ตอน 13
บทที่ 13: อยากย้ายออกจากบ้านพักยุวปัญญาชน
กระแสเวลาภายในมิติเทพวารีนั้นแตกต่างจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
การอยู่ในนั้นหนึ่งวัน เวลาข้างนอกผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นโม่หรานจึงไม่รู้สึกร้อนใจที่จะออกไปข้างนอก เธอไม่กลัวว่ากลุ่มยุวปัญญาชนเหล่านั้นจะกลับมาในตอนนี้หรอก
ชาวบ้านตั้งมากมายป่านนี้คงกำลังง่วนอยู่กับการชำแหละหมูป่าตัวนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมง กว่าที่พวกยุวปัญญาชนซึ่งถูกมองว่าเป็นคนนอกจะแทรกตัวเข้าไปถึงหน้าแถวได้ พวกเขาก็คงไม่มีทางกลับมาได้ทันเวลาแน่นอน
แน่นอนว่าต่อให้มีใครกลับมาก่อน โม่หรานก็ไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด พลังจิตของเธอสามารถแผ่ออกไปภายนอกได้ หากมีใครเข้ามาใกล้เธอย่อมรู้ตัวก่อนเสมอ จึงไม่มีทางที่จะเปิดเผยความลับของมิติได้
เมื่อรู้ว่ามีเวลาเหลือเฟือ หลังจากตากผ้าเรียบร้อยแล้ว โม่หรานก็เดินไปเด็ดผลไม้มากิน ครั้งนี้เธอเลือกเด็ดลูกท้อลูกใหญ่มาลูกหนึ่ง ลูกท้อในมิตินี้มีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นของผู้ใหญ่เสียอีก ผิวสีแดงฉานสุกปลั่งดูน่ากิน ทั้งยังกรอบหวานชุ่มฉ่ำ รสชาติดีเยี่ยมจริงๆ
โม่หรานกัดลูกท้อไปเดินไปอย่างใจเย็นจนกระทั่งออกมาจากลานบ้าน เธอก้าวเท้าเบาๆ เลี้ยวไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินก้อนกลมมนข้างบ้าน นี่เป็นทางเดินที่เธอบรรจงวางหินกรวดหลากสีสันแวววาวด้วยตัวเอง ดูสวยงามอย่างยิ่งและเธอก็ชอบที่จะเดินเล่นบนทางนี้ที่สุด
เพื่อเนรมิตมิติแห่งนี้ให้เป็นดั่งใจปรารถนา เธอถึงกับขนหินกรวดมาจากแดนลับแลแห่งหนึ่งในโลกบำเพ็ญเซียนจนเกลี้ยง เดินไปได้ไม่กี่นาทีเธอก็มาถึงข้างแปลงสมุนไพร
เมื่อมองดูสมุนไพรวิญญาณที่เติบโตอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาของโม่หรานก็เป็นประกาย แปลงนี้เต็มไปด้วยสมุนไพรวิญญาณระดับต่ำที่เธอเก็บสะสมเอาไว้ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้บำเพ็ญเพียรสูงส่งนัก เพื่อใช้ฝึกฝนวิชาปรุงยาโดยเฉพาะ
ในเมื่อมิติแห่งนี้กว้างขวางใหญ่โต ภายหลังแม้เธอจะไม่ต้องการสมุนไพรระดับต่ำเหล่านี้แล้ว แต่เธอก็ปล่อยให้พวกมันเติบโตไปตามยถากรรม จนกระทั่งปัจจุบันพวกมันขยายพันธุ์กลายเป็นแปลงใหญ่โตและงอกงามอย่างเหลือเชื่อ
สมุนไพรเหล่านี้เป็นเพียงของระดับต่ำไร้ค่าในสายตาเธอเมื่อครั้งยังอยู่ในโลกเซียน ทว่าในตอนนี้พวกมันเปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าในสายตาของโม่หราน เธอเคี้ยวลูกท้อที่เหลือจนหมดคำแล้วโยนเมล็ดทิ้ง จากนั้นก็ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วก้าวเข้าไปในแปลงสมุนไพรอย่างมั่นคง
“เริ่มงานกันเถอะ หญ้ามังกรสิบเอ็ดเส้น หญ้าร้อยหลอม ดอกโรหง และหญ้าหลอมกระดูก...”
เธอพึมพำชื่อส่วนผสมสำหรับทำ ‘โอสถชำระกาย’ ระดับต่ำออกมาเบาๆ มือไม้ก็ขยับไปพร้อมกัน เป้าหมายล็อคตรงไหนก็จัดการถอนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ปึ้ด! ปึ้ด!
เธอทำท่าทางเหล่านี้อย่างชำนาญราวกับทำมานับครั้งไม่ถ้วน รากของสมุนไพรที่ถอนออกมายังคงสภาพสมบูรณ์ไม่มีช้ำ เพียงครู่เดียว บนพื้นก็มีสมุนไพรที่ถอนทั้งรากวางกองแยกประเภทไว้เป็นกลุ่มๆ ตามที่เธอต้องการ
โม่หรานตั้งใจจะปรุงโอสถชำระกายสักชุดหนึ่งให้เสร็จก่อนจะเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองจิงซื่อ โอสถชำระกายถือเป็นยาพื้นฐานที่แม้แต่ปุถุชนไร้พลังก็สามารถทานได้ มันจะช่วยเสริมสร้างร่างกายและกระดูกให้แข็งแรง เหมาะสำหรับมอบให้พ่อและพี่ชายทั้งสองคนของเธออย่างยิ่ง
พ่อของโม่หรานและพี่ชายทั้งสองเป็นทหาร พ่อของเธอปัจจุบันดำรงตำแหน่งสูงแม้จะไม่ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายแล้ว แต่บาดแผลเก่าจากการทำงานหนักในอดีตยังคงหลงเหลืออยู่ โม่หรานรู้ดีว่าหากท่านได้ทานโอสถนี้ บาดแผลภายในเหล่านั้นย่อมหายเป็นปลิดทิ้ง ไม่ต้องทนทรมานจากอาการบาดเจ็บอีกต่อไป
ส่วนพี่ชายทั้งสองของเธอเป็นฝาแฝด อายุห่างจากเธอสิบปี ปีนี้อายุยี่สิบเจ็ดปีแล้วกำลังอยู่ในวัยที่รุ่งโรจน์ พี่ชายคนโตเป็นผู้บังคับการกองพันอยู่ที่กองทัพภาคใต้ ส่วนพี่ชายคนที่สองเป็นผู้บังคับกองพันอยู่ที่กองทัพภาคเหนือ
โม่หรานรู้ดีว่าพี่ชายทั้งสองมักต้องเผชิญกับภารกิจอันตราย สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือความว่องไวและร่างกายที่แข็งแกร่ง แม้ว่าสภาพร่างกายของพวกเขาในตอนนี้จะดีอยู่แล้ว แต่ถ้าสามารถทำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิมได้ ทำไมถึงจะไม่ทำล่ะ?
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว โม่หรานก็ถอนสมุนไพรออกมามากกว่าเดิมตั้งใจจะปรุงโอสถเผื่อไว้ให้พี่ชายทั้งสองคนด้วย พวกเขายังหนุ่มยังแน่น ยิ่งทานมากร่างกายก็ยิ่งแกร่ง
เมื่อเห็นว่าปริมาณเพียงพอแล้ว เธอก็แบมือออก ตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ เธอเก็บสมุนไพรทั้งหมดใส่ลงไปอย่างคล่องแคล่ว
ก่อนจะออกจากแปลงสมุนไพร เธอนึกขึ้นได้ว่าแม่ของเธอรักสวยรักงามมาก จึงหันหลังกลับไปเด็ดสมุนไพรสำหรับปรุง ‘โอสถบำรุงโฉม’ เพิ่มเติม
“มอบโอสถบำรุงโฉมให้แม่สักสองสามเม็ด ท่านน่าจะชอบมันมากแน่ๆ”
เมื่อนึกถึงใบหน้าที่อ่อนหวานและงดงามของมารดา รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนหน้าของโม่หราน ในที่สุดเธอก็จะได้พบหน้าแม่แล้ว
ผ่านไปพันปี ใบหน้าของมารดายังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำไม่เสื่อมคลาย นี่คือประจักษ์พยานแห่งความคิดถึงที่เธอถวิลหาทั้งกลางวันกลางคืน เรียกได้ว่าใบหน้าของทุกคนในครอบครัวยังคงชัดเจนอยู่ในหัวของเธอเสมอมา
เธอถือตะกร้าสมุนไพรกลับมาที่บ้านพักอย่างอารมณ์ดีแล้วเดินเข้าไปในห้องที่ใช้ปรุงยาเป็นประจำ ทว่าเมื่อเห็นเตาหลอมยา เธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบหน้าผากตัวเองด้วยความลืมตัว
ลืมไปได้อย่างไร การปรุงยาต้องใช้พลังปราณหลอมเป็นเปลวไฟวิญญาณ และการจะใช้เปลวไฟวิญญาณปรุงโอสถระดับต่ำ จำเป็นต้องมีระดับพลังฝึกตนขั้น ‘หลอมลมปราณ’ ชั้นที่สามเป็นอย่างน้อย
ในตอนนี้เธอไม่มีพลังสักนิดเดียว!
นึกถึงตรงนี้โม่หรานก็รู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมา ในยุคเจ็ดสิบนี้ไม่มีสัตว์วิญญาณหรือมารร้ายที่อันตราย เธอแค่อยากใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่อยากกลับไปฝึกตนที่แสนลำบากอีกแล้ว เธอฝึกฝนมาเป็นพันปีแล้วอยากจะผ่อนคลายอย่างเต็มที่สักครั้ง
ทว่าหากไม่ฝึกฝน เธอก็ไม่อาจมอบโอสถวิเศษของโลกเซียนให้ครอบครัวได้ แม้ในมิติจะมีโอสถเหลืออยู่บ้าง แต่พวกนั้นล้วนเป็นโอสถระดับสูงที่ปรุงขึ้นในภายหลัง หากปุถุชนทานเข้าไปมีหวังร่างกายระเบิดตายแน่
สุดท้ายเธอก็กัดฟันกรอด ตัดสินใจวิ่งไปที่สระวารีวิญญาณแล้วยอมทรมานกับการ ‘ชำระไขกระดูก’ อีกครั้ง ความเจ็บปวดลากยาวไปกว่าครึ่งชั่วโมงจนเธอแทบหมดสติ เมื่อเห็นคราบสีดำสนิทที่ขับออกมาจากร่างกายส่งกลิ่นเหม็นหึ่ง เธอจึงใช้เพียงความคิดย้ายตัวเองกลับไปที่ห้องน้ำในบ้านพัก
ในมิติเทพวารี เธอจะไปที่ไหนก็ได้เพียงแค่ใช้ความคิด ทว่าเพราะเธอชอบชีวิตที่เรียบง่ายและความสวยงามของทางเดินหินกรวด เธอจึงไม่ค่อยใช้วิธีเคลื่อนย้ายด้วยจิตในมิติเท่าไหร่นัก เธอชอบที่จะใช้สองขาของตัวเองเดินไปตามทุ่งหญ้ามากกว่า
เมื่อถึงห้องน้ำ เธอก็รีบชำระล้างร่างกายทันที เปลี่ยนน้ำล้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยพลังจิตจนนับไม่ถ้วน เพราะร่างกายสกปรกและส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก เธอต้องเปลี่ยนน้ำล้างถึงเจ็ดแปดครั้งจึงจะพอใจ
เมื่อเห็นผิวพรรณที่ดูขาวขึ้นอีกหลายระดับ เธอก็นวดขมับด้วยความจนใจ พลาดไปเสียแล้ว... ผิวขาวขึ้นขนาดนี้ ออกไปข้างนอกจะไม่ถูกหาว่าเป็นตัวประหลาดหรือไงเนี่ย?
ช่างเถอะเธอมีแรงเยอะขนาดนี้ ชาวบ้านพวกนั้นคงมองว่าเธอเป็นตัวประหลาดมาตั้งนานแล้ว!
คิดได้ดังนั้นเธอก็เลิกกังวล สวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำ หลังจากชำระไขกระดูกแล้ว เธอรู้สึกเบาสบายตัวขึ้นมาก ร่างกายไร้มลทินเช่นนี้จะช่วยให้การฝึกฝนก้าวหน้าเร็วขึ้นสองเท่า
อย่างไรก็ตาม โม่หรานไม่ได้รีบร้อนนั่งสมาธิในตอนนี้ เธอกลัวว่าหากเข้าสู่สมาธิแล้วจะลืมเวลาเสียเอง เธออยู่ในมิติมาเกือบหนึ่งวัน กะเวลาดูแล้วน่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม เธอถักเปียสองข้างใหม่ สวมชุดที่ดูเชยระเบิดชุดเดิมแล้วใช้ความคิดย้ายตัวเองกลับมาที่ห้องในบ้านพักยุวปัญญาชนอีกครั้ง
รอบด้านมืดสนิท เนื่องจากไม่มีการจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด จึงเรียกได้ว่ามืดจนมองไม่เห็นนิ้วมือของตัวเอง แต่สำหรับโม่หรานที่มีพลังวิญญานนั้น ไม่ส่งผลกระทบใดๆ เลย เธอแผ่พลังออกไป แม้ภายนอกจะมืดมิด ทว่าสิ่งของภายในรัศมีสิบกว่าเมตรก็ปรากฏชัดในห้วงความคิด
เธอมองดูเตียงนอนรวมที่แสนอึดอัด แล้วหวนนึกถึงเตียงไม้แกะสลักโบราณในมิติ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องรีบหาทางย้ายออกไปอยู่ข้างนอกให้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น การอยู่ในนี้จะทำให้การเข้ามิติไปฝึกตนไม่สะดวกนัก
คิดได้ดังนั้น เธอก็เดินออกจากบ้านพักยุวปัญญาชนตรงไปยังลานนวดข้าวใจกลางหมู่บ้าน หากเป็นไปได้ คืนนี้เธออยากจะย้ายออกจากบ้านพักยุวปัญญาชนเสียเดี๋ยวนี้เลย
ตลอดทางมืดสนิท คาดว่าชาวบ้านส่วนใหญ่คงไปรวมตัวกันอยู่ที่ลานนวดข้าว บ้านดินสองข้างทางจึงไม่มีแสงไฟเหลืออยู่เลย โม่หรานคำนวณเวลาไว้แล้ว เธออยู่ในมิติประมาณหนึ่งวัน ตอนนี้ควรจะผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ หลังจากที่เธอออกมาจากลานนวดข้าวได้
มีชาวบ้านมาช่วยตั้งเยอะขนาดนั้น ป่านนี้เนื้อหมูคงจะแบ่งกันเกือบหมดแล้ว หัวหน้าทีมผลิตก็น่าจะมีเวลาว่างแล้ว
ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเธอคือ เมื่อมาถึงลานนวดข้าว แถวยาวเหยียดยังคงไม่ขยับไปไหน แถมยังมีคนกลุ่มหนึ่งมุงกันอยู่หน้าเขียงไม้พร้อมเสียงโวยวายดังระงม โม่หรานยังไม่รู้หรอกว่า ที่ลานนวดข้าววุ่นวายขนาดนี้เป็นเพราะการปรากฏตัวของเธอเมื่อครู่ ทำให้
พวกชายหนุ่มที่เฝ้าเขียงใจลอยไปชั่วขณะนั่นเอง
โม่หรานซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรเลยเดินตรงไปยังจุดที่หลี่กั๋วเฉียงอยู่ การอยากย้ายออกจากบ้านพักยุวปัญญาชน จำเป็นต้องคุยกับหัวหน้าทีมผลิตให้รู้เรื่องเสียก่อน...