ตอน 8
บทที่ 8: การนับถอยหลังที่ไร้เสียง
วันเวลาเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกไขลานจนตึงเปรี๊ยะ ชีวิตของสวีอี้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ในช่วงกลางวันเขาเป็น ‘นักเรียนตัวอย่าง’ ที่ตั้งใจเรียนหนังสือและมักจะจัดการการบ้านให้เสร็จสิ้นตั้งแต่ในชั่วโมงเรียนหรือช่วงพัก
ส่วนหวังเฉียงก็ยังคงไม่ลดละความพยายามที่จะนำนิยายออนไลน์มาให้เขาอ่านอยู่เรื่อยๆ ทว่าสวีอี้มักจะตอกกลับด้วยเหตุผลเพียงสองสามประโยคจนอีกฝ่ายต้องถอดใจไปทุกครั้ง
เมื่อถึงยามเย็นที่กลับมาถึงบ้าน เขาจะปิดประตูห้องนอนแล้วเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อสืบค้นข้อมูลที่สงสัย โดยวางสมุดการบ้านไว้ข้างตัวเพื่อเอาไว้ตบตาหากโจวฮุ่ยหลานผู้เป็นแม่เดินเข้ามา
ทุกครั้งที่ถึงเวลาอาหาร อย่างเช่นค่ำคืนนี้ที่มีเมนูปลานึ่งฝีมือคุณแม่ กลิ่นหอมของน้ำมันร้อนๆ ที่ราดบนเนื้อปลาขาวสะอาดโรยด้วยต้นหอมซอยโชยเข้าจมูกชวนน้ำลายสอ แต่สวีอี้กลับถือชามข้าวไว้ในมือพร้อมกับลอบสังเกตท่าทีของสวีกั๋วเฉียงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
สวีกั๋วเฉียงที่ดูหิวจัดคีบเนื้อปลาขึ้นมาทานพร้อมข้าวสวยคำโต ทว่าหลังจากทานไปได้เพียงครู่เดียว คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นอย่างแผ่วเบา การเคี้ยวของเขาเริ่มเชื่องช้าลง
เขาเริ่มวางชามข้าว มือซ้ายยกขึ้นมากดนวดที่บริเวณใต้ลิ้นปี่อย่างลืมตัว สีหน้าของเขาดูซีดเผือดลงเล็กน้อย ลมหายใจหอบถี่กว่าปกติ
“ตาเฒ่าสวี เป็นอะไรไป? กินรีบเกินไปจนติดคอหรือเปล่า?”
โจวฮุ่ยหลานถามด้วยความเป็นห่วง ทว่าคำตอบที่ได้รับก็ยังคงเหมือนเดิม
“อืม... กินรีบไปหน่อยน่ะ เลยจุก เดี๋ยวก็คงหาย” สวีกั๋วเฉียงตอบโดยไม่คิดอะไร
“นี่คุณ...” โจวฮุ่ยหลานยังอยากจะพูดอะไรต่อ
“เอาน่าๆ กินข้าวไป ไม่ต้องพูดมาก ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกแน่นท้อง”
สวีกั๋วเฉียงโบกมือปัดอย่างรำคาญ หรือบางทีเขาอาจจะแค่อยากกลบเกลื่อนความผิดปกติของตัวเอง เขาเดินไปดื่มน้ำที่ในครัวก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม ทว่าเมื่อลงมือคีบอาหารอีกครั้ง เขาเลือกที่จะเลี่ยงเนื้อปลาและเลือกทานเพียงผักเคียงอย่างเชื่องช้า
หัวใจของสวีอี้หล่นวูบ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เมื่อคืนตอนทานข้าวผัด พ่อก็วางช้อนลงหลังจากทานไปได้เพียงไม่กี่คำพร้อมบอกว่า “เลี่ยนไปหน่อย ไม่ค่อยหิว” หรือวันที่มีเมนูซี่โครงหมูตุ๋น พ่อก็เริ่มเคี้ยวช้าลงหลังจากทานไปได้ครู่หนึ่ง แล้วมือก็เผลอไปกดที่ท้องเหมือนเคย พร้อมพูดประโยคเดิมๆ ว่า “จุก” หรือ “ย่อยยาก”
เศษเสี้ยวเหตุการณ์เหล่านี้เมื่อนำมาปะติดปะต่อกัน ทำให้สัญญาณเตือนภัยในใจของสวีอี้ดังสนั่น! นี่ไม่ใช่แค่เรื่องอาหารไม่ย่อยธรรมดาแน่นอน!
อาการปวดท้องใต้ลิ้นปี่ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือต่อเนื่อง ความรู้สึกอึดอัดแน่นท้อง โดยเฉพาะหลังจากทานอาหารที่มีไขมันสูง สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาในระบบทางเดินน้ำดี หรือร้ายแรงถึงขั้นเป็นอาการเริ่มต้นของตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน!
นิ่วในถุงน้ำดีอาจไปอุดตันทางเดินตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนย่อยตัวเองจนกลายเป็นภาวะฉุกเฉินถึงแก่ชีวิตได้!
ตลอดมื้ออาหารนั้น สวีอี้ไม่รับรู้ถึงรสชาติใดๆ เนื้อปลาที่เคยรสชาติเลิศรสในปากกลับกลายเป็นความขมขื่น เขาดูเหมือนจะได้ยินเสียงนาฬิกาเรือนยักษ์ดังติ๊กต็อกอยู่ในหัว เสียงนั้นดังก้องและเร่งเร้าขึ้นเรื่อยๆ จนเขารู้สึกกระวนกระวาย
ทุกครั้งที่พ่อขมวดคิ้ว ทุกครั้งที่พ่อเอามือกดท้อง เสียงนาฬิกานั้นก็ยิ่งเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นเวลา... เขาต้องการเวลาให้มากกว่านี้ เงินก้อนที่จะช่วยชีวิตพ่อได้ก็คือนิยายเรื่อง ‘บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา’ ที่เขาต้องเร่งปั่นให้ทัน!
ดึกสงัดแล้ว ความเงียบเข้าปกคลุมรอบด้าน มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา
สวีอี้นั่งหลังตรงแน่วอยู่หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ ทว่าในดวงตากลับลุกโชนด้วยความมุ่งมั่นที่เกือบจะเรียกได้ว่าบ้าคลั่ง ในวินาทีนี้เขารู้สึกเหมือนคันธนูที่ถูกง้างจนสุด
เสียงแป้นพิมพ์ดังขึ้นอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง “ตั๊กๆๆ ตั๊กๆๆ...”
เขารัวนิ้วพิมพ์อย่างรวดเร็ว เนื้อเรื่องและตัวละครพรั่งพรูออกมาไม่หยุดยั้ง ความระแวดระวังของหานลี่ จิตสังหารของหมอโม่ ภัยคุกคามจากพรรคหมาป่าป่า... ความตึงเครียดของเรื่องราวแผ่ซ่านไปตามตัวอักษร
นาฬิกาในใจเขายังคงไม่หยุดเดิน มันดังติ๊กต็อกราวกับเสียงขมวดคิ้วของพ่อ และภาพความทรงจำจากชาติก่อนที่เห็น ‘พ่อ’ นอนขดตัวด้วยความทรมานจากอาการปวดท้องบนเตียงผู้ป่วย มันทำให้เขาไม่กล้าหยุดนิ้วที่พิมพ์เลยแม้แต่วินาทีเดียว ทุกตัวอักษรที่พิมพ์ลงไปเปรียบเสมือนความหวังอันน้อยนิดที่เขาสามารถฉกชิงกลับมาจากเงื้อมมือของมัจจุราช
“เร็วอีก... ต้องเร็วอีก...” เขาตะโกนก้องในใจ
เมื่อเขียนถึงตอนที่หานลี่ถูกบังคับให้กลืน ‘ยาถอนกระดูก’ ที่ต้องทนทรมานกับความเจ็บปวดเสียดแทงถึงไขกระดูกจนแทบหายใจไม่ออก ปลายนิ้วของสวีอี้ก็ชะงักลง
เขามองดูคำบรรยายถึงความอ่อนแอและเจ็บปวดนั้น ความเย็นเยือกแล่นพล่านไปทั่วสันหลังนั่นก็คือความทรมานชนิดหนึ่ง หานลี่ต้องอดทนกับสิ่งเหล่านั้นเพื่อเอาชีวิตรอด แล้วพ่อล่ะ? ตอนนี้ถุงน้ำดีหรือตับอ่อนของพ่อกำลังถูกการอักเสบกัดกินอยู่หรือไม่?
เขาสูดหายใจลึก พยายามกดความรู้สึกที่ท่วมท้นเอาไว้ แล้วรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น ถ่ายทอดการดิ้นรนและแผนการในสถานการณ์คับขันของหานลี่ออกมาอย่างหมดเปลือก
เขาจดจ่ออยู่กับการเขียนอย่างถึงที่สุด ความวิตกกังวล ความหวาดกลัว และความรู้สึกไร้อำนาจต่ออาการป่วยของพ่อดูเหมือนจะถูกถ่ายโอนเข้าไปในร่างของหานลี่ ความอดทน ความเด็ดขาด และการเดิมพันด้วยชีวิตของหานลี่ กลายเป็นทางออกสำหรับอารมณ์ของเขา
เหงื่อกาฬซึมตามไรผมโดยที่เขาไม่รู้ตัว
เวลาล่วงเลยผ่านไปพร้อมกับเสียงแป้นพิมพ์ที่ดังไม่หยุด ท้องฟ้ายามค่ำคืนภายนอกมืดมิด
เมื่อเขียนถึงตอนที่หานลี่วางแผนสำเร็จ และสามารถโต้กลับหมอโม่ได้ แต่ในนาทีสุดท้ายกลับถูกวิญญาณแย่งชิงร่างจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด สวีอี้ก็หยุดมือลงในที่สุด
เขาถอนหายใจยาวด้วยอาการสั่นเทาที่ยากจะสังเกต ปลายนิ้วที่พิมพ์ติดต่อกันนานจนเย็นเฉียบและชาหนึบ เขาทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ หลับตาลงพร้อมกับหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายมา
บนหน้าจอคือเอกสารที่เต็มไปด้วยเนื้อหา มันคือเส้นทางแห่งการดิ้นรนเอาชีวิตรอดของหานลี่และเป็นรอยเท้าที่เขาใช้แย่งชิงเวลากลับมาจากความตาย
เขาหยิบน้ำที่วางอยู่ข้างๆ ซึ่งเย็นชืดจนหมดแล้วขึ้นมาดื่ม รสสัมผัสเย็นเฉียบที่ไหลผ่านลำคอช่วยให้เขามีสติขึ้นมาครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมองออกไปนอกหน้าต่าง ความมืดมิดยามค่ำคืนมอบความเงียบงันให้แก่เขา
เขาสะบัดมือที่ชาหนึบแล้วดูเวลา ตอนนี้ตีสองแล้วเขาจำต้องปิดคอมพิวเตอร์และเดินกลับไปที่เตียงอย่างแผ่วเบาที่สุดเพราะกลัวจะรบกวนพ่อแม่ แม้เขาจะไม่รู้เลยว่าเสียงแป้นพิมพ์ที่เขาพิมพ์ด้วยความตั้งใจจนลืมโลกนั้นจะเล็ดลอดไปถึงหูของพวกเขาหรือไม่
ทว่าความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามาทำให้เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะคิดอะไรต่อ สวีอี้จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
“สวีอี้... สวีอี้...”
เช้าวันถัดมาเสียงเดิมๆ ก็ดังขึ้น สวีอี้คุ้นชินกับการปลุกของโจวฮุ่ยหลานผู้เป็นแม่แล้ว เขาค่อยๆ ลืมตาและลุกขึ้นนั่ง ส่ายหัวเพื่อไล่ความง่วงงุน ก่อนจะยกขาที่หนักราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่วก้าวลงจากเตียง สมองยังไม่ทันตื่นดีแต่ร่างกายกลับทำหน้าที่ตามความเคยชินไปแล้ว
จนกระทั่งย่างก้าวเข้าสู่ห้องเรียน คาบโฮมรูมตอนเช้ากลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการงีบหลับของเขาและเพราะพักหลังมานี้เขาส่งการบ้านสม่ำเสมอแถมคุณภาพงานยังดีขึ้นเรื่อยๆ ครูจึงผ่อนปรนให้เขาเป็นพิเศษ
ทางด้านหวังเฉียงยังคงไม่ลดละความพยายามที่จะยัดเยียดนิยายที่เพิ่งหามาได้เมื่อคืนให้กับสวีอี้ จนสวีอี้รู้สึกรำคาญใจเหลือเกิน
“นายดูเนื้อเรื่องนี้สิ มันสมเหตุสมผลตรงไหน? คนระดับสร้างรากฐานไปหาเรื่องคนระดับก่อตั้งวิญญาณเนี่ยนะ? แล้วไอ้คนระดับก่อตั้งวิญญาณยังจะมานั่งเทศน์สั่งสอนมันอีก?”
เมื่อหวังเฉียงมองตามก็ตบหน้าผากตัวเองด้วยความหงุดหงิดทันที
“เชี่ย... จริงด้วยว่ะ! นี่ฉันอ่านอะไรลงไปเนี่ย! ก็นึกว่ามันจะสดใหม่กว่านี้สักหน่อย!”
จากนั้นเขาก็เริ่มรื้อค้นหาเล่มใหม่โดยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องหาเล่มที่เจ๋งพอจะมาอวดสวีอี้ให้ได้! แม้จะไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรก็ตาม