ตอน 22
บทที่ 22 เธอโกรธตัวเองอีกแล้วที่เคยโง่เง่าขนาดนั้น
ณ บ้านตระกูลจวิน
ทันทีที่โม่หรานผลักบานประตูเข้าไป คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่ประตูเปิดออก กลิ่นอายเย็นยะเยือกสายหนึ่งก็พุ่งตรงแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกของเธอ จนหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
แม้จะเป็นช่วงต้นฤดูร้อนที่อากาศควรจะเริ่มอบอ้าว แต่ในรั้วบ้านแห่งนี้กลับแผ่ไอเย็นเยียบออกมาอย่างน่าขนลุก ราวกับกำลังยืนอยู่ใน "ดินแดนเก้าปรภพ" อย่างไรอย่างนั้น
ดินแดนเก้าปรภพคือแหล่งรวมตัวของวิญญาณร้ายในโลกผู้ฝึกตน สถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยพลังหยินที่หนาวเย็นถึงขั้วหัวใจ โม่หรานเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว เธอจึงจำความรู้สึกนี้ได้แม่นยำ เพียงแต่ว่าพลังที่สัมผัสได้ ณ ที่แห่งนี้ดูจะมีความแตกต่างออกไปเล็กน้อย
โม่หรานไม่ได้ก้าวเท้าเข้าไปในทันที เธอเลือกที่จะยืนนิ่งขมวดคิ้ว ก่อนจะปลดปล่อยพลังวิญญาน ออกไปตรวจสอบภายในบ้าน ด้วยนิสัยที่ระแวดระวังจนเป็นนิสัยจากโลกผู้ฝึกตน หากไม่แน่ใจว่าปลอดภัยเธอจะไม่มีวันเอาตัวเข้าไปเสี่ยง
ในเมื่อตอนนี้เธอไม่มีตบะพลังเหมือนก่อน จะทำอะไรก็ต้องรอบคอบให้มากที่สุด เพราะเธอยังรักชีวิตของตัวเองเหลือเกิน กระแสพลังซอกซอนเข้าไปในตัวบ้าน รั้วบ้านแห่งนี้กว้างขวางไม่น้อย
พลังวิญญานของเธอครอบคลุมไปได้เพียงส่วนหน้าของบ้านเท่านั้น แปลงดอกไม้ในสวนเต็มไปด้วยวัชพืชขึ้นรกชัฏ ดูท่าจะไม่มีใครย่างกรายเข้ามานานมากแล้ว บรรยากาศโดยรวมจึงดูทรุดโทรมและร้างผู้คน
เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีอันตรายใดๆ โม่หรานจึงตัดสินใจเดินเข้าไปข้างใน แต่ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ภาพหลอนเบื้องหน้าก็ปรากฏขึ้น เงาดำสายหนึ่งลอยผ่านไปมา ราวกับใบหน้าของภูตผีที่มีรอยยิ้มบิดเบี้ยวค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้
โม่หรานชะงักไปครู่หนึ่ง เธอหลับตาลงแล้วใช้พลังวิญญานตรวจสอบอีกครั้งแต่ทว่าเบื้องหน้ากลับว่างเปล่าไม่มีเงานั้นหลงเหลืออยู่ ทว่าเมื่อลืมตาขึ้น ภาพหลอนพวกนั้นก็กลับมาอีกครั้ง
เงาดำเหล่านั้นพากันลอยละล่องเข้ามาหาเธอ ใบหน้าผีร้ายดูเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะแปลกประหลาดที่ดังแว่วเข้ามาในหู
หากเป็นคนปกติคงตกใจจนเสียสติไปแล้วแต่สำหรับโม่หรานที่เคยเห็นวิญญาณร้ายของจริงในโลกผู้ฝึกตนมานับไม่ถ้วน ภาพมายาพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับอากาศธาตุ เธอเดินผ่ากลางหมู่เงามารเหล่านั้นไปอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะพึมพำในใจ
"ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ก็พูดว่าบ้านหลังนี้เฮี้ยน ที่แท้ก็โดนคนลง 'ค่ายกลร้อยผีเดินทัพ' เอาไว้นี่เอง เห็นผีหลอกแบบนี้ไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมคนถึงกลัว..."
นี่เป็นเพียงค่ายกลระดับต่ำที่ใช้หลอกล่อคนธรรมดาเท่านั้น ไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต โม่หรานจึงไม่ได้ให้ความสำคัญนัก ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอสงสัยคือ เหตุใดค่ายกลที่มีในโลกผู้ฝึกตนถึงมาปรากฏที่นี่ได้?
หรือเป็นไปได้ว่าโลกใบนี้ก็มีผู้ฝึกตนอยู่ด้วยเช่นกัน?
หากเป็นเช่นนั้น เธอคงต้องระมัดระวังสมบัติวิเศษที่ติดตัวมาจากโลกก่อนให้ดี อย่าให้เรื่องนี้สร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัว ในเมื่อไม่มีภัยคุกคามจริงโม่หรานจึงเลือกที่จะไม่ทำลายค่ายกล เพราะหากทำลายไปต้องส่งผลกระทบถึงผู้ลงค่ายกลแน่
ซึ่งเธอยังไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวในยามที่ไร้ตบะพลัง
ดูท่าการจะใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขที่นี่ เธอจำเป็นต้องหาทางเสริมสร้างความแข็งแกร่งเพื่อเอาตัวรอดเสียแล้ว โม่หรานถอนหายใจ เธอเบื่อหน่ายเต็มทนกับกฎของโลกผู้ฝึกตนที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
แต่หากโลกนี้มีผู้ฝึกตนอยู่จริงๆ เธอก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตัว เธอมีมิติเก็บของ มีศาสตราวุธและยาเม็ดวิเศษมากมาย ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เหล่าผู้ฝึกตนกระหายอยากได้
หากความลับรั่วไหลออกไป พวกนั้นย่อมไร้ซึ่งความปรานีและลงมือฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงสมบัติแน่นอน
ขณะที่ใช้ความคิด เธอก็สำรวจห้องแต่ละห้องไปพร้อมกัน บ้านหลังนี้มีทั้งหมดห้าห้อง เฟอร์นิเจอร์ครบครันแต่น่าจะถูกทิ้งร้างมานาน ฝุ่นจับหนาจนดูทรุดโทรม โม่หรานไม่ได้ใส่ใจกับสภาพเหล่านั้น ขอแค่ยอมเสียเวลาทำความสะอาดสักหน่อย ที่นี่ก็จะเป็นบ้านของเธอในช่วงเวลานี้
เพิ่งมาถึงหมู่บ้านได้แค่เดือนเดียว การจะทำเรื่องขอย้ายกลับเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย โม่หรานอยากจะเปิดสมองตัวเองในอดีตดูจริงๆ ว่าทำไมถึงได้ใสซื่อจนเกือบโง่ถึงเพียงนั้น ถึงได้เชื่อคำลวงของหลินอีที่ชวนมาฝึกฝนที่ชนบท จนยอมถ่อสังขารมาไกลถึงที่นี่
เธอไม่ได้รังเกียจที่ที่นี่ยากจนแต่เธอเพียงแต่คิดถึงครอบครัวจนใจจะขาด ระยะทางที่ห่างไกลทำให้เธอทำได้เพียงร้อนใจ ทั้งที่จริงๆ แล้วเธอได้รับเลือกเข้าทำงานในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองหลวงแล้วแท้ๆ แต่กลับขายตำแหน่งงานทิ้ง แล้วยังเต็มใจมาลำบากที่ชนบทกับยัยคนเนรคุณนั่น คิดย้อนไปทีไร โม่หรานก็หงุดหงิดตัวเองขึ้นมาทันที
แม่ของเธอเป็นแพทย์ทหาร เธอเองก็ชอบวิชาการแพทย์มาตั้งแต่เด็ก แถมยังเคยเรียนแพทย์แผนจีนกับคุณตามาด้วย เพราะมีวิชาติดตัว พอเรียนจบมัธยมปลายเธอจึงสอบเข้าโรงพยาบาลได้และมีโอกาสเป็นหมอที่มีเกียรติ
แต่เพราะความโง่เขลาเพียงชั่ววูบ เมื่อหลินอีร้องไห้คร่ำครวญว่ากลัวการไปชนบทคนเดียวและไม่อยากห่างจากเพื่อนรักอย่างเธอ โม่หรานก็เหมือนคนถูกมนต์สะกด ยอมขายตำแหน่งงานแอบไปสมัครเป็นยุวปัญญาชนโดยไม่บอกพ่อแม่
แถมเงินกว่าหกร้อยหยวนที่ได้จากการขายตำแหน่งงาน ก็ยังถูกหลินอีหาเรื่องหลอกเอาไปจนหมด!
ความหลังเหล่านั้นช่างน่าอดสู จนโม่หรานอดไม่ได้ที่จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้น เธอโกรธตัวเองอีกแล้วที่เคยโง่เง่าขนาดนั้น เอาเถอะ ชาติก่อนที่เธอต้องตายก็คงไม่ผิดแปลกนัก หากไม่ตายสักครั้ง เธอคงไม่ตระหนักได้ว่าตัวเองจะโง่ได้ถึงเพียงนี้
โชคยังดีที่สวรรค์ยังไม่ใจร้ายเกินไป ดวงวิญญาณของเธอไม่ดับสูญไปและทำให้เธอได้มองเห็นธาตุแท้ของหลินอีอย่างชัดเจน อีกทั้งในตอนที่เป็นวิญญาณเร่ร่อน เธอยังได้เห็นอนาคตของประเทศที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วในช่วงหลายสิบปีข้างหน้าและสิ่งที่โชคดีที่สุดคือการได้ไปเยือนโลกผู้ฝึกตน ได้เห็นโลกที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์นั่น...
กาลเวลาเปลี่ยนไปแล้ว โม่หรานรู้ดีว่าตัวเธอในตอนนี้ไม่ใช่เด็กสาวผู้ใสซื่อโง่เขลาคนเดิมและไม่ใช่คนใจอ่อนเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว หึ ในโลกผู้ฝึกตน เธอปีนป่ายขึ้นมาสู่จุดสูงสุดได้ด้วยการข้ามผ่านกองซากศพและทะเลเลือด ดังนั้นคำว่า "ใจดี" จึงไม่เหมาะกับเธออีกต่อไป
สิ่งที่เธอพอจะทำได้ตอนนี้ คือการไม่ฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ก็เพียงพอแล้ว...
เธอเลือกห้องหนึ่งแล้วผลักประตูเข้าไป ประตูบ้านเหล่านี้ไม่ได้ล็อกไว้ บางทีอาจเป็นเพราะไม่มีใครกล้าเข้ามาก็เป็นได้ โม่หรานไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าไม่อยากล็อก แต่เพราะกุญแจหายไปหมดแล้วและหลังจากประตูพังลงมาก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาซ่อมอีกเลย
ตอนที่ครอบครัวตระกูลจวินหายตัวไป ประตูทุกบานล้วนถูกล็อกตายจากด้านใน เมื่อกลุ่มยุวปัญญาชนชุดแรกมาถึง หลี่กั๋วเฉียงหัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่าบ้านกว้างขวางทิ้งไว้เปล่าๆ ก็น่าเสียดาย จึงสั่งให้คนพังล็อกเปิดประตูเพื่อจะจัดสรรให้คนเหล่านั้นเข้าอยู่
ในตอนนั้นเป็นเวลากลางวันและค่ายกลจะทำงานเฉพาะตอนกลางคืน เขาจึงไม่รู้ถึงความผิดปกติและปล่อยให้คนเข้าพักโดยประมาท แต่ผลลัพธ์คือวันรุ่งขึ้นยุวปัญญาชนเหล่านั้นพากันย้ายออกอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับป่าวประกาศไปทั่วว่าที่นี่มีผี
ที่แห่งนี้จึงกลายเป็นเขตห้ามเข้าของคนในหมู่บ้านไปโดยปริยาย โดยเฉพาะยามค่ำคืน เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าชาวบ้านที่ไม่เชื่อเรื่องงมงายเคยมาพิสูจน์ด้วยการพักค้างคืนที่นี่ดู สุดท้ายก็ถูกคนพบตัวนอนสลบไสลอยู่ในลานบ้าน พอฟื้นขึ้นมาก็เอาแต่ร้องตะโกนว่ามีผีแล้ววิ่งหนีไป
"พ่อครับ... ดึกดื่นป่านนี้จะไปที่บ้านตระกูลจวินจริงๆ เหรอครับ เปลี่ยนใจเถอะ ผมกลัว..."
ชายร่างใหญ่ตระกูลหลี่ผู้ถือตะกร้าใส่กระดูกหมูยืนขาแข็งอยู่ข้างรั้วบ้านตระกูลจวินที่อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เขาไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่นิดเดียว ขาทั้งสองข้างสั่นระริก สายตาล่อกแล่กไปมาเพราะกลัวจะเห็นสิ่งที่ไม่อยากเห็น
ข้างๆ เขาคือบ้านตระกูลจวินที่สง่างามที่สุดในหมู่บ้าน ทว่ากลับเป็นสถานที่ที่คนทั้งหมู่บ้านหลีกเลี่ยงมากที่สุด
"พ่อ... พ่อเลอะเลือนไปแล้วหรือไงถึงเอาบ้านที่ทั้งเฮี้ยนทั้งอัปมงคลแบบนี้ไปให้สหายโม่เช่า? น้องโม่เป็นสาวน้อยบอบบางจากในเมืองแบบนั้น ถ้าขวัญหนีดีฝ่อจนตายไปจะทำยังไงกัน!..."