ตอน 1
บทที่ 1 ย้อนกลับมาในชาติก่อน
ปีเจี้ยนหยวนที่ 15 แห่งต้าเซี่ย เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในแคว้นอันโจว แผ่นดินแตกระแหงแห้งแล้งสุดลูกหูลูกตา ผู้คนล้มตายเกลื่อนกลาดดุจซากศพ ไร้ที่ฝังกลบ
ความอดอยากแผ่ซ่านดั่งฝูงตั๊กแตนที่เคลื่อนผ่าน ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างพากันหอบลูกจูงหลานหนีตายไปทั่วทุกสารทิศ ครอบครัวสกุลหลิ่วเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ครอบครัวสกุลหลิ่วขาดแคลนเสบียงมาหลายวัน จนกระทั่ง 'หลิ่วต้าหยา' บังเอิญช่วยลูกชายคนเดียวของคหบดีในเมืองไว้ได้ เพื่อเป็นการตอบแทน อีกฝ่ายจึงมอบข้าวกล้องหนึ่งกระสอบและเงินสิบตำลึงให้ ทั้งครอบครัวจึงรอดชีวิตมาได้เพราะนาง
เดิมทีคหบดีผู้นั้นตั้งใจจะรับนางเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อพาเข้าเมืองไปด้วยกัน ทว่าถูก 'ท่านย่าจ้าว' เข้ามาขัดขวางจนเรื่องดีๆ กลับกลายเป็นตกไปเป็นของลูกพี่ลูกน้องของนางแทน
ลูกพี่ลูกน้องผู้นั้นติดตามคหบดีไปอย่างสุขสบาย มีบ่าวรับใช้คอยดูแลเรื่องกินอยู่ แต่ตัวนางกลับต้องขาหักจากการช่วยคน ถูกคนสกุลหลิ่วมองว่าเป็นภาระจนนำไปขายให้กับ 'เถ้าแก่จิน' พ่อค้าเนื้อคนเพื่อเอาไปเป็นอาหาร จนต้องจบชีวิตลงอย่างเจ็บแค้น
นั่นคือประสบการณ์ชีวิตของ 'เจียงอิน' ก่อนที่จะมาเกิดใหม่ในชาตินี้
ตอนนี้นางคือผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งแห่งทวีปชางม่าว ชาติก่อนไม่ควรต้องมาเจอเรื่องรันทดเช่นนี้เลย แต่ทว่าชาติก่อนนางดันเกิดในครอบครัวชาวนาต้อยต่ำ ไร้แม้กระทั่งชื่อเรียกที่แท้จริง ชีวิตวันๆ ตื่นก่อนไก่ นอนหลังสุนัข งานหนักทุกอย่างในบ้านล้วนตกอยู่บนบ่าของนาง
ถึงกระนั้นนางก็ยังต้องถูกทุบตีไม่เว้นแต่ละวัน ใครในบ้านเห็นนางก็ล้วนสามารถ ‘มอบ’ ฝ่ามือให้เป็นรางวัลได้ทั้งสิ้น ในสกุลหลิ่ว แม้กระทั่งมูลไก่ยังมีค่ามากกว่านาง เพราะมูลไก่ยังนำไปทำปุ๋ยปลูกพืชได้ แต่นางกลับเป็นได้แค่ ‘ตัวกาลกิณีที่ผลาญเงิน’
ลมหนาวพัดกระหน่ำมาจากทุกทิศทาง เสื้อผ้าเนื้อบางที่สวมอยู่แทบไม่ช่วยป้องกันความหนาวเย็นได้เลย ทว่าเจียงอินกลับไม่นำพา นางส่งกระแสจิตออกไปสำรวจยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า แต่กลับแทบไม่สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อย
โลกใบเล็กที่แร้นแค้นเช่นนี้ กลับซ่อนเงื่อนงำที่เป็นหนทางรอดของทวีปชางม่าวไว้เชียวหรือ?
หวังว่าตาแก่คนนั้นคงไม่ได้คำนวณพลาด
"เจ้าเอ้อร์โก่ว มีดลับคมหรือยัง? ถ้ามัวแต่ชักช้า นังเด็กนั่นได้ตายก่อนพอดี!" เนื้อที่ตายแล้วย่อมไม่มีความสดอร่อยเท่าเนื้อสดๆ
"มาแล้วๆ ครับท่านเถ้าแก่จิน เชิญท่านจัดการได้เลย"
เอ้อร์โก่วรีบประจบประแจงพลางส่งมีดที่ลับจนวาววับให้ เถ้าแก่จินรับมีดมาแล้วก้าวตรงไปยังจุดที่เจียงอินนอนอยู่ แต่เพียงเดินไปได้สองก้าว เขาก็ชะงักกึก สีหน้าดั่งเห็นผี
เจียงอินที่ควรจะสิ้นใจไปแล้ว บัดนี้กลับลุกขึ้นนั่งอย่างมั่นคง สวมใส่ชุดผ้าเนื้อดีสะอาดตา ราวกับคุณหนูในตระกูลขุนนาง แม้แสงจากกองไฟจะไม่สู้ดีนัก แต่เถ้าแก่จินก็ยังมองเห็นชัด
เดิมทีเด็กสาวผู้นี้มีใบหน้าที่มอมแมมเน่าเหม็น แต่ตอนนี้หญิงสาวตรงหน้ากลับเกล้าผมทรงประณีต ใบหน้าสะอาดสะอ้าน นี่ไม่ใช่นังเด็กคนเดิมแน่!
"เป็นอะไรไปครับท่านเถ้าแก่จิน?" เอ้อร์โก่วเห็นอีกฝ่ายหยุดนิ่งจึงรีบวิ่งตามมาดู เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็ตะลึงไปเช่นกัน
"นางคือใคร? แล้วนังเด็กนั่นหายไปไหน?"
"เรื่องไม่ชอบมาพากลแล้ว" เถ้าแก่จินยกมีดขึ้นมาตั้งท่าป้องกัน พลางก้าวถอยหลังอย่างระมัดระวัง
เจียงอินมองคนทั้งสองอย่างนิ่งเฉย ในดวงตาไม่มีความรู้สึกใดๆ สำหรับนางแล้ว สองคนนี้ไม่ต่างอะไรกับมดปลวก นางยกมือขึ้นเบาๆ เถ้าแก่จินและเอ้อร์โก่วต่างตื่นตระหนกเมื่อพบว่าร่างกายของตนไม่ยอมทำตามคำสั่ง กลับก้าวเดินเข้าไปหาหญิงสาวทีละก้าวโดยห้ามไม่อยู่
ทั้งคู่คิดว่าเจอผีกลางดึกจนหน้าถอดสี เอ้อร์โก่วถึงกับปัสสาวะราดออกมาด้วยความกลัว รีบอ้อนวอนขอชีวิตทันที
"ละ...ละเว้นข้าด้วย เซียนหญิงไว้ชีวิตด้วยเถิด..."
แม้เอ้อร์โก่วจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สัญชาตญาณกลับสั่งให้เขากราบไหว้ขอขมา หากร่างกายไม่ขัดขืน เขาคงกราบลงไปกับพื้นนานแล้ว เถ้าแก่จินมีสติดีกว่าเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เอ้อร์โก่วกลับคลุ้มคลั่งพุ่งเข้ากัดที่ลำคอของเขา
เพียงชั่วพริบตา ทั้งสองก็ต่างรุมกัดกินกันเองราวกับสุนัขป่า... ในเมื่อชอบกินเนื้อนัก ก็ให้พวกมันอิ่มจนตายไปเสียเลย
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว เจียงอินไม่ได้รู้สึกสะอิดสะเอียน นางหยิบเนื้อแห้งออกมาจากมิติแล้วเคี้ยวอย่างใจเย็น พลังวิญญาณเข้มข้นไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายเพื่อซ่อมแซมบาดแผล แม้จะเป็นเนื้อของสัตว์อสูรระดับต่ำที่สุด แต่มันก็เพียงพอสำหรับร่างกายนี้
เท้าที่แข็งทื่อค่อยๆ อุ่นขึ้นจนรู้สึกเจ็บแปลบ โดยเฉพาะขาที่หัก เหมือนมีมดนับพันตัวกำลังกัดกิน เจียงอินโคจรพลังวิญญาณเล็กน้อยไปที่ขา กระดูกที่หักก็กลับเข้าที่และสมานตัวอย่างรวดเร็ว
ไม่ไกลออกไป เถ้าแก่จินและเอ้อร์โก่วที่เนื้อตัวเละเทะนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ก่อนจะสิ้นใจตายในเวลาต่อมา ลมหนาวพัดโหมผ่านแผ่นดิน เจียงอินดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ร่างของทั้งสองก็สลายกลายเป็นเถ้าถ่าน
นางหยิบสิ่งของรูปทรงลูกบาศก์ขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากมิติแล้ววางลงบนพื้น ลูกบาศก์นั้นขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ในพริบตา เรือนไม้ไผ่ที่ประณีตงดงามก็ปรากฏขึ้นต่อหน้า
นี่คือ ‘ถ้ำส่วนตัวแบบพกพา’ จากเมืองกลไก ซึ่งเป็นอาวุธวิญญาณระดับสูงที่เน้นพลังป้องกันเป็นเลิศ เรือนไม้ไผ่มีสามชั้น เจียงอินจัดสรรพื้นที่ใช้สอยไว้อย่างเรียบง่าย ชั้นสามคือห้องนอน ชั้นสองไว้ฝึกตน และชั้นหนึ่งสำหรับรับแขก
นอกจากนี้ยังมีสวนเล็กๆ รอบเรือน ซึ่งถูกครอบคลุมด้วยค่ายกลรักษาอุณหภูมิให้คงที่ตลอดเวลา นางสั่งการให้ค่ายกลทำงานพร้อมซ่อนตัวเรือนไม้ไผ่ไว้ไม่ให้คนนอกมองเห็น
ค่ำคืนผ่านไป เจียงอินทะลวงระดับพลังจนถึงขั้นสร้างรากฐานช่วงกลางอย่างไร้ขีดจำกัด ร่างกายที่ผอมแห้งกลับมาอิ่มเอิบ ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านกลับเปล่งปลั่งงดงามขึ้น ส่วนสูงก็เพิ่มขึ้นจนดูใกล้เคียงกับรูปลักษณ์เดิมของนางในชาติก่อน
ชาติก่อนนางก็มีรากวิญญาณเช่นนี้ การฝึกฝนใหม่จึงรวดเร็วเป็นพิเศษ เพียงแค่มีศิลาวิญญาณเพียงพอก็ไม่มีอะไรติดขัด และสิ่งที่นางมีมากที่สุดก็คือศิลาวิญญาณ เพราะในจิตวิญญาณของนางมีชีพจรวิญญาณระดับสุดยอดซ่อนอยู่นับสิบสาย
หลังจากชำระล้างร่างกายจนสะอาดสะอ้าน นางสวมชุดเซียนฉวินสีทองจางไล่เฉดสีที่เปล่งประกายล้อแสง เด็กสาวที่เคยดูมอมแมมบัดนี้กลับดูสง่างามราวกับเทพธิดาจุติ
เจียงอินก้าวออกมาหน้าสวน เบื้องหน้าคือความอ้างว้างบนลำธารที่แห้งขอด เห็นเงาร่างคนดุจโครงกระดูกพากันเดินโซเซหาเศษรากไม้ประทังชีวิต เมื่อเทียบกับความเขียวขจีในสวนของนางแล้ว ราวกับเป็นคนละโลก
นางมองไปยังขบวนคนอพยพที่ทอดตัวยาวไกล สกุลหลิ่วที่เคยทรมานนางในชาติก่อนก็อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น
เจียงอินกำลังจะเก็บถ้ำส่วนตัว แต่ทว่าเห็นสองร่างกำลังเดินโซเซเข้ามาหา หญิงชายคู่หนึ่งในชุดขาดวิรุ่ยตัวสั่นสะท้านด้วยความหนาว หญิงสาวในอ้อมกอดมีเด็กทารกอยู่ด้วย ใบหน้าที่สิ้นหวังนั้นเต็มไปด้วยความตายด้าน จนกระทั่งใกล้จะถึงตัวนาง
ทั้งสองจึงเห็นการแต่งกายของนางและตกตะลึงจนค้าง
เดิมทีพวกเขาเพียงแค่เห็นต้นไม้แห้งตายตรงนี้จึงคิดจะมาลอกเปลือกไม้ไปกิน แต่กลับพบหญิงสาวผู้หนึ่งที่แต่งกายงดงามราวกับเทพธิดา ทั้งสองไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นดินที่หนาวเย็นจนเลือดไหล
"คารวะคุณหนู ขอท่านเมตตาประทานอาหารช่วยชีวิตลูกน้อยของข้าด้วย ข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้าตอบแทนพระคุณท่าน..."
ชายหนุ่มข้างๆ ก็โขกศีรษะตามลงไปไม่หยุด
เจียงอิน : "..."
นี่มันไม่เหมือนที่คิดไว้เลยนะ? พวกเจ้าควรจะพุ่งเข้ามาปล้นไม่ใช่หรือไง!