ตอน 19

บทที่ 19 ไม่กลัวกินเข้าไปแล้วโดนมนต์สะกดวิญญาณหรือไง!


หลี่กั๋วเฉียงในฐานะหัวหน้าทีมผลิตของหมู่บ้านหงฉี ยามอยู่ต่อหน้าคนนอกนั้นดูสง่างามและมีอำนาจล้นเหลือ ทว่าชาวบ้านในหมู่บ้านต่างรู้ดีว่าหัวหน้าทีมผู้นี้แท้จริงแล้วคือ 'จอมกลัวเมีย' ตัวยง


เมื่อเห็นเขาพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนน่าสงสาร แถมยังเบาหวิวเสียจนฟังไม่ได้ศัพท์ ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างก็พากันขบขัน ในยามที่เห็นหลี่กั๋วเฉียงทำท่าทางหงอจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น


พอได้ยินเสียงหัวเราะ หลี่กั๋วเฉียงก็หน้าดำทะมึน ถลึงตาใส่ชาวบ้านเหล่านั้นแล้วตะคอกเสียงดัง


“หัวเราะอะไรกัน! ทำงานให้มันเร็วเข้า แบ่งเนื้อหมูกันเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านไป นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ยังจะมามุงดูเรื่องชาวบ้านอีก!”


ถูกเขาตวาดใส่ ทุกคนก็รีบเอามือปิดปากไม่กล้าส่งเสียงหัวเราะออกมาอีก แต่หัวไหล่ที่สั่นเทิ้มเพราะความขบขันนั้นกลับทรยศความรู้สึกที่แท้จริงของพวกเขา


เมื่อเขาสวมบทบาทหัวหน้าทีมจนพอใจแล้ว ป้าซุนก็ถลึงตามองแล้วเอ่ยอย่างหัวเสีย


“ฉันเห็นกับตาว่าแกเป็นคนกวักมือเรียกโกวตั้นให้ไปหา แล้วเขาจะจู่ๆ นึกคึกอยากไปเล่นในที่อัปมงคลนั่นได้ยังไงกัน หรือว่าแกไปพูดอะไรไว้!”


หลานชายของนางออกจะเรียบร้อยขนาดนั้น ไม่มีทางซนโดยไม่มีสาเหตุแน่ ต้องเป็นเพราะไอ้คนซื่อบื้อนี่พูดอะไรบางอย่างไว้แน่นอน


หลี่กั๋วเฉียงรู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที การจะให้โกวตั้นนำทางไปในที่แบบนั้น เขายอมรับว่าคิดน้อยไปหน่อยจริงๆ ยังไม่ทันที่เขาจะได้แก้ตัว เจ้าหนูน้อยโกวตั้นก็ชิงฟ้องขึ้นมาก่อน


“คุณย่าครับ เป็นคุณปู่ที่ให้ผมพาพี่โม่ไปที่เรือนใหญ่หลังนั้น แต่พอผมจะไป แกกลับเปลี่ยนใจไม่ให้ผมพาไป แถมยังตีตูดผมด้วย เจ็บจะตายอยู่แล้วครับ!”


หลี่กั๋วเฉียงถลึงตาใส่หลานชายที่เอาแต่ฟ้องทันที ผลที่ได้คือโดนฝ่ามือของภรรยาตบลงที่ไหล่อีกฉาด แม้จะไม่เจ็บแต่ก็เสียหน้าไม่น้อย


“เมียจ๋า... กลับไปค่อยตีที่บ้านได้ไหม นี่คนอยู่ตั้งเยอะ ให้เกียรติหัวหน้าทีมอย่างฉันบ้างเถอะนะ”


เขาโน้มตัวไปกระซิบอ้อนวอน


คุณป้าซุนแค่นเสียงฮึ


“แกกล้าดียังไงถึงให้โกวตั้นพาสหายโม่ไปที่อัปมงคลแบบนั้น แกคิดอะไรของแกอยู่กันแน่ สมองกลับไปแล้วหรือไง!”


ทั้งเด็กทั้งสาวรุ่นเดินทางไปในที่เปลี่ยวและน่ากลัวเช่นนั้น ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร


“เรื่องนี้กลับไปคุยกันที่บ้าน เดี๋ยวฉันไปช่วยแบ่งเนื้อหมูก่อน”


เมื่อเห็นว่ายายแก่หลัวยังคงโวยวายไม่เลิกอยู่ที่ลานตากข้าว หลี่กั๋วเฉียงจึงเห็นว่าควรรีบจัดการแบ่งเนื้อให้ครบทุกครัวเรือนเสียก่อนจะเป็นการดีที่สุด


พูดจบเขาก็รีบปลีกตัวไปทำงานทันที แม้ป้าซุนจะอยากรู้จนใจจะขาดแต่ก็ไม่คิดจะรั้งรอให้เสียเวลา จึงจูงมือโกวตั้นกลับไปเข้าแถวต่อ


...


ทางด้านโม่หราน หลังจากเดินออกมาจากลานตากข้าว เธอไม่ได้กลับไปเอาไฟฉายที่หอพักสหายจือชิง เพราะความมืดแค่นี้ไม่มีผลอะไรกับผู้ที่มีพลังจิตอย่างเธอเลยแม้แต่น้อย


เธอนึกทบทวนทิศทางที่ตั้งของหมู่บ้านฝั่งตะวันออกแล้วก็ก้าวเดินไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่ฟ้ามืดสนิทเธอจึงตัดสินใจใช้กระบวนท่าวิชาตัวเบา เพียงชั่วพริบตาร่างของเธอก็หายวับไปจากจุดเดิม มุ่งตรงไปยังท้ายหมู่บ้าน


ระหว่างทางเธอก็นึกในใจว่าช่างบังเอิญเสียจริง ละครฉากเด็ดในคืนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ป่าเล็กท้ายหมู่บ้านหรอกหรือ? ถึงตอนนั้นควรจะมอบ 'ของขวัญ' อะไรให้หลินอีดีนะ...


ขณะกำลังครุ่นคิด เธอไม่ทันสังเกตว่าในตอนที่เธอเข้าใกล้ป่าเล็กและเลี้ยวไปทางบ่อปลาขนาดใหญ่ มีเงาร่างหลังค่อมร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากป่า


หลี่เอ๋อร์เย่ใช้ความพยายามอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็แย่งเนื้อหมูติดมันมาได้สามชิ้นจากปากสุนัขจรจัด แม้เนื้อจะแหว่งไปบ้างเพราะถูกกัด แต่ก็ไม่ได้ลดความสุขใจของเขาลงเลย อย่างน้อยมันก็เป็นเนื้อที่เก็บได้ฟรีๆ!


เขาถือเนื้อที่ส่งกลิ่นตุๆ เดินฮัมเพลงออกมาจากป่า ทว่าเงยหน้าขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก็เห็นเงาสีขาวพุ่งผ่านหน้าไปวับหนึ่ง


เขาตกใจจนต้องกะพริบตาถี่ๆ มองไปรอบๆ ก่อนจะเห็นว่าเงาสีขาวนั้นลอยหายเข้าไปในเรือนใหญ่ริมบ่อปลา เมื่อนึกถึงคำเล่าลือเกี่ยวกับเรือนของตระกูลจวินขึ้นมาได้ ดวงตาของหลี่เอ๋อร์เย่ก็เบิกกว้าง


'ผี... มีผีจริงๆ ด้วย!'


เขาสั่นไปทั้งตัวจนน่องขาเริ่มกระตุก ความสุขที่ได้เนื้อหมูฟรีหายวับไปหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่เกาะกุมหัวใจ เขาเม้มปากแน่นเพราะกลัวว่าเสียงจะดังจนไปรบกวนเงาสีขาวนั่น


จนกระทั่งเงาสีขาวหายลับไปตรงข้างเรือน หลี่เอ๋อร์เย่ถึงค่อยกล้าขยับขาที่แข็งค้างของตัวเองต่อ เพราะความกลัวเกินขีดจำกัด เดินไปได้ไม่กี่ก้าวเขาก็สะดุดล้มหน้าคะมำจนอดไม่ได้ที่จะครางออกมา


'เจ็บชะมัด...' โชคดีที่รอบข้างเป็นพื้นหญ้านุ่ม ไม่อย่างนั้นกระดูกกระเดี้ยวคงได้หลุดกระจาย เมื่อรู้ตัวว่าทำเสียงดังและกลัวว่าผีจะย้อนกลับมาจับตัว เขาไม่สนใจความเจ็บปวดแล้ว รีบคว้าเนื้อหมูสามชิ้นนั้นแล้ววิ่งหนีสุดชีวิต


“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนนะ อย่ามาจับฉันเลยนะ!” เขาพึมพำไปตลอดทาง


ท่าทางตอนที่เขาล้มนั้นทำให้โม่หรานที่อยู่หน้าเรือนได้ยินเข้าพอดี เธอจึงเดินไปดูที่ริมรั้ว อาศัยแสงจันทร์ เธอเห็นเพียงเงาตะคุ่มๆ วิ่งเตลิดเข้าหมู่บ้านไปอย่างบ้าคลั่ง ระยะห่างที่เกินสิบเมตรทำให้เกินขอบเขตพลังจิตที่เธอจะตรวจสอบได้ จึงไม่รู้ว่าเงาดำนั่นเป็นใคร


แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจ ใครจะสนเล่า ขอแค่ไม่มาหาเรื่องเธอก็พอ


ทางด้านหลี่เอ๋อร์เย่ที่วิ่งไปหันกลับมามองด้วยความระแวง ด้วยวัยที่มากขึ้นทำให้เขามองเห็นภาพระยะไกลได้ชัดเจนขึ้น อาศัยแสงจันทร์ เขาเห็นเงาสีขาวร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ที่ริมเรือนใหญ่


ดูเหมือนผีตนนั้นกำลังจ้องมองเขาอยู่ ความรู้สึกนั้นทำให้เขาส่งเสียงร้องลั่นแล้ววิ่งเร็วขึ้นไปอีก จนรองเท้าฟางหลุดกระเด็นเขาก็ไม่สนใจ ขอแค่ให้พ้นจากสถานที่อัปมงคลนี้ไปได้เป็นพอ


จนกระทั่งเข้าสู่เขตหมู่บ้าน หลี่เอ๋อร์เย่ถึงกล้าลดความเร็วลง หอบหายใจอย่างหนัก 'เกือบตายแล้วไหมล่ะ ดีนะที่ผีไม่ได้ตามมา' เมื่อมองดูเนื้อหมูสามชิ้นใหญ่ในมือ ใจที่สั่นระรัวก็ค่อยคลายลงบ้าง


'ถึงกลิ่นจะเหม็นไปหน่อย แต่ล้างดีๆ ก็ยังกินได้อยู่นั่นแหละ เจ้าหมาสามตัวนั่นก็จริงเชียว มาฉี่ใส่เนื้อทำไม กลิ่นฉี่ฉุนกึกเลย' เขาบ่นพึมพำพร้อมกับเดินเท้าเปล่ากลับบ้าน พรุ่งนี้คงต้องให้ยายแก่เมียเขาทำรองเท้าคู่ใหม่ให้เสียแล้ว


และในตอนนั้นเอง ยายแก่หลัวที่หลี่เอ๋อร์เย่เพิ่งจะนึกถึง ก็กำลังเดินด่าทอชาวบ้านกลับบ้านอยู่พอดี


“ไอ้พวกเวรตะไล! รังแกคนแก่ไม่มีทางสู้ เหลือเนื้อไว้ให้ฉันสักชิ้นก็ไม่ได้!”


กลับบ้านมือเปล่าแบบนี้ คืนนี้ต้องโดนฟาดหัวแบะแน่ๆ


ที่ลานตากข้าวนั้น ความวุ่นวายได้จบลงแล้ว คบไฟถูกเก็บไปจนหมด เหลือทิ้งไว้เพียงความมืดมิด ชาวบ้านที่กลัวว่าแม่หม้ายหวังทั้งสี่คนจะคุมยายแก่หลัวไม่อยู่ จึงเร่งรีบแบ่งเนื้อกันด้วยความสามัคคี ไม่นานเนื้อบนเขียงก็ถูกแบ่งจนเกลี้ยง


ส่วนที่เหลือ หลี่กั๋วเฉียงบอกว่าจะเก็บไว้ให้สหายโม่ ทุกคนจึงไม่กล้าพูดอะไร ปล่อยให้เขาสั่งคนนำเนื้อไปส่งที่หอพักยุวปัญญาชนแทน เมื่อได้เนื้อแล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน


ตลอดทางยายแก่หลัวยังคงก่นด่าไม่หยุดจนคอแห้งผาก ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงพอได้ยินเสียงด่าต่างก็รีบล็อกประตูบ้านแน่นหนา กลัวว่ายายแก่นี่จะสติแตกบุกเข้ามาอาละวาด


หล่อนเคาะประตูบ้านคนอื่นไปหลายบ้านแต่ไม่มีใครตอบรับ จนต้องเดินด่าทอจากไปอย่างเจ็บใจ


“ไอ้พวกหัวขาด! รู้จักเคารพผู้อาวุโสบ้างไหม แบ่งเนื้อให้ฉันสักนิดจะเป็นไรไป กินของดีคนเดียว ระวังจะท้องไส้เน่าเปื่อย...”


ยิ่งด่ายิ่งหยาบคาย ชาวบ้านทุกคนต่างทำเหมือนฟังงิ้ว ไม่มีการโต้ตอบใดๆ เพราะทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการต้มเนื้อ ไม่มีใครเสียเวลามาต่อปากต่อคำกับคนบ้าเช่นหล่อน


ไม่นานนัก กลิ่นเนื้อต้มก็โชยไปทั่วหมู่บ้านหงฉี ยายแก่หลัวทั้งด่าทั้งกลืนน้ำลาย ความแค้นในใจยิ่งทวีคูณ


“เนื้อที่นังจิ้งจอกนั่นหามาได้ กล้ากินเข้าไปก็ไม่กลัวโดนมนต์สะกดวิญญาณหรือไง!”


ในจังหวะที่เดินผ่านทางแยก ยายแก่หลัวที่ปากก็ด่าไปเรื่อยก็มาจ๊ะเอ๋กับหลี่เอ๋อร์เย่ที่ถือเนื้อหมูสามชิ้นพอดี หลี่เอ๋อร์เย่ได้ยินเสียงด่ามาแต่ไกล สีหน้าของเขากลายเป็นบูดบึ้งขึ้นมาทันที และเมื่อเห็นว่ายายแก่หลัวมือเปล่าจริงๆ เขาก็ยิ่งทำหน้าไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม