ตอน 7
บทที่ 7 รหัสลับ “หมูสามชั้นตุ๋น”
หลังจากมื้อเช้าอันแสนอิ่มหนำ สวีอี้ก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ เนื่องจากในบ้านไม่มีใครอยู่ เขาจึงไม่ต้องกังวลหรือต้องคอยยั้งมือขณะพิมพ์งานเหมือนเมื่อคืนที่ต้องระวังไม่ให้เสียงคีย์บอร์ดดังรบกวนพ่อแม่ที่กำลังนอนหลับ
ในตอนนี้ ปลายนิ้วของเขาโลดแล่นไปบนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว เนื้อหาแต่ละบทของ 'บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา' ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างต่อเนื่อง สวีอี้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำโดยไม่วอกแวก เขาจมดิ่งลงไปในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นอีกครั้ง
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ ไฟล์เอกสารใหม่ๆ ถูกสร้างขึ้นมาอีกหลายชุด สวีอี้บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้าที่ปลายนิ้วและข้อมือ ก่อนจะลุกจากห้องนอนไปรินน้ำดื่มในห้องโถง ความแห้งผากในลำคอที่สะสมมานานมลายหายไปในอึกเดียว
เขากลับมานั่งที่หน้าโต๊ะทำงานอีกครั้ง แทนที่จะเปิดโฟลเดอร์ใหม่ สวีอี้กลับเปิดเบราว์เซอร์ขึ้นมา แม้ความเร็วอินเทอร์เน็ตจะค่อนข้างช้า แต่เขาก็รอคอยอย่างใจเย็น
จนกระทั่งหน้าเว็บไซต์ของ ‘ฉีเตี่ยนจงเหวิน’ ปรากฏขึ้น พื้นหลังสีน้ำเงินเข้มที่เป็นดั่งท้องฟ้าจำลองดึงดูดสายตาเข้าสู่หน้าหลัก เขาไม่ได้สนใจป้ายโฆษณาฉูดฉาดหรือรายการจัดอันดับยอดนิยมเหล่านั้น บรรดานิยายแนวลูกเขยผู้ถูกดูหมิ่นหรือนิยายสูตรสำเร็จเพ้อฝันพวกนั้นไม่ได้อยู่ในความสนใจของเขาเลยแม้แต่น้อย
เมาส์ถูกคลิกไปยังมุมซ้ายบนของหน้าจออย่างแม่นยำที่ปุ่ม ‘พื้นที่นักเขียน’ การลงทะเบียนนั้นง่ายดายเพียงแค่ใช้อีเมล นามปากกา และรหัสผ่าน
เขากรอกตัวเลขและอักษรภาษาอังกฤษมั่วๆ ลงในช่องอีเมล ราวกับโยนก้อนหินลงสู่มหาสมุทรที่ไร้ร่องรอย จากนั้นมาถึงขั้นตอนสำคัญ : นามปากกา
นิ้วของสวีอี้หยุดชะงักลงบนแป้นพิมพ์ ช่องว่างบนหน้าจอเปรียบเสมือนหน้ากากที่เขาจะใช้สวมใส่ในอนาคต
นามปากกา... สัญลักษณ์ที่จะติดตัวไปกับผลงานชิ้นนี้และอาจกลายเป็นชื่อที่เขาต้องใช้เรียกตัวเองในการดำเนินชีวิตแบบนิรนามต่อไป มันจำเป็นต้องเรียบง่ายพอ ไม่สะดุดตาจนเกินไปจนผู้คนพากันสงสัย
แต่ในขณะเดียวกัน ลึกๆ ในใจของเขาก็มีความขี้เล่นบางอย่างซ่อนอยู่ เป็นความนึกสนุกของเด็กหนุ่มผู้เคยเป็นดาราใหญ่ในชาติก่อน ผู้ที่ถูกบีบให้ต้องปิดบังตัวตนที่แท้จริงเอาไว้
ลองมองดูชื่อที่โดดเด่นบนหน้าเว็บฉีเตี่ยนดูสิ ชื่อแต่ละชื่อล้วนมีคำว่า ‘เทพ’ หรือ ‘จักรพรรดิ’ ดูเกรงขามหรือลึกลับ บ้างก็ดูเพ้อฝันเกินจริง ในโลกของนิยายออนไลน์ที่เต็มไปด้วยความฉูดฉาดและความสะใจที่ถาโถมเข้ามา ถ้าหากมีนามปากกาชื่อว่า... 'หมูสามชั้นตุ๋น'?
วินาทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา สวีอี้อดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่มีความร้ายกาจซ่อนอยู่นิดๆ หมูสามชั้นตุ๋น... ช่างธรรมดาสามัญ ช่างเป็นวิถีชาวบ้าน ช่าง... ไร้ซึ่งกลิ่นอายเซียนโดยสิ้นเชิง!
มันเป็นสิ่งที่อยู่ในห้องครัวที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำมัน อยู่ในร้านอาหารที่วุ่นวาย อยู่บนโต๊ะอาหารของคนทั่วไปแล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับนิยายกำลังภายใน การบำเพ็ญเซียน หรือเทพเจ้าที่สามารถทำลายล้างโลกได้? ไม่เกี่ยวเลยสักนิด!
ความย้อนแย้งนี้... มันช่างยอดเยี่ยม!
ลองนึกดูว่าถ้าผู้เขียนที่ใช้ชื่อบ้านๆ อย่าง ‘หมูสามชั้นตุ๋น’ เขียนนิยายอย่าง ‘บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา’ ที่มีการวางโครงเรื่องรัดกุม เนื้อหาโหดเหี้ยมและพระเอกที่ต้องเดินอยู่บนเส้นด้ายทุกย่างก้าว
เมื่อนักอ่านที่ถูกดึงดูดด้วยความลำบากของ ‘หานลี่’ เล่ห์เหลี่ยมของ ‘หมอโม่’ และกฎเกณฑ์อันโหดร้ายของโลกแห่งเซียน กดคลิกเข้าไปดูชื่อนักเขียนแล้วพบว่า... หมูสามชั้นตุ๋น? ความรู้สึกมึนงงและไม่เข้ากันนั้น... แค่คิดก็สนุกแล้ว
อีกอย่าง ชื่อนี้มันปลอดภัยมาก ใครจะไปอยากสืบเสาะว่านักเขียนที่ชื่อ ‘หมูสามชั้นตุ๋น’ เป็นใคร? ชายหรือหญิง? แก่หรือเด็ก? ฟังดูเหมือนชื่อที่ลุงวัยกลางคนหรือแม่บ้านตั้งขึ้นเล่นๆ เสียมากกว่า นี่คือพรางตาที่สมบูรณ์แบบ
เอาชื่อนี้แหละ
สวีอี้ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาพิมพ์ตัวอักษรสามตัวลงไปบนคีย์บอร์ด หมูสามชั้นตุ๋น เขามองดูชื่อที่ดูตลกขบขันบนหน้าจอ ความนึกสนุกในใจได้รับการเติมเต็มเล็กน้อย
【การลงทะเบียนนักเขียน ‘หมูสามชั้นตุ๋น’ สำเร็จ!】
ระบบแจ้งเตือนขึ้นบนหน้าจอ สวีอี้มองดูข้อความนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย นักเขียนนิรนามได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
จากนั้นคือกลยุทธ์ในการลงนิยาย เขาไม่ได้รีบร้อนกดปุ่ม ‘สร้างนิยายใหม่’ แต่เอนหลังพิงเก้าอี้พลางเคาะนิ้วบนโต๊ะเป็นจังหวะอย่างใจลอย ในหัวของเขาวาดภาพโครงเรื่องอันมหาศาลของ ‘บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา’ ขึ้นมาอีกครั้ง
จังหวะการเล่าเรื่องของ ‘บันทึกฯ’ ค่อนข้างช้า บรรยากาศก็หม่นหมอง ไม่มีฉากต่อสู้ที่ทำลายล้างสั่นสะเทือนฟ้าดิน ไม่มีพลังที่ระเบิดออกมาอย่างหวือหวาและไม่มีการปูทางให้พระเอกเป็นจักรพรรดิมาแต่ต้น
ในสภาพแวดล้อมที่นักอ่านคุ้นชินกับการ ‘เข้าเรื่องก็ถึงจุดพีค’ หรือ ‘สามบทต้องมีการตบหน้า’ การเปิดเรื่องของ ‘บันทึกฯ’ นั้นช้าเกินไปและเรียบเกินไป เปรียบเสมือนน้ำชาที่ต้องค่อยๆ จิบ แต่กลับถูกโยนเข้าไปในที่ที่คนชอบดื่มเพียงแค่โคล่าเย็นฉ่ำหรือน้ำอัดลมซ่าๆ
หากปล่อยลงไปตรงๆ ก็อาจเป็นเพียงก้อนหินเล็กๆ ที่โยนลงแม่น้ำสายใหญ่ ไม่เกิดแม้แต่ฟองอากาศ ก่อนจะถูกกระแสนิยาย ‘สูตรสำเร็จ’ กลืนหายไป
สวีอี้เข้าใจเรื่องนี้ดี ประสบการณ์ในวงการบันเทิงชาติก่อนทำให้เขารู้ดีว่าความอดทนของตลาดและผู้ชมนั้นมีจำกัด ‘ของดีก็กลัวอยู่ในซอกลึก’ โดยเฉพาะในซอกซอยที่เต็มไปด้วยเหล้าปลอมราคาถูก ใจร้อนไม่ได้
เขาต้องการต้นฉบับที่มากพอ ต้องเขียนไปจนถึงจุดพีคที่กระตุ้นอารมณ์นักอ่านให้ติดตามต่อได้ การประลองกับหมอโม่ช่วงต้นถือเป็นจุดหนึ่ง และ ‘การทดสอบในเขตเลือด’ หลังจากนั้นก็เป็นอีกจุดหนึ่ง! ใช่แล้ว เขาต้องเขียนไปจนถึงตอนนั้นแล้วค่อยปล่อยนิยาย!
นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงต้นของเรื่องและเป็นจุดพีคที่แท้จริงครั้งแรก ฉากการฆ่าฟันกันอย่างโหดเหี้ยมของเหล่าอัจฉริยะจากสำนักต่างๆ
ในดินแดนทดสอบที่ปิดตาย การชิงทรัพยากร การทรยศ และความชั่วร้ายของมนุษย์ที่เผยออกมาเมื่ออยู่บนขอบเหวแห่งความตาย!และ ‘หานลี่’ คนธรรมดาที่รอบคอบและมีพรสวรรค์เพียงน้อยนิด จะเอาตัวรอดจากสภาพแวดล้อมดั่งนรกนี้ได้อย่างไร?
เขาจะใช้สมอง ความอดทน และโชคเพียงเล็กน้อยเพื่อคว้า ‘เม็ดยาจู้จี’ ที่เปลี่ยนโชคชะตามาได้อย่างไร!
ความรู้สึกที่บีบคั้นหัวใจจากการดิ้นรนเอาชีวิตรอด ความหดหู่ของคนธรรมดาที่ตกอยู่ท่ามกลางเกมที่โหดร้ายของผู้บำเพ็ญเซียน พลังชีวิตที่ดื้อรั้นของผู้ที่อ่อนแอกว่าซึ่งถูกกดทับมานาน... สิ่งเหล่านี้จะสร้างแรงกระแทกได้อย่างแน่นอน!
ต้องเขียนไปจนถึงตอนการทดสอบในเขตเลือด! ถึงวินาทีที่หานลี่ชุ่มไปด้วยเลือดท่ามกลางกองซากศพ กำเม็ดยาจู้จี้ที่เปื้อนเลือดไว้แน่น! แล้วค่อยปล่อยนิยาย!
สายตาของสวีอี้เฉียบคมขึ้นมาทันที ถึงเวลานั้นต่อให้จังหวะช่วงแรกจะช้าไปบ้างแต่นักอ่านที่ได้อ่านรวดเดียวตั้งแต่หานลี่ผู้ใสซื่อถูกหมอโม่วางแผนไล่ล่า จนถึงการฝ่าฟันในสมรภูมิเลือด อารมณ์ที่สะสมมาจะระเบิดออกมาและแรงปะทะนั้นจะเพียงพอที่จะกลบความเรียบเฉยในช่วงแรกได้ ยิ่งไปกว่านั้น!
เขามองดูไฟล์ต้นฉบับที่เขียนไว้กว่าสิบตอนบนคอมพิวเตอร์ เขาสามารถสร้างกระแสได้ตั้งแต่การเปิดตัวด้วยจำนวนตอนที่มากและคุณภาพสูง เป็นการระดมเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง!
ใน ‘ฉีเตี่ยน’ ที่การอัปเดตวันละไม่กี่พันคำเป็นเรื่องปกติและมักจะขาดตอน การที่นักเขียนหน้าใหม่เปิดเรื่องวันแรกด้วยจำนวนตอนที่คนอื่นใช้เวลาเขียนเป็นร้อยวัน นั่นแหละคือจุดขาย!
มันเพียงพอที่จะดึงดูดสายตาจนนักอ่านและบรรณาธิการไม่อาจมองข้ามได้! ใช้ ‘ปริมาณ’ มาทดแทน ‘ความช้า’ ใช้ ‘ความระเบิด’ มาเจาะตลาด!
แผนสองประสาน ‘คุณภาพ’ และ ‘ปริมาณ’!
กลยุทธ์ถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาต้องการเวลา... เวลาจำนวนมาก
สวีอี้ปิดหน้าเว็บฉีเตี่ยนลง แล้วเปิดโฟลเดอร์ ‘บันทึกฯ’ ขึ้นมาอีกครั้ง เขาถูมือเข้าหากัน ก่อนจะเริ่มเปิดไฟล์เอกสารใหม่เพื่อ ‘ขนย้าย’ เนื้อหาในรอบถัดไปโดยไม่ลังเล
เวลาผ่านไปพร้อมกับเสียง ‘ตึก ตึก ตึก’ ของคีย์บอร์ด ท้องฟ้าข้างหน้าต่างค่อยๆ เปลี่ยนจากหมอกยามเช้าไปสู่แสงสีทองของยามเย็น