ตอน 28
บทที่ 28 : อย่าให้ถึงกับต้องมีคนตายเลยนะ!
ได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากด้านนอก มือของหลี่กั๋วเฉียงสั่นเล็กน้อย
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือพวกเขากำลังทะเลาะกัน ใครกันที่ตีกัน? หรือว่าสหายโม่จะทนไม่ไหวจนวิ่งไปหาเรื่องจัดการสหายหลินจนได้!
พอความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัว เขาก็แทบทำชามข้าวหลุดมือ รีบวางชามลงแล้วลุกขึ้นทันที
“เจ้าใหญ่ ไปที่พักยุวชนเป็นเพื่อนพ่อที อย่าให้เรื่องบานปลายถึงขั้นมีคนตายเลยนะ”
โม่หรานมีแรงมหาศาล เขาคิดว่าเธอกำลังลงไม้ลงมืออยู่ หลี่กั๋วเฉียงกลัวว่าหากเธอเกิดคลุ้มคลั่งจนห้ามไม่อยู่ขึ้นมา จึงต้องลากตัวหลี่ต้าขุยที่มีรูปร่างสูงใหญ่ไปด้วย หลี่ต้าขุยนั้นห้ามคนไม่เก่ง แต่ถ้าให้ไปยืนขู่คนก็น่าจะพอไหว
หลี่ต้าขุยที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยก็ได้ยินเสียงโวยวายเช่นกัน แต่เพราะเนื้อชามนี้มันหอมเหลือเกิน เขาจึงไม่อยากวางชามเลยจริงๆ แต่เมื่อถูกเรียกชื่อ...
“พ่อครับ ผมยังกินไม่เสร็จเลย พ่อไปคนเดียวก็ได้ไม่ใช่เหรอครับ? ในหมู่บ้านนี้ยังมีใครกล้าขัดคำสั่งพ่ออีกเหรอ แค่พ่อตะโกนคำเดียว รับรองว่าพวกเขาก็ไม่กล้าตีกันต่อแล้ว...”
ยังไม่ทันขาดคำ ชามข้าวก็ถูกหลี่กั๋วเฉียงแย่งไปวางบนโต๊ะเสียแล้ว
“รีบไป เดี๋ยวค่อยกลับมากินต่อ มีแกยืนอยู่ข้างๆ พ่อค่อยอุ่นใจหน่อย”
หลี่กั๋วเฉียงพูดความในใจออกมาเพราะความรีบร้อน หลี่ต้าขุยถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง อ๋อ... ที่แท้เขาก็ให้ความรู้สึกปลอดภัยกับพ่อได้ขนาดนั้นเลยเหรอ
“เจ้าใหญ่ ไปเป็นเพื่อนพ่อเถอะ เดี๋ยวแม่จะอุ่นข้าวไว้ให้เอง ไม่ต้องยืนบื้อแล้ว รีบไปได้แล้ว ประตูบ้านเราจะพังเพราะเจ้าจู้จู้เคาะอยู่แล้วนั่น”
ป้าซุนเริ่มกังวลกับประตูบ้านตัวเอง เธอนึกในใจว่าเจ้าจู้จู้คนซื่อบื้อนี่เคาะประตูไม่รู้จักเบามือเอาเสียเลย
หลี่ต้าขุยไม่มีทางเลือก เมื่อทั้งพ่อและแม่สั่งแล้ว ต่อให้เสียดายหมูสามชั้นตุ๋นแค่ไหนก็ต้องยอมจำนน เขาจำใจลุกขึ้นเดินตามหลี่กั๋วเฉียงออกไป ก่อนไปเขาก็คิดอยากจะลากหลี่เอ้อร์ (ลูกชายคนรอง) ไปด้วย แต่พอเห็นอีกฝ่ายกำลังเขมือบข้าวอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาก็ใจอ่อนไม่ลง
ช่างเถอะ ในเมื่อเขาเป็นพี่คนโตและเป็นคนให้ความปลอดภัยกับพ่อได้ แค่คิดได้ดังนั้นหลี่ต้าก็รู้สึกภูมิใจขึ้นมาเสียดื้อๆ
ในขณะนั้น คนข้างนอกยังคงทุบประตูรั้วอยู่ไม่หยุด ปากก็ตะโกนบอกว่าที่บ้านพักยุวชนตีกันยับแล้ว ต่อให้ป้าซุนจะขานตอบไปแล้วรอบหนึ่งว่ารู้แล้ว แต่คนข้างนอกก็ยังไม่หยุดทุบ
ป้าซุนที่รู้สึกเอือมระอากับความซื่อของจู้จู้ ได้แต่เร่งให้หลี่กั๋วเฉียงรีบไป ถ้าขืนชักช้าประตูบ้านคงได้พังลงมาแน่ หลี่กั๋วเฉียงหยิบไฟฉาย ทำหน้าบึ้งตึงแล้วเปิดประตูออก
“จู้จู้ หูหนวกหรือไง! ไม่ได้ยินที่ป้าบอกเหรอว่ารู้แล้วน่ะ? ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เล่ามาสิ!”
จู้จู้เกาหัวอย่างซื่อๆ น้ำเสียงเจือความประหม่า
“ลุงหลี่ครับ ผมรีบจนไม่ได้ยินเสียงป้าน่ะครับ”
“แกไม่ได้รีบ แต่เสียงแกมันดังจนกลบเสียงคนอื่นหมด!”
หลี่ต้าขุยแทรกขึ้นมาทันควัน และได้รับรางวัลเป็นตบเข้าที่ท้ายทอยจากหลี่กั๋วเฉียงทันที
“แกหุบปากไปเลย! ให้จู้จู้เล่ามาว่าที่บ้านพักยุวชนมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“แม่ผมใช้ให้มาบอกครับ ตอนที่ผมออกมา เห็นปัญญาชนหญิงสองคนนอนกลิ้งตีกันนัวเนียอยู่บนพื้น ตอนนี้ไม่รู้เป็นยังไงบ้างแล้ว เรารีบไปกันเถอะครับ!”
บ้านของจู้จู้อยู่ใกล้กับบ้านพักยุวชน เมื่อแม่ของจู้จู้เห็นว่าเกิดเรื่องจึงรีบใช้ลูกชายมาแจ้งหลี่กั๋วเฉียง ซึ่งเป็นหัวหน้ากองกำลังหมู่บ้านที่มีหน้าที่จัดการเรื่องความวุ่นวายของเหล่าปัญญาชนโดยตรง
“งั้นก็รีบไป!”
เมื่อได้ยินว่าเป็นปัญญาชนหญิงตีกัน หลี่กั๋วเฉียงยิ่งปักใจเชื่อว่าเป็นโม่หรานที่กลับไปหาเรื่องหลินอี เขาเร่งฝีเท้าถือไฟฉายนำหน้าวิ่งตรงไปยังบ้านพักยุวชนทันที หลี่ต้าขุยและจู้จู้รีบสาวเท้าตามไปติดๆ
จู้จู่อายุน้อยกว่าหลี่ต้าสองสามปี รูปร่างสูงแต่ผอมแห้ง หลี่ต้าขุยมักเรียกเขาลับหลังว่า 'เจ้าลิง' ระหว่างที่เร่งฝีเท้า เขาก็ชวนคุยไปด้วย
“เจ้าลิง รู้ไหมว่าใครตีกัน?”
“พี่ใหญ่ ผมเห็นแวบเดียวแม่ก็ใช้ให้มาแจ้งข่าวก่อนแล้ว ฟ้ามันมืดเลยดูไม่ชัด รู้แค่ว่ามีการดึงผมกันนัวเนีย เห็นเป็นเปียยาวๆ ด้วยครับ!”
จู้จู้พูดตามจริง เขาไม่รู้หรอกว่าเป็นใคร รู้เพียงแค่เป็นปัญญาชนหญิงสองคนเท่านั้น
หลี่กั๋วเฉียงเดินนำอยู่ข้างหน้า ใจคอไม่ดีเลย สหายโม่ขนาดหมูป่าตัวเป็นๆ ยังจัดการได้ด้วยตัวคนเดียว ขืนปล่อยให้ตีกันถึงตายขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่เอา!
เขาหารู้ไม่ว่า ในขณะนี้คนที่ตีกันในบ้านพักยุวชนไม่ใช่โม่หราน เพราะเจ้าตัวกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ใน 'มิติเทพวารี' ของตัวเองอยู่เลย!
เธออยากจะเลื่อนระดับเป็นผู้ฝึกตนขั้นที่ 3 ให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะปรุงโอสถที่ครอบครัวสามารถกินได้ จึงต้องขยันเป็นพิเศษ หลังจากกินอิ่มและพักผ่อนเล็กน้อย เธอก็รีบไปนั่งทำสมาธิ
ก่อนเริ่มเธอเช็กเวลาดู นี่ก็สามทุ่มกว่าแล้ว เหลือเวลาอีกเกือบสองชั่วโมงกว่าจะถึงห้าทุ่ม นั่นหมายความว่าเธอสามารถใช้เวลาฝึกในมิติได้เกือบสองวันเต็มๆ ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการนำพลังปราณเข้าสู่ร่างกายแล้ว
ถึงแม้จะฝึกฝน แต่โม่หรานก็ยังไม่ลืมว่าคืนนี้ตอนห้าทุ่ม หลินอีกับซุนฮ่าวอวี่มีนัดไปเจอกันที่ป่าเล็กๆ แถวนั้น หลังจากเห็นปฏิกิริยาของหัวหน้าหลี่และหลี่ต้าขุยที่เกือบขวัญเสียตอนเอาซี่โครงหมูมาให้
เธอก็รู้แล้วว่าดึกขนาดนี้คนในหมู่บ้านคงไม่มีใครกล้าเข้ามาแถวป่าเล็กๆ นี่แน่ การจะไปโผล่หน้าขัดจังหวะพวกเขาสองคนคงทำไม่ได้ง่ายๆ แต่โม่หรานก็นึกแผนที่สนุกกว่านั้นออกแล้ว รับรองได้ว่าหลินอีจะต้องได้รับค่ำคืนที่น่าจดจำอย่างแน่นอน
ทางด้านบ้านพักยุวชน...
หลินอีที่กำลังถูกเหล่าป้าๆ รุมสั่งสอนอยู่นั้น จู่ๆ ก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัวโดยไม่มีสาเหตุ
“ปัญญาชนหลิน การคว่ำโต๊ะมันเป็นความผิดของเธอชัดๆ เธอควรชดใช้ค่าเสียหายให้ปัญญาชนหวังนะ ทำไมต้องลงไม้ลงมือกันด้วยล่ะ!”
“ใช่ๆ ปกติเห็นทำตัวบอบบางอ่อนหวาน ไม่นึกเลยว่าเธอจะใจคอโหดร้ายขนาดนี้ ถึงขั้นคว่ำโต๊ะกินข้าวแล้วยังตีกันอีก...”
เสียงซุบซิบฉอดๆ ของบรรดาหญิงสูงวัยดังเข้าหูไม่หยุด หลินอีน้ำตาคลอเบ้าทันที แม้จะรู้ว่าภาพลักษณ์ที่สร้างมาพังไม่เป็นท่า แต่เธอก็ยังพยายามกอบกู้มันกลับมา
เธอสะอื้นไห้พลางพูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร
“บรรดาป้าคะ เรื่องมันไม่เป็นอย่างที่พวกท่านเห็นนะคะ หนูไม่ได้คว่ำโต๊ะจริงๆ เป็นเพราะสหายหวังมากินหมูป่าในส่วนของหนูก่อน แล้วยังมาใส่ร้ายว่าหนูเป็นคนคว่ำโต๊ะเพื่อไถเงินหนูอีก หนูโกรธจนคุมไม่อยู่เลยเถียงกัน แต่ใครจะไปนึกว่าเธอจะลงไม้ลงมือกับหนูก่อน...”
เมื่อเห็นเหล่าป้าๆ หันไปรุมสั่งสอนหลินอี หวังกุ้ยฟางที่กำลังจะอารมณ์เย็นลงก็เดือดขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่นึกเลยว่าถึงเวลานี้แล้วหลินอียังจะหน้าด้านโกหกหน้าตายอยู่ได้ จึงด่ากราดออกมา
“หลินอี อีตอแหล! กล้าสาบานไหมว่าไม่ได้คว่ำโต๊ะน่ะ! ทำแล้วไม่กล้ายอมรับ อีหน้าด้าน อย่ามาห้ามฉันนะ วันนี้ฉันจะสั่งสอนมัน!”
หวังกุ้ยฟาง เป็นคนตรงไปตรงมาและใจร้อนอยู่แล้ว ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เธอก็ไม่เคยปิดบังนิสัยนี้ จึงไม่สนใจว่าภาพลักษณ์จะเป็นอย่างไร ในเมื่อเธอก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว
จังหวะที่หวัง กุ้ยฟางจะพุ่งเข้าไปตบอีกรอบ ก็มีป้าคนหนึ่งคว้าตัวไว้แล้วห้ามว่า
“ใจเย็นๆ ไว้ก่อน มีอะไรก็รอให้หัวหน้ากองมาถึงแล้วค่อยว่ากัน ฉันให้จู้จู้ไปตามมาแล้ว ป่านนี้คงใกล้ถึงแล้วล่ะ”
คนที่พูดคือแม่ของจู้จู้ สิ้นเสียงของเธอ ก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นแสงไฟฉายส่องมา แม่ของจู้จู้ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“พูดถึงหัวหน้ากองปุ๊บ คนก็มาปั๊บเลย...”
หลี่กั๋วเฉียงรีบวิ่งเข้ามาในลานบ้านพักยุวชน ภาพเหตุการณ์นองเลือดที่จินตนาการไว้ไม่ได้เกิดขึ้น มีเพียงเหล่าป้าๆ ที่ยืนล้อม 'แมวลายหน้าเลอะ' สองคนอยู่ หวังกุ้ยฟาง และหลินอี ต่างก็มีรอยขีดข่วนเลือดซิบอยู่บนใบหน้า
คนหนึ่งเอียงหน้าด้วยความโกรธจัด ส่วนอีกคนหนึ่งกำลังเช็ดหางตาแล้วสะอื้นไห้อย่างน่าสงสาร ผมเผ้าของทั้งคู่ยุ่งเหยิงราวกับรังนก บนตัวมีแต่คราบฝุ่นจากการคลุกคลีบนพื้นจนดูมอมแมมไปหมด
เอ๊ะ... ที่แท้ไม่ใช่โม่หรานนี่นา
หลี่กั๋วเฉียงเห็นสภาพสะบักสะบอมของทั้งคู่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโล่งอก
ยิ่งเห็นบรรดาป้าๆ เริ่มแย่งกันพูดเจื้อยแจ้ว เขาก็ยิ่งเหนื่อยใจ...