ตอน 15

บทที่ 15 : ขยะแขยงจนจะอ้วก


โม่หรานไม่คาดคิดเลยว่าในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่ดีๆ จะมีก้อนเสลดพุ่งตรงเข้ามาหาตัว


ทว่าโชคยังดีที่ปฏิกิริยาตอบสนองของเธอนั้นว่องไว เมื่อสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างพุ่งเข้าใส่ เธอจึงเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ทำให้พ้นจากสิ่งปฏิกูลนั้นไปได้อย่างหวุดหวิด เมื่อหันไปมองแล้วเห็นว่าเป็นก้อนเสลดสีเหลืองเข้ม เธอก็แทบจะอาเจียนออกมาทันที


ความรู้สึกขยะแขยงตีตื้นขึ้นมา โม่หรานจ้องมองยายเฒ่าหลัวที่กำลังยืนด่าทอด้วยสายตาเย็นเยียบ น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยจิตสังหารที่ปิดไม่มิด


“อยากตายนักใช่ไหม”


สิ้นคำนั้นไอสังหารรอบกายเธอก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ราวกับปีศาจร้ายที่คลานขึ้นมาจากขุมนรก แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ร่างของยายเฒ่าหลัวจนเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น


ภายใต้อิทธิพลของแรงกดดันนั้น ทัศนวิสัยของยายเฒ่าหลัวก็พลันบิดเบี้ยว จนเห็นภูตผีตนหนึ่งกำลังแยกเขี้ยวคำราม ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาหาพร้อมอ้าปากกว้างราวกับจะกลืนกินเธอทั้งตัว นี่เป็นครั้งแรกที่หล่อนพบเจอเรื่องพิลึกพิลั่นเช่นนี้ จนถึงกับกลั้นไม่อยู่ ปัสสาวะราดออกมาด้วยความหวาดกลัว


“อย่าเข้ามา! ผี! ผีช่วยด้วย!”


ป้าหลัวกรีดร้อง พลางถดตัวถอยหลังด้วยร่างกายที่สั่นเทา ชิ้นเนื้อหมูสามก้อนที่นางกอดไว้อย่างแน่นหนาก่อนหน้านี้ร่วงหล่นลงพื้นเปรอะเปื้อนคราบปัสสาวะจนหมดสิ้น แต่ยายเฒ่าผู้ตื่นตระหนกจนเสียสติไปแล้วนั้นกลับไม่ทันสังเกตเห็น ยังคงถอยกรูดพลางตะโกนไม่หยุด


“ผี! อย่าเข้ามานะ!”


เหตุการณ์นี้ช่างพิลึกพิลั่นจนชาวบ้านที่ยืนดูอยู่ถึงกับอึ้งค้าง


“ป้าหลัวเป็นบ้าอะไรไปน่ะ? ผีสางที่ไหนกัน!”


“หล่อนราดฉี่รดกางเกงหรือเปล่า? กลิ่นแรงขนาดนี้!”


เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างทำให้สมองที่กำลังเดือดพล่านของโม่หรานเริ่มได้สติ เธอรีบเก็บงำไอสังหารที่กำลังกดทับยายหลัวเอาไว้ทันที เมื่อครู่เธอเพียงแค่บันดาลโทสะจึงเผลอปล่อยมันออกมาโดยไม่ตั้งใจ


ไอสังหารเหล่านั้นคือพลังที่สั่งสมมาจากการฆ่าฟันในโลกผู้ฝึกตนมานับหลายปี มันสามารถกระตุ้นความหวาดกลัวในจิตใจคน ทำให้คนที่มีจิตใจไม่มั่นคงเกิดภาพหลอนจนอาจถึงขั้นหัวใจวายตายได้ ดูจากท่าทางของยายเฒ่านี่ เกรงว่าภาพหลอนคงเริ่มทำงานแล้ว หากเธอเก็บแรงกดดันช้าไปเพียงไม่กี่วินาที หล่อนคงได้ช็อกตายไปจริงๆ


ช่างอัปมงคลนัก กลับมารอบนี้โม่หรานไม่ต้องการเพิ่มบาปจากการฆ่าฟันอีก ในโลกผู้ฝึกตนนั้นเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นกฎ ‘ปลาใหญ่กินปลาเล็ก’ หากไม่ฆ่าคนอื่นตัวเราก็ต้องตาย แต่ในยุคนี้ต่างออกไป ยายเฒ่านี่ถึงจะน่ารังเกียจเพียงใด แต่ก็ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตเธอ การฆ่านางมีแต่จะทำให้เธอมีคดีติดตัวเปล่าๆ


ทันทีที่โม่หรานเก็บไอสังหารแววตาที่เลื่อนลอยของยายหลัวก็เริ่มกลับมามีสติ ภูตผีที่กำลังพุ่งเข้าใส่หายไป เหลือเพียงโม่หรานที่ยืนอยู่ตรงหน้าเพียงลำพัง ยายหลัวที่ยังคงหวาดกลัวอยู่รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยอาการสั่นเทา หล่อนชี้หน้าโม่หรานแล้วแผดเสียงร้อง


“หัวหน้าทีม! สหายโม่คนนี้ไม่ใช่คน! แต่เป็นนังปีศาจ! รีบเผาทิ้งเสียที!”


“เหลวไหล! ป้าหลัวเรื่องงมงายพวกนี้จะทำให้ป้าโดนจับไปเข้าค่ายแรงงานนะ!”


หลี่กั๋วเฉียงที่เพิ่งแทรกตัวผ่านฝูงชนที่ล้อมวงดูเหตุการณ์เข้ามาถึงกล่าวตำหนิ


“สลายตัวได้แล้ว! ทุกคนหิวกันไม่ใช่หรือไง? กลับบ้านไปได้แล้ว อย่ามามุงดูเรื่องไร้สาระของยายเฒ่านี่เลย!”


“ฉันไม่ได้พูดจาเหลวไหลนะ! หล่อนเปลี่ยนหน้าได้ อ้าปากกว้างเท่าโม่หินจะกินฉันเข้าไปต้องเป็นปีศาจ... ต้องเป็นปีศาจจิ้งจอกแน่ๆ!”


ยายเฒ่าหลัวยังคงใจสั่นระรัว ปักใจเชื่อไปแล้วว่าโม่หรานคือปีศาจ


โม่หรานไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับหญิงแก่เลอะเลือน เธอจึงเอ่ยขึ้นลอยๆ ว่า


“ยายยังต้องการเนื้อหมูนั่นอยู่ไหม?”


ยายเฒ่าหลัวชะงักไปทันที เมื่อนึกขึ้นได้ว่าชิ้นเนื้อที่กอดไว้หายไป นางกำลังจะก้มหา แต่โม่หรานก็พูดเสริมขึ้นอีกว่า


“เมื่อกี้มีหมาสามตัวคาบมันไปแล้ว ถ้าอยากได้ก็น่าจะหาไม่เจอแล้วล่ะ”


โม่หรานไม่ได้โกหกเธอเห็นกับตา ตอนที่ชาวบ้านมุงดูความวุ่นวาย มีหมาวัดสามตัวคาบเนื้อที่ร่วงลงพื้นและเปื้อนปัสสาวะหนีไปแล้ว ซึ่งโม่หรานที่สัมผัสวิญญาณแกร่งกล้าเห็นตั้งแต่แรกแต่เลือกที่จะนิ่งเฉย


ในเมื่อยายแก่ไร้เหตุผลมาหาเรื่องเธอ เนื้อหมูที่เธอเป็นคนล่ามาได้ ให้หมาไปกินเสียยังดีกว่าปล่อยให้คนแบบนี้ได้ประโยชน์


ยายหลัวไม่เชื่อ รีบก้มหาไปทั่วเมื่อไม่พบชิ้นเนื้อจริงๆ ก็ทิ้งตัวลงกับพื้นแล้วดิ้นพราดทันที


“ฟ้าดินเอ๊ย! เนื้อของฉัน! หมาตัวไหนมันคาบเนื้อฉันไป! เอาเนื้อฉันคืนมานะ!”


ชาวบ้านที่มองภาพนั้นต่างส่ายหัว ยายเฒ่านี่ทั้งเนื้อตัวเปื้อนกลิ่นฉี่ แทนที่จะรีบไปเปลี่ยนชุดกลับมานอนชักดิ้นชักงออยู่ตรงนี้ สมคำร่ำลือจริงๆ ว่าเป็นยายแก่ที่หน้าไม่อายที่สุดในหมู่บ้านหงฉี คราวหน้าเจอต้องเดินเลี่ยงให้ไกล


ในขณะที่ยายเฒ่าหลัวกำลังโวยวาย จู่ๆ หล่อนก็นึกอะไรบางอย่างได้ จึงรีบผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งไปทางแผงแล่เนื้อ หญิงหม้ายหวังที่เห็นท่าไม่ดีจึงตะโกนขึ้นมาว่า


“ท่านอาหลี่! คุณมาแล้วหรือ! ช่วยจัดการยายเฒ่าหลัวที!”


คำว่า ‘ท่านอาหลี่’ ได้ผลชะงัด ป้าหลัวหยุดกึกด้วยความตกใจ หญิงหม้ายหวังฉวยโอกาสนี้รีบเรียกคนให้ช่วยกันลากตัวเธอออกไปจากลานตากธัญพืช แม้จะเหม็นสาบปัสสาวะเพียงใดแต่ก็ต้องทนเพื่อไม่ให้หล่อนไปปั่นป่วนเนื้อหมูของคนอื่น


ทว่าในตอนนั้นเอง ท่านอาหลี่ตัวจริงยังคงนั่งยองๆ สูบยาเส้นอยู่มุมหนึ่งของหมู่บ้านอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว เมื่อเห็นว่าถึงเวลาแล้ว เขาจึงลุกขึ้นเดินงมทางกลับบ้าน


“ป่านนี้ยายแก่หลัวนั่นคงเอาเนื้อกลับบ้านไปทำกินแล้วสินะ หึหึ ได้กินเนื้อแล้วโว้ย”


ในขณะที่เขากำลังเดินไปตามทาง จู่ๆ ดวงจันทร์ก็โผล่พ้นก้อนเมฆทำให้ทางเดินสว่างขึ้น เขาเห็นหมาเหลืองสามตัวกำลังคาบเนื้อวิ่งเข้าไปในป่าละเมาะใกล้ๆ ดวงตาของท่านอาหลี่เบิกกว้างด้วยความโลภ เขาไม่สนแล้วว่าจะเป็นของใคร ในเมื่อเห็นกับตา ของสิ่งนั้นก็ย่อมเป็นของเขา!


ท่านอาหลี่รีบคว้าท่อนไม้ขนาดเท่าแขนเด็กจากกองฟืนแถวนั้น แล้วรีบวิ่งตามหมาพวกนั้นเข้าป่าไป แม้เขาจะอายุมากแล้วแต่ด้วยความเป็นคนทำงานหนักมาทั้งชีวิต


ทำให้เขามั่นใจว่าจะสามารถแย่งเนื้อหมูสามก้อนนั้นมาจากหมาแค่สามตัวได้อย่างแน่นอน!