ตอน 26

บทที่ 26 : เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องลงไม้ลงมือเชียวหรือ?


เส้นผมถูกกระชากอย่างแรงจนหลินอีหลุดปากร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เธอแยกเขี้ยวแล้วด่าทอเสียงดัง


"หวังกุ้ยฟาง แกมันบ้าไปแล้วหรือไง! ยังมีเหตุผลบ้างไหม ปล่อยนะ..."


เรื่องชดใช้เงินน่ะเหรอ? ฝันไปเถอะ! หลินอีไม่คิดเลยสักนิดว่าตัวเองทำผิดตรงไหน หวังกุ้ยฟางกินส่วนแบ่งเนื้อของเธอไป แล้วการที่เธอจะคว่ำโต๊ะมันจะเป็นไรไปล่ะ! เธอเองยังไม่ได้คิดบัญชีค่าเนื้อที่หวังกุ้ยฟางกินไปเลยด้วยซ้ำแล้วทำไมเธอต้องจ่ายเงินชดเชยให้ด้วย


หลินอีเกลียดหวังกุ้ยฟางเข้าไส้ ในเมื่อตอนนี้ผมของเธอถูกอีกฝ่ายกระชากไว้แน่น เธอจึงยื่นมือออกไปหวังจะจิกหัวของหวังกุ้ยฟางกลับคืนบ้าง แต่น่าเสียดายที่เธอตัวเล็กกว่าและกำลังเสียเปรียบเพราะถูกกดอยู่ มือของเธอจึงเอื้อมไปไม่ถึง


เมื่อจิกผมไม่ได้ มือของเธอก็เริ่มฟาดงวงฟาดงาไปทั่ว หวังจะให้อีกฝ่ายยอมปล่อย หนังศีรษะของเธอเริ่มชาหนึบเพราะแรงดึงที่ไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนลง การขัดขืนของหลินอีทำให้หวังกุ้ยฟางโกรธจัด แรงในมือเพิ่มมากขึ้นราวกับจะกระชากผมหลินอีให้ล้านไปข้างหนึ่ง


"แกจะจ่ายเงินหรือเปล่า! ถ้าจ่าย ฉันถึงจะปล่อย!"


หวังกุ้ยฟางไม่ลืมที่จะย้ำว่า ถ้าหลินอียอมจ่ายเงิน เรื่องทุกอย่างก็จะจบลง หลินอีเจ็บจนน้ำตาไหลพราก ครั้งนี้ไม่ใช่การแสดง แต่เป็นความเจ็บปวดที่แท้จริง เธอทั้งเกลียดทั้งแค้นหวังกุ้ยฟาง หากยอมจ่ายเงินไป นั่นก็เท่ากับว่ายอมรับว่าตัวเองเป็นคนคว่ำโต๊ะน่ะสิ!


ไม่มีวันเสียหรอก... เธอขบฟันแน่นแล้วด่ากราด


"ฉันไม่ได้คว่ำโต๊ะ จะให้จ่ายค่าอะไร! หวังกุ้ยฟาง ถ้าแกแน่จริงก็กระชากหัวฉันให้ล้านไปเลยสิ!"


เธอไม่เชื่อหรอกว่าหวังกุ้ยฟางจะกล้าทำจริง หวังกุ้ยฟางน่ะเหรอจะกล้า? ถ้าทำแบบนั้นแล้วเกิดต้องเสียค่าทำขวัญขึ้นมาจะทำยังไง แต่จะให้ปล่อยหลินอีไปเฉยๆ เธอก็ทำไม่ได้เช่นกัน


ดังนั้นมือของเธอจึงเริ่มเปลี่ยนไปตบตีตามร่างกายของหลินอีแทน หลินอีที่ถูกกระทำก็ยื่นมือออกไปหวังจะทำร้ายร่างกายหวังกุ้ยฟางบ้าง ไม่นานนักทั้งคู่ก็พัวพันนัวเนียกัน ทั้งที่เมื่อครู่หลินอียังพยายามรักษาภาพลักษณ์สาวน้อยอ่อนแออยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้กลับไม่มีเวลามาปั้นหน้าอีกต่อไป ทั้งสองต่างแยกเขี้ยวใส่กันและแลกหมัดกันอย่างบ้าคลั่ง


เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก เพียงไม่กี่ประโยค ทั้งสองก็หน้ามืดตามัวจนลืมตัวไปแล้ว กว่าคนอื่นๆ จะตั้งสติได้ จ้าวหลานหลานก็ขวัญอ่อนไม่กล้าเข้าไปห้าม ส่วนผู้ชายอีกสี่คนที่เหลือก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว จึงทำได้เพียงยืนตะโกนสั่งให้หยุด


ซูเจี้ยนกั๋ว ในฐานะหัวหน้ากลุ่มยุวชน รู้สึกปวดหัวอย่างหนัก ปกติแค่ปากเสียงกันเล็กน้อยเขาก็ไม่อยากยุ่งแล้ว แต่นี่ถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน พวกเขาล้วนเป็นคนพลัดถิ่นที่จากบ้านมาไกล ทำไมถึงไม่รู้จักสามัคคีกันบ้างนะ


ความเคลื่อนไหวในที่พักจือชิงค่อนข้างดัง ชาวบ้านแถวนั้นได้ยินเสียงจึงพากันวิ่งมาดูสถานการณ์ ให้ตายเถอะ!


สาวเมืองที่เคยดูบอบบางกำลังตบตีกันนัวเนีย ปกติพวกเขาเคยเห็นแต่แม่บ้านในหมู่บ้านทะเลาะกัน แต่วันนี้พอได้เห็นสาวน้อยจากในเมืองมาตีกันบ้าง บรรดาป้าๆ จึงพากันมารวมตัวดูอย่างออกรส


"ยุวชนหลิน! จิกหน้ามันเลยลูก!"


"ยุวชนหวัง! มันจิกหน้าแกแล้ว แกก็จิกคืนสิ!" บรรดาป้าๆ เริ่มส่งเสียงเชียร์อย่างสนุกปาก


เสียงเหล่านั้นทำเอาพวกที่กำลังยืนงงอยู่ในที่พักจือชิงตกใจ เมื่อหันไปมองก็พบว่ามีป้าๆ กำลังเกาะรั้วดูเหตุการณ์อยู่ ทั้งหมดเป็นเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่คุ้นหน้ากันดีแต่ไม่ได้สนิทสนม


ซูเจี้ยนกั๋วหน้าดำทะมึน พวกป้าๆ พวกนี้ช่างไม่รู้จักกาลเทศะ เห็นเรื่องทะเลาะวิวาทเป็นเรื่องสนุก แถมยังคอยสอนวิธีการตบตีให้อีก วันนี้ชื่อเสียงของที่พักยุวชนคงป่นปี้หมดแล้ว


"หลินจือชิง! หวังจือชิง! หยุดเดี๋ยวนี้!" ซูเจี้ยนกั๋วตะคอกด้วยความโกรธ แต่ทั้งสองคนกำลังหน้ามืดตามัวจนไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น


ใบหน้าของหวังกุ้ยฟางถูกข่วนเป็นรอย ความแสบร้อนทำให้เธอแค้นจัด จึงสวนกลับด้วยการจิกหน้าหลินอีไปหนึ่งที หลินอีเองก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆ อีกต่อไป ส่งเสียงร้องแล้วกระโจนเข้าใส่หวังกุ้ยฟางอีกครั้ง


ครั้งนี้ทั้งสองจ้องจะข่วนหน้าอีกฝ่ายให้เละราวกับแมวบ้า ซูเจี้ยนกั๋วเห็นท่าไม่ดี หากปล่อยไว้คงได้กลายเป็นแมวหน้าลายกันทั้งคู่ จึงต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากบรรดาป้าๆ ที่ยังเกาะรั้วดูอยู่


"คุณป้าครับ ช่วยเข้ามาห้ามพวกเธอทีเถอะ พวกผมเป็นผู้ชายไม่สะดวกจะเข้าไปดึงครับ"


ห้ามด้วยคำพูดก็ไม่ได้ ก็เหลือแต่ต้องแยกตัวออกจากกัน แต่การที่ผู้ชายจะมาถึงเนื้อถึงตัวผู้หญิงนั้นดูไม่เหมาะนัก


"อ้าว ก็ยังมียุวชนจ้าวอยู่นี่นา ทำไมไม่ให้เธอไปช่วยด้ามล่ะ ยืนบื้อทำไมกัน!"


มีป้าคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นจ้าวหลานหลานยืนหลบอยู่ไกลๆ จ้าวหลานหลานได้ยินดังนั้นใบหน้าก็ซีดเผือด ทั้งสองคนกำลังบ้าคลั่ง ถ้าเธอเข้าไปแล้วโดนลูกหลงจนเสียโฉมขึ้นมาจะทำอย่างไร!


เธอรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธด้วยความตื่นตระหนก


"คุณป้าคะ ฉันแรงน้อย กลัวจะดึงสองคนนั้นไม่อยู่ รบกวนพวกคุณป้าช่วยเข้ามาห้ามทีเถอะค่ะ"


"แล้วยุวชนโม่ล่ะ? เห็นแรงเยอะไม่ใช่เหรอ ว่าแต่สองคนนี้ตีกันตั้งนานแล้ว ทำไมไม่เห็นยุวชนโม่เลยล่ะ!"


ป้าคนหนึ่งกวาดสายตาหา โม่หรานไม่พบจึงถามด้วยความสงสัย ก่อนหน้านี้ตอนที่หลี่กั๋วเฉียงเอาซี่โครงหมูมาส่ง บรรดาป้าๆ มัวแต่ยุ่งกับการเตรียมมื้อเย็นเลยไม่ได้ออกมาดู จึงไม่รู้ว่าโม่หรานย้ายออกไปแล้ว


"คุณป้าคะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาถามเรื่องนี้ค่ะ ช่วยเข้ามาห้ามเถอะ ถ้าขืนตีกันต่อไปมีหวังได้บาดเจ็บสาหัสแน่!"


หวังกุ้ยฟางลงมาใช้แรงงานก่อนหลินอีหลายเดือน แรงกายจึงเหนือกว่า เมื่อโดนหลินอีข่วนเข้าที่หน้า สติสัมปชัญญะของเธอก็ขาดผึง จนเริ่มลงมือหนักขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ซูเจี้ยนกั๋วหวาดเสียวแทน


เมื่อเห็นว่าหลินอีถูกกดจนขยับไม่ได้ ซูเจี้ยนกั๋วก็เร่งเร้าให้พวกป้าๆ เข้ามาช่วย บรรดาป้าๆ เองก็รู้ว่าดูสนุกได้แต่ต้องไม่ให้ถึงตาย ไม่งั้นหัวหน้าทีมผลิตคงตำหนิพวกเธอแน่


เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรให้ดูแล้ว พวกเธอจึงยอมลงจากรั้วแล้วเดินเข้ามาในที่พักยุวชน ช่วยกันดึงหวังกุ้ยฟางที่ยังคงพยายามจะทำร้ายหลินอีออกไป พอถูกแยกออกมา หวังกุ้ยฟางก็เริ่มได้สติแต่ความโกรธยังคงคุกรุ่น


"ฉันจะตบมันให้ตาย! กินข้าวแล้วคว่ำโต๊ะยังจะมีหน้ามาเถียง แถมทำชามฉันแตกแล้วไม่ยอมชดใช้ ไม่มีกฎหมายบ้านเมืองเลยหรือไง..."


หลินอีที่ได้รับอิสระพยายามจะพุ่งเข้าหาหวังกุ้ยฟางอีกครั้ง แต่ถูกป้าคนหนึ่งคว้าตัวไว้เหมือนจับลูกไก่


"พอได้แล้วยุวชนหลิน! ถ้ายังอาละวาดพวกเราจะไม่ยุ่งแล้วนะ อีกอย่างการกินข้าวแล้วคว่ำโต๊ะมันเป็นความผิดของเธอชัดๆ ดูสิเนี่ย ข้าวต้มหกเต็มพื้นไปหมด เสียดายแรงคนทำนาจริงๆ ชามก็แตกกระจาย พวกคนเมืองนี่ไม่รู้จักคุณค่าของแรงงานคนอื่นบ้างเลยหรือไง!"


ป้าคนนั้นเริ่มเทศนาหลินอีด้วยความไม่พอใจ เมื่อสติเริ่มกลับมาหลินอีก็เริ่มตระหนักได้ว่าเมื่อครู่เธอวู่วามจนขาดสติไปจริงๆ เธอเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา


ถ้าพวกป้าปากจัดเหล่านี้เห็นสภาพตอนเธอตบตีกันแบบนี้ อีกไม่เกินวันพรุ่งนี้ ชื่อเสียงของเธอคงต้องกลายเป็นยัยตัวร้ายแน่ๆ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของหวังกุ้ยฟางตัวซวยนั่นแท้ๆ ก็แค่เงินไม่กี่แดง


เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องลงไม้ลงมือกันเชียวหรือ?