ตอน 14
บทที่ 14 : เข้าสู่เมืองผิงชิ่ง
ฉินสือหลานยืนตัวสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นที่ยากจะระงับ
หากเขายังคิดไม่ออกว่าต้นสายปลายเหตุเป็นเช่นไร เขาก็คงเป็นได้แค่คนโง่เง่า ทำไมพอพวกเขาเพิ่งก้าวออกจากหุบเขาหมอเทวะ ก็มีคนหลายกลุ่มตามล่าหมายเอาชีวิตเพื่อชิงป้ายหมอเทวะในมือเขาไป?
เขาย้ำนักย้ำหนาว่าข่าวเรื่องป้ายหมอเทวะที่เขาได้มานั้นปิดเป็นความลับสุดยอด แล้วคนพวกนั้นจะรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?
ที่แท้ก็เป็นหุบเขาหมอเทวะเสียเองที่ปล่อยข่าวออกไป! คนที่เขาอยากขอร้องให้ไป๋เจ๋อช่วยเหลือ อีกฝ่ายกลับไม่ยอมช่วย จึงจงใจปล่อยข่าวลือออกไปแทน!
ใครที่ถือครองป้ายหมอเทวะก็ใช้งานมันได้ทั้งนั้น หุบเขาหมอเทวะยึดถือแค่ป้ายไม่ยึดถือตัวบุคคล มีป้ายนี้ก็เท่ากับมีชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง ใครบ้างเล่าจะไม่แย่งชิง?
"ดี... เจ้าทำได้ดีมาก ไป๋เจ๋อ" สีหน้าของฉินสือหลานมืดมนลง
เขาอุตส่าห์ฝ่าฟันอุปสรรคแทบตายกว่าจะได้ป้ายหมอเทวะมา แต่สุดท้ายกลับต้องมาเจอพวกเฒ่าเจ้าเล่ห์ไร้กฎเกณฑ์สองคนนี้
"นายท่าน นี่คือโอสถรักษาที่ท่านเซียนประทานให้ ขอรับ น่าจะได้ผลกับอาการบาดเจ็บของคุณชายรอง"
องครักษ์เงายื่นโอสถที่เก็บไว้เมื่อคืนให้ ฉินสือหลานรับโอสถมา แววตาที่มองอีกฝ่ายแฝงไปด้วยความรู้สึกผิด เขาแน่ใจว่านี่คือโอสถที่ท่านเซียนประทานให้องครักษ์เงา ทว่าในเวลานี้เขากลับต้องการมันจริงๆ
"องครักษ์เงา... ขอบใจเจ้ามาก"
***
ประตูเมืองผิงชิ่ง เปิดกว้าง มีทหารยืนเรียงรายสองแถวตรวจสอบป้ายผ่านทางของชาวเมือง
ป้ายผ่านทางน่ะหรือ?
เจียงอินไม่มีหรอก แต่เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา นางอยากได้สิ่งใด นางก็แค่คว้ามันมา เจียงอินใช้วิชามายาเนรมิตป้ายผ่านทางขึ้นมาอย่างง่ายดาย เพียงพอที่จะตบตาพวกทหารยามได้
ก่อนจะเข้าเมืองนางเปลี่ยนม้าสีขาวบริสุทธิ์สองตัวที่เคยใช้ออก เพราะม้าพวกนี้สะดุดตาเกินไป ทั้งร่างกายกำยำ วิ่งได้วันละพันลี้ สุ่มเสี่ยงจะดึงดูดเรื่องวุ่นวายและสร้างกรรมโดยไม่จำเป็น
ผิงชิ่งเป็นเมืองใหญ่ระดับเขตการปกครอง นางยังมีเรื่องสำคัญต้องสะสาง ไม่อยากมาคอยรับมือศัตรูที่ฆ่าเท่าไหร่ก็โผล่มาไม่หยุดหย่อน ที่สำคัญกว่านั้น ม้าสองตัวนี้ไม่ใช่สัตว์ธรรมดา แต่เป็น 'อสูร' ที่ชื่นชอบเนื้อมนุษย์และผลไม้เป็นที่สุด
ช่วงที่ผ่านมาคนขับรถม้าขุนพวกมันด้วยหญ้ามากเกินไปจนพวกมันใกล้จะอาเจียนอยู่แล้ว หากเห็นเนื้อสดๆ อสูรระดับต่ำพวกนี้คงอดใจไม่ไหว สวาปามคนเหมือนขนมกรุบกรอบ อสูรประเภทนี้ไม่รู้จักคำว่ามารยาทบนโต๊ะอาหารหรอก
เจียงอินไม่มีม้า แต่ในโลกผู้ฝึกตนมีสิ่งที่เรียกว่า 'หมูเหิน' หรือสัตว์ประหลาดสารพัดอย่าง แม้แต่หม้อข้าวหม้อแกงก็เป็นอาวุธวิเศษที่ใช้บินได้ แถมยังใช้ทำกับข้าวได้ด้วย ส่วนที่นิยมที่สุดคงหนีไม่พ้นกระบี่บิน ซึ่งเหมาะกับการ 'โชว์เหนือ' ที่สุด ส่วนการขี่ม้าเหรอ?
ใครจะทำกันล่ะ? โดนหัวเราะเยาะเย้ยตายพอดี!
แม้ไม่มีม้า แต่นางมี 'วัว' มันคือ วัวเพลิง! สัตว์อสูรที่มีหัวเป็นวัว ร่างเป็นเสือ และมีหางเป็นงู ร่างกายมหึมาสูงร่วมแปดเมตร กีบเท้าพ่นเปลวเพลิง สามารถวิ่งเหยียบเปลวไฟไปได้ไกลวันละหมื่นลี้ แม้จะเป็นอสูรธาตุไฟแต่นิสัยกลับเชื่องช้าและอดทน
เป็น 'พาหนะ' ยอดนิยมของเหล่าผู้ฝึกตน
เจียงอินตบหัวมันเบาๆ พร้อมยื่นสมุนไพรวิญญาณธาตุไฟให้ ดวงตากลมโตของวัวตัวยักษ์มีน้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้ง... มนุษย์ให้กินของอร่อย มนุษย์เป็นคนดี!
วัวตัวยักษ์เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข ร่างกายค่อยๆ หดเล็กลงจนเหลือเท่ากับวัวทั่วไป เปลวเพลิงที่กีบเท้าก็มอดดับลง เจียงอินร่ายมนตร์ทำให้นางดูเหมือนวัวปกติก่อนจะเข้าเมืองอย่างสบายใจ
รถม้ายังคงเป็นคันเดิม แค่เปลี่ยนจากม้าลากมาเป็นวัวลาก... ก็ถือว่าเป็นรถลากเหมือนกันนั่นแหละ!
เมืองผิงชิ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เนื่องจากมณฑลอันโจวประสบภัยแล้ง ชาวบ้านจำนวนมากจึงพากันหนีตายมาที่นี่ แม้เมืองผิงชิ่งจะไม่ได้ต้อนรับผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการ แต่ตราบใดที่มีเงิน ก็ย่อมมีหนทางเข้าเมืองเสมอ
เศรษฐีจางที่เคยพาหลิวชิงชิงเข้าเมืองมาก่อนก็ใช้วิธีนี้ เขาจ่ายเงินจนสามารถย้ายทะเบียนราษฎร์เข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างถูกต้อง
เจียงอินจ่ายเงินสิบตำลึงให้เจ้าหน้าที่ที่ว่าการเพื่อตรวจสอบข้อมูลของจางโหย่วจิน จนพบที่อยู่ของเขา เป็นเรือนสามชั้นที่กินพื้นที่กว้างขวาง ในยุคที่ราคาที่ดินเมืองผิงชิ่งพุ่งสูงขึ้นแบบนี้ เรือนหลังนี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดร้อยตำลึงแน่
เจียงอินมีเรื่องอยากถามจางโหย่วจินให้กระจ่าง ซึ่งถือเป็นความค้างคาใจสุดท้ายของ 'หลิวต้าหยา' ร่างเดิมของนาง เหตุใดคนที่ช่วยลูกชายเขาไว้คือตัวนาง แต่เขากลับเลือกพาตัวหลิวชิงชิงไป?
ตอนนี้เมื่อเห็นเรือนหลังนี้ นางก็พอจะเข้าใจสาเหตุแล้ว... สำหรับจางโหย่วจิน บุญคุณช่วยชีวิตที่แลกมาด้วยเงินแค่สิบตำลึงนั้น ไม่เคยอยู่ในสายตาเขาตั้งแต่แรก
เจียงอินใช้วิชามายาเปลี่ยนร่างให้กลับไปเป็นหลิวต้าหยาที่ซูบผอมดูเหมือนขอทานน้อย นางเคาะประตูเรือนตระกูลจาง คนรับใช้เปิดประตูออกมาเห็นขอทานน้อยก็เบ้ปากด้วยความรังเกียจ ก่อนจะหยิบหมั่นโถวแป้งหยาบที่มีผักป่าติดมาด้วยโยนลงพื้น
"ขอทานที่ไหนเนี่ย เอาไปแล้วก็ไสหัวไปซะ!"
หมั่นโถวกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่ที่เท้าเจียงอิน นางช้อนตามองคนรับใช้อย่างนึกสนุก... คนผู้นี้ใจดีไม่เบา
ถึงมณฑลอันโจวจะมีฝนตกลงมาบ้างแล้ว แต่ข้างนอกเมืองยังมีผู้ลี้ภัยอีกเพียบ ในเมืองเองก็มีขอทานเต็มไปหมด หมั่นโถวแป้งหยาบก้อนนี้ก็นับว่าต่อชีวิตคนได้วันสองวันเลยทีเดียว
เจียงอินไม่เก็บหมั่นโถวนั้นไว้ ปล่อยให้ขอทานน้อยอีกคนแถวนั้นวิ่งมาคว้าไปกินอย่างรวดเร็ว คนรับใช้ทำท่าหงุดหงิดเตรียมจะปิดประตู เจียงอินจึงหยิบก้อนเงินห้าตำลึงโยนให้
ก้อนเงินกลิ้งไปหยุดที่เท้าคนรับใช้ เขาเงยหน้ามองเงินสลับกับมองเจียงอินด้วยความตกตะลึง เงินห้าตำลึงนี่มันมากกว่ารายได้ทั้งปีของเขาเสียอีก!
"ขะ...ขออภัยแม่นางที่ตาดำมองไม่เห็นเพชร ท่าน...ท่านต้องการพบผู้ใดหรือ?" คนรับใช้เปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อมทันที
"ไปบอกจางโหย่วจินว่า คนที่เคยช่วยชีวิตลูกชายเขามาหา"
ราวหนึ่งเค่อให้หลัง จางโหย่วจินเดินออกมา เมื่อเห็นเจียงอิน เขาก็ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ สีหน้าเต็มไปด้วยความรำคาญ แต่เมื่อกวาดสายตามองนางสักพัก ก็รีบปรับเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจอมปลอม
"ต้าหยา... เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?"
"ข้ามาตามหาญาติผู้น้อง"
จางโหย่วจินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหัวอย่างจนใจ
"ต้าหยา ญาติผู้น้องของเจ้าเพิ่งเข้ามาในเมืองก็จากไปแล้ว นางบอกว่ามีญาติห่างๆ อยู่ที่นี่ จึงจะไปพึ่งพาญาติคนนั้น"
"พูดความจริงมา"
เจียงอินจ้องลึกเข้าไปในตาของจางโหย่วจิน เขารู้สึกมึนงงคล้ายโลกหมุนคว้าง ก่อนจะเผลอคายความจริงออกมาด้วยสติที่เลื่อนลอย
"นางหนีไปแล้ว... นังตัวดี! ข้าอุตส่าห์เสียเงินเสียทองพาเข้าเมือง สุดท้ายพอก้าวพ้นประตูเมืองนางก็หนีไป..."