ตอน 16
บทที่ 16 เรื่องอื่นข้าไม่ถือสา
ลานนวดข้าวเวลานี้กำลังคึกคักเป็นพิเศษ ยายเฒ่าหลัวเห็นว่าแม่ม่ายหวังและคนอื่นๆ ยังคงยื้อยุดฉุดกระชากตนไม่ยอมปล่อยก็เริ่มเดือดดาล
“พวกแกปล่อยมือเดี๋ยวนี้! ไอ้พวกใจดำไส้เน่า! รุมรังแกคนแก่ไม่มีทางสู้แบบนี้ไม่ละอายใจบ้างหรือไง ไม่กลัวฟ้าผ่าตายหรือไง! ถ้าไม่ปล่อย ฉันจะแช่งให้ลูกชายพวกแกเกิดมาไม่มีรูทวาร!”
ยิ่งด่ายิ่งหยาบคาย จนสีหน้าของกลุ่มแม่ม่ายหวังดูไม่ได้เลยทีเดียว พวกเธออยากจะด่าสวนกลับไปว่า ‘ลูกแกต่างหากที่ไม่มีรูทวาร’ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่ายายเฒ่าหลัวจะมีลูกชายที่ไหนกัน หล่อนมีแต่ลูกสาวสามคนเท่านั้น
เมื่อด่าไม่ออกก็ยิ่งอัดอั้นตันใจ ทั้งกลุ่มสบตากันแล้วฉวยจังหวะที่ยื้อยุดกันอยู่นั้น หยิกยายเฒ่าหลัวไปหลายทีอย่างแรง โทษฐานที่ยายแก่ปากเสียมาแช่งพวกนาง ซึ่งแต่ละคนล้วนมีลูกชายจึงถือสาคำแช่งของนางมาก
ยายเฒ่าหลัวถูกหยิกจนเจ็บก็ยิ่งโกรธจัดคิดจะสวนกลับแต่ติดที่ว่าคนที่กดตัวนางไว้นั้นมีถึงสี่คน แถมทั้งสี่คนยังทำงานไร่นามานาน แรงเยอะเสียจนนางไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ทำได้เพียงถูกลากตัวออกจากลานนวดข้าวไปเท่านั้น
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ยายเฒ่าหลัวไม่สนใจอะไรอีกแล้ว หล่อนอ้าปากแล้วพ่นน้ำลายใส่ทั้งสี่คนแบบรัวๆ เสียงขากเสลดดัง “ค่อก... แคร่ก...” ไปทั่วลานนวดข้าว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำเอาทุกคนตะลึงงัน ก่อนจะพากันขนลุกซู่ด้วยความสะอิดสะเอียน ใครที่ยืนอยู่ใกล้แล้วตาไวเห็นเศษอะไรบางอย่างที่พ่นออกมา ก็วิ่งไปอาเจียนอยู่ข้างๆ ทันที
ยายเฒ่าหลัวไม่สนว่าใครจะเป็นอย่างไร ตราบใดที่แม่ม่ายหวังไม่ปล่อยมือ หล่อนก็ขยันพ่นน้ำลายใส่ไม่หยุด ภาพตรงหน้านั้นเรียกได้ว่าบรรยายไม่ถูกเลยทีเดียว
แม่ม่ายหวังและพรรคพวกแทบจะอ้วกออกมา แต่ก็ยังกัดฟันไม่ยอมปล่อย ลากตัวยายหลัวออกไปจากลานนวดข้าวอย่างแข็งขัน ยายแก่ที่น่ารังเกียจเช่นนี้ หากปล่อยให้เข้าใกล้โต๊ะวางเนื้อได้ เนื้อเหล่านั้นคงใช้การไม่ได้อีกต่อไป
ตลอดทางทั้งสี่คนไม่กล้าเปิดปากพูดสักคำ กลัวว่าเศษน้ำลายจากยายแก่จะกระเด็นเข้าปาก เหตุการณ์ชวนคลื่นเหียนนี้ทำให้ชาวบ้านมองหน้ากันด้วยความกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
กลุ่มที่โดนดาเมจจากฉากนี้หนักที่สุดเห็นจะเป็นพวกยุวชนที่มาจากในเมือง พวกเขาเพิ่งเคยเห็นการกระทำที่น่าสะอิดสะเอียนขนาดนี้เป็นครั้งแรก จนแทบจะอาเจียนออกมาหมดไส้หมดพุง
“ไม่ไหวแล้ว ข้าทนอยู่ที่ลานนวดข้าวนี้ต่อไม่ได้อีกวินาทีเดียว สหายซู ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม พวกเธอไปรับเนื้อที่จุดรับของยุวชนกันเองเถอะ ฉันขอตัวก่อน”
ยุวชนชายคนหนึ่งทนไม่ไหวอีกต่อไป รีบพูดทิ้งท้ายแล้ววิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็วราวกับกระต่าย
เมื่อเห็นเขาวิ่งหนีไปจริงๆ ยุวชนที่เหลือก็อยากจะหนีตามไปเสียเหลือเกิน เพราะยายเฒ่าหลัวน่ารังเกียจเกินไปจริงๆ ไม่รู้ว่ามีเสลดมากมายมาจากไหนถึงขากไม่หยุดแบบนั้น แม้ฟ้าจะมืดจนมองเห็นไม่ชัด แต่หูของพวกเขายังไม่ได้หนวก แค่ได้ยินเสียงนั้นก็ทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด
ไม่นานนัก ยุวชนเจ็ดคนที่ยืนต่อแถวอยู่ท้ายสุดก็วิ่งหนีไปแล้วสี่คน เหลือเพียงสามคนสุดท้ายเท่านั้น
หลินอีก็อยากจะปลีกตัวกลับที่พักเหมือนกัน แต่พอได้สติกลับมาก็พบว่าเหลือเพียงหัวหน้ากลุ่มยุวชน ซูเจี้ยนกั๋วและซุนฮ่าวอวี่ อยู่ในแถวเท่านั้น หากเธอหนีไปตอนนี้ ไอ้ตัวกาลกิณีอย่างซุนฮ่าวอวี่ต้องตามเธอมาแน่ๆ แต่เธอไม่ต้องการอยู่กับเขาตามลำพัง
เธอจึงเดินไปข้างๆ ซูเจี้ยนกั๋ว ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“สหายซู ให้สหายซุนอยู่รับเนื้อเถอะค่ะ เรากลับที่พักกันก่อนดีกว่า ยายเฒ่าหลัวนั่นน่าขยะแขยงเหลือเกิน เห็นแล้วจะอ้วกค่ะ”
เธอรู้ว่าซูเจี้ยนกั๋วเป็นคนรักความสะอาดที่สุด เขาต้องไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแน่นอนและหลินอีก็ทายถูก ซูเจี้ยนกั๋วไม่อยากอยู่จริงๆ ยายแก่นั่นขากเสลดอยู่ไม่หยุด ยิ่งลมพัดแบบนี้ใครจะไปรู้ว่าจะมีละอองน้ำลายปลิวมาถึงตัวหรือไม่ แค่คิดก็อยากจะอาเจียนแล้ว
ทว่าในฐานะหัวหน้ากลุ่ม หากเขากลับไปก่อนทั้งที่ยังไม่ได้รับเนื้อก็ดูจะไม่เหมาะสมนัก ซูเจี้ยนกั๋วลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายความอยากหนีก็ชนะทุกอย่าง เขาหันไปมองซุนฮ่าวอวี่
“สหายซุน ฉันกับสหายหลินจะกลับที่พักก่อน คุณจัดการรับเนื้อคนเดียวคงไม่ถือสาใช่ไหม?”
พูดจบเขาก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขาทนอยู่ต่อไปไม่ไหวจริงๆ ซุนฮ่าวอวี่แค่นยิ้มในใจ เขาจะไปเต็มใจได้ยังไงกัน! ยัยผู้หญิงร่านอย่างหลินอี ทั้งๆ ที่คบกับเขาอยู่แท้ๆ แต่ยังไปหว่านเสน่ห์ใส่คนอื่นต่อหน้าต่อตาเขาอีก!
เขากลอกตาไปมาแสร้งทำเป็นเกาหัวอย่างซื่อๆ แล้วปั้นหน้าลำบากใจ
“ไม่ถือสาหรอกครับ เพียงแต่ผมกลัวการเดินกลับตอนกลางคืน... ดูนั่นสิ ยายเฒ่าหลัวกำลังจะถูกลากออกไปแล้ว อดทนอีกนิดเดี๋ยวก็จบแล้ว อีกอย่างถ้านายกับยุวชนหลินเดินกลับกันสองต่อสอง คนอื่นต้องนินทาเอาได้นะครับ”
เมื่อซุนฮ่าวอวี่พูดแบบนี้ ซูเจี้ยนกั๋วก็เริ่มลังเลอีกครั้ง เขามีคนที่ชอบอยู่แล้ว จึงไม่อยากให้เกิดเรื่องเข้าใจผิด เมื่อเหลือบเห็นว่ายายเฒ่าหลัวถูกลากออกไปพ้นลานนวดข้าวแล้ว เขาจึงพยักหน้า
“งั้นก็ได้ รออีกนิดเดี๋ยวเราค่อยกลับพร้อมกัน”
หลินอีเห็นซุนฮ่าวอวี่ใช้คำพูดไม่กี่คำก็เปลี่ยนใจซูเจี้ยนกั๋วได้ ก็รู้สึกหงุดหงิดในใจ แอบด่ายุวชนซูในใจว่าเป็นคนไม่มีจุดยืนเสียจริง หล่อไปเปล่าๆ
“งั้นพวกคุณก็รอไปเถอะ ฉันเหนื่อยแล้ว ขอตัวกลับก่อนนะ” หลินอีพูดจบก็เอามือปิดจมูกแล้วรีบเดินจากไปทันที
ซุนฮ่าวอวี่อยากจะตามไปแทบตายแต่เขาเพิ่งพูดอะไรไปเมื่อครู่ หากตามเธอไปตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าตัวเอง! เขาหรุบตาลงซ่อนความมืดมนในแววตา แต่ไม่นานก็ยกยิ้มขึ้น คืนนี้ยังมีนัดกันอยู่ ต่อให้นังนี่กลับไปก่อน แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นมือเขาอยู่ดี
อีกด้านหนึ่ง เมื่อทุกคนเห็นยายเฒ่าหลัวถูกลากออกไปพ้นลานนวดข้าวแล้ว ก็พากันถอนหายใจยาว บางคนเริ่มมีอารมณ์ชวนคุยเล่น
“ที่แท้ถ้าไม่กลัวความสกปรก ก็จัดการยายเฒ่าหลัวได้สินะ ฮ่าๆๆ”
“เอ๊ะ ยายเฒ่าหลัวทำไมถึงได้น่ารังเกียจขนาดนั้น ข้าแทบจะอ้วกตามเลย เอาเสลดมาจากไหนเยอะแยะจนเปรอะไปหมดทั้งตัวแม่ม่ายหวังเลย”
“แม่ม่ายหวังกับอาสะใภ้หลินวันนี้ใจกล้ามากนะที่กล้าเอาตัวเข้าแลกกับน้ำลายของยายแก่”
“แม่ม่ายหวัง อาหลิน อาสะใภ้หวัง อาสะใภ้หลี่ พวกเจ้าก็ถุยใส่คืนไปเลยสิจะกลัวอะไร! ลุยเลย! ยายแก่นี่ไม่ใช่คู่ต่อสู้พวกเจ้าหรอก!”
มีคนยุยงด้วยความคึกคะนอง แม่ม่ายหวังและพวกพ้องได้ยินดังนั้นก็ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเอาเป็นเอาตาย ในเมื่ออีกฝ่ายเล่นสกปรก พวกเธอก็ไม่ต้องปรานี ทั้งสี่คนที่กำลังอัดอั้นอยู่แล้วจึงพากันพ่นน้ำลายใส่ยายเฒ่าหลัวไม่ยั้ง
ผลคือยายเฒ่าหลัวถึงกับอึ้ง หล่อนคนเดียวจะไปสู้สี่คนได้ยังไง ไม่นานก็ถูกพ่นใส่จนเปรอะเปื้อนไปทั้งตัว ทั้งน่าสมเพชและน่าสะอิดสะเอียน
...
โม่หรานเห็นความวุ่นวายฝั่งนั้นแล้วรู้สึกปั่นป่วนในท้องจนแทบจะอาเจียน
ให้ตายเถอะ น่ารังเกียจชะมัด!
สถานที่แห่งนี้เธอไม่อยากจะอยู่อีกต่อไปแล้ว แต่เธอเพิ่งลงมาเป็นยุวชนได้เพียงเดือนเดียว การจะกลับเมืองตอนนี้เป็นไปไม่ได้แน่ เธอเลิกคิดเรื่องไร้สาระ สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องย้ายออกจากหอพักยุวชนให้ได้ เมื่อเห็นหัวหน้าหน่วยหลี่กั๋วเฉียงยืนนิ่งเป็นรูปปั้นเหมือนคนเสียสติ โม่หรานจึงเดินตรงเข้าไปหา
“หัวหน้าหน่วย ฉันอยากย้ายออกจากหอพักยุวชนมาอยู่คนเดียว ในหมู่บ้านพอจะมีบ้านว่างไหมคะ? ฉันสามารถจ่ายเงินเช่าได้ค่ะ”
โม่หรานเดินเข้าไปหาหลี่กั๋วเฉียงแล้วกล่าวจุดประสงค์ทันที หลี่กั๋วเฉียงที่ยังคงช็อกกับเหตุการณ์เมื่อครู่ได้สติกลับมา เขาขยี้ขมับที่เต้นตุบๆ ก่อนจะมองโม่หรานด้วยความงุนงง
“สหายโม่ เมื่อครู่คุณว่าอะไรนะ?”
โม่หรานจำต้องทวนคำพูดเดิมอีกครั้ง เมื่อฟังจบหลี่กั๋วเฉียงก็ตกตะลึง
“ที่หอพักก็อยู่ดีๆ อยู่แล้ว ทำไมถึงอยากย้ายออกมาอยู่คนเดียวล่ะ คุณเป็นเด็กสาวคนเดียว ไม่กลัวอันตรายหรือไง?”
แถมยังเป็นเด็กสาวที่สวยขนาดนี้...โม่หรานได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา เป็นยิ้มบางๆ ที่แฝงความไม่แยแส
“หัวหน้าหน่วยคะ ฉันมีแรงเยอะถึงขนาดฆ่าหมูป่าตายได้ คุณคิดว่าฉันจะกลัวการอยู่คนเดียวจริงๆ หรอคะ?”
เมื่อคำพูดนั้นหลุดออกมา หลี่กั๋วเฉียงก็นึกขึ้นได้ว่าพลังของโม่หรานนั้นเยอะจริงๆ เขาหัวเราะแห้งๆ พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น
“บ้านว่างในหมู่บ้านน่ะพอจะมีอยู่หลังหนึ่ง เป็นบ้านอิฐสีฟ้าหลังคากระเบื้องอย่างดี แถมมีลานบ้านเล็กๆ ให้ด้วย แต่ว่า... บ้านหลังนั้นมันไม่ค่อยจะเป็นมงคลเท่าไหร่...”
พูดถึงตรงนี้เขาก็รู้ตัวว่าพูดผิดไป จึงเหลียวมองรอบๆ เมื่อพบว่าทุกคนต่างสนใจแต่กลุ่มของยายเฒ่าหลัวก็ค่อยเบาใจ เขาในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านหงฉีจะให้ใครมาจับผิดเรื่องงมงายไม่ได้ เขาอยากจะบอกว่าทำไมบ้านหลังนั้นถึงไม่เป็นมงคล แต่ก็กลัวคนอื่นได้ยินแล้วนำไปร้องเรียน เขาได้แต่ขยับปากไปมาด้วยท่าทางอึดอัดใจ
โม่หรานจึงเอ่ยขัดความลังเลของเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“หัวหน้าหน่วย ขอแค่เป็นบ้านว่างก็พอแล้วค่ะ เรื่องอื่นฉันไม่ถือสา”
อีกอย่างมีลานบ้านด้วยก็ยิ่งดีเสียอีก!