองคือสิ่งที่เธอฝันถึงทุกค่ำคืน จะมาพังพินาศเพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้ เธอไม่อยากอยู่ที่บ้านนอกบ้านนาที่เหม็นเน่าแห่งนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว งานเกษตรทั้งเหนื่อยทั้งหนัก...


เธอได้แต่กัดฟันกลืนคำโต้แย้งกลับลงคอไป


“ทำความสะอาดคอกหมูก็ทำ... ถือว่าเป็นการลงโทษที่ฉันตีกับสหายหวัง ฉันยอมรับแต่เรื่องที่ฉันสั่งให้เอ้อร์โก่วจื่อปล่อยข่าวลือ ฉันไม่รับ!”


เธอยังวางแผนจะตักตวงผลประโยชน์จากโม่หรานอยู่ เรื่องนี้จะยอมรับปากเปล่าไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเธอยอมรับไปแม่นั่นคงระแวงเธอแล้วแผนที่จะปั่นหัวนางคงยากขึ้นไปอีก...