ตอน 12

บทที่ 12 กินอิ่มนอนหลับ เรื่องอื่นช่างมันปะไร


เมื่อก้าวเข้าสู่มิติโม่หรานสูดลมหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ ความคุ้นเคยของต้นไม้ใบหญ้าที่นี่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก


อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของพืชพรรณ ผสานกับกลิ่นอายที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น นั่นคือพลังวิญญาณอันเข้มข้นที่ซึมซาบเข้าสู่ร่างกายทุกอณูขุมขน


“สบายจริงๆ มิติเทพวารีนี่ดีที่สุดแล้ว พลังวิญญาณหนาแน่นขนาดนี้ แค่หายใจเข้าคำเดียวก็แทบจะลอยละล่องแล้ว”


โม่หรานพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะตรงดิ่งไปยังบ้านสวนหลังเล็กที่อยู่ไม่ไกล สมัยที่ยังอยู่ในโลกผู้ฝึกตน เธอชอบเข้ามาเก็บตัวฝึกฝนในนี้บ่อยๆ เนื่องจากที่นี่เงียบสงบและพลังวิญญาณหนาแน่นกว่าที่ใด


เธอสร้างบ้านไม้หลังเล็กๆ ไว้หลายหลังด้วยไม้จากต้นไม้เทพอายุหมื่นปี แม้จะดูย้อนยุคไปบ้างแต่เธอก็ชอบมาก โม่หรานจัดสรรพื้นที่รอบบ้านให้เป็นสวนเกษตรขนาดย่อม


หน้าบ้านแบ่งเป็นสองแปลง แปลงหนึ่งปลูกผักผลไม้ อีกแปลงปลูกดอกไม้และสมุนไพรวิญญาณหายาก ส่วนหลังบ้านเธอทำรั้วกั้นไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์เล็กๆ ทั้งไก่ เป็ด กระต่าย ไปจนถึงสัตว์วิญญาณขนาดเล็กจากโลกผู้ฝึกตน


นี่เปรียบเสมือนคลังเนื้อเคลื่อนที่ของเธอ วันไหนอยากกินปิ้งย่างขึ้นมาก็แค่จับมาจัดการ ความรู้สึกนี้ช่างสุขสบายเสียจริง


การฝึกตนในโลกที่ความอ่อนแอเป็นเรื่องแสนสาหัส ต้องคอยเข่นฆ่าแย่งชิงตลอดเวลา โม่หรานจึงใช้มิติแห่งนี้เป็นที่พักใจชั่วคราว แต่แน่นอนว่าเธอไม่ได้คิดจะขังตัวเองอยู่แต่ในนี้ เพราะโลกภายนอกแม้จะอันตรายแต่ก็น่าตื่นตาตื่นใจ หากไม่ก้าวออกไปเผชิญโลกก็คงเสียเปล่าที่ได้เกิดมาเป็นผู้ฝึกตน เธอจึงมักจะออกไปแสวงหาโอกาสจนในที่สุดก็ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด กลายเป็น “เซียนโม่” ผู้ที่ใครได้ยินชื่อก็ต้องหวาดกลัว


ความทรงจำย้อนกลับมา โม่หรานถอนหายใจยาว


ถึงจะขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกผู้ฝึกตนได้แล้วอย่างไร สุดท้ายก็ไม่พ้นตายเพราะทัณฑ์สายฟ้าอยู่ดี! กำลังสนุกกับการท่องโลกแท้ๆ ดันต้องมาตายเสียก่อนแต่อย่างน้อยการได้กลับมายังยุค 70 ก็ไม่ใช่เรื่องแย่ โดยเฉพาะการได้กลับมาหาครอบครัวที่รักเธอที่สุด


“ต้องรีบหาเวลาไปเมืองหลวงให้ได้ พ่อแม่ พี่ใหญ่ พี่รอง หนูคิดถึงทุกคนมากเหลือเกิน!”


เดิมทีเหตุผลที่เธอพยายามฝึกฝนจนแทบตาย ก็เพราะหวังว่าวันหนึ่งจะบรรลุพลังระดับที่สามารถพลิกผันห้วงเวลาเพื่อกลับมาหาครอบครัวได้และตอนนี้เธอก็ทำสำเร็จแล้ว แม้จะไม่ได้กลับมาด้วยวิธีที่ตั้งใจไว้แต่การได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังจากผ่านไปนับพันปีในความรู้สึก มันช่างคุ้มค่าจริงๆ


แต่เธอเพิ่งย้ายมาหมู่บ้านได้แค่เดือนเดียว การจะหาทางกลับไปหาครอบครัวโดยไม่มีใบรับรองการเดินทางนั้นช่างยุ่งยากนัก แถมยังต้องมาปรับตัวกับชีวิตที่ไม่มีอิสระเหมือนในโลกผู้ฝึกตนอีก


ระหว่างเดินครุ่นคิดไปเรื่อยๆ โม่หรานก็ผ่านซุ้มองุ่น เธอเด็ดองุ่นม่วงลูกโตใสสะอาดขึ้นมากินพลางเดินพลาง รสชาติหวานฉ่ำที่ปนพลังวิญญาณทำให้ท้องไส้รู้สึกอุ่นวาบ สบายเนื้อสบายตัว


โม่หรานเดินไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้โยกในสวน จัดการองุ่นจนหมดพวงแล้วลูบท้องด้วยความพอใจ


“จะกินอิ่มนอนหลับได้ก็ทำไป เรื่องอื่นช่างมันปะไร! ในเมื่อชาตินี้ไม่ได้ต้องรบราฆ่าฟันเหมือนในโลกผู้ฝึกตน ขอพักผ่อนให้สบายใจสักหน่อยจะเป็นไรไป”


เมื่อคิดได้ดังนั้น โม่หรานก็เลิกขมวดคิ้ว เธอฮัมเพลงเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สดชื่น เธอเปลี่ยนชุดเป็นอาภรณ์จากโลกผู้ฝึกตนที่ตนคุ้นเคย แล้วมองดูเสื้อเชิ้ตผ้าเต๋อหลี่เหลียงกับกางเกงสีน้ำเงินเชยๆ ที่เพิ่งซักตากไว้ด้วยความเอือมระอา


ใครจะไปคิดว่าเมื่อก่อนเธอจะเคยชอบเสื้อผ้าพวกนี้กันนะ... กาลเวลาเปลี่ยนไปรสนิยมก็กลายเป็นเรื่องตลกได้จริงๆ