ตอน 6

บทที่ 6 : ปลายปากกาของปุถุชน


ยามดึกสงัดแสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะและหน้าจอคอมพิวเตอร์สร้างพื้นที่สว่างไสวเพียงจุดเล็กๆ ท่ามกลางความมืดมิดในห้อง สวีอี้นั่งหลังตรงแน่ว เขาในตอนนี้ต่างจากเด็กหนุ่มจอมขี้เกียจที่มักฟุบหลับบนโต๊ะเรียนในตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง


แสงไฟเผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างที่เปี่ยมไปด้วยสมาธิและดวงตาที่คมกริบ บนหน้าจอคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า เขาพิมพ์ชื่อไฟล์ใหม่ขึ้นมาห้าตัวอักษรอย่างแผ่วเบา

《บันทึกเส้นทางเร้นลับของปุถุชน》

“เริ่มกันเลย”


เขาบอกกับตัวเองในใจ ไม่ได้ทำเพื่อความฝันทางวรรณกรรมอันสูงส่ง หรือต้องการเปลี่ยนโลกสีครามแห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวขจี เป้าหมายของเขานั้นเรียบง่ายและชัดเจนยิ่งนักนั่นคือเงินที่จะช่วยต่อชีวิตให้ครอบครัวของเขาได้

สวีอี้หลับตาลง ภาพโครงเรื่องและเนื้อหาของ ‘บันทึกเส้นทางเร้นลับของปุถุชน’ ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับน้ำพุพุ่งพล่าน เจ็ดสำนัก... หุบเขาหัตถ์เทวะ ... หมอโม่ ... หานลี่...

ชื่อและสถานที่แต่ละแห่งเปลี่ยนจากตัวอักษรกลายเป็นภาพฉากอย่างชัดเจน เขาเห็นเด็กหนุ่มชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ชื่อหานลี่ เดินก้าวเข้าสู่โลกยุทธภพของ ‘เจ็ดสำนัก’ ด้วยความมึนงงแต่แฝงความดื้อรั้นในใจ เขาเห็นความโหยหาวิชายุทธในแววตาของเด็กหนุ่มและเห็นความระแวดระวังที่หยั่งรากลึกจากชีวิตความเป็นอยู่ระดับล่าง

ความลึกลับของหุบเขาหัตถ์เทวะ ความน่าสะพรึงของหมอโม่ที่มีวิชาการแพทย์ล้ำเลิศแต่บรรยากาศกลับอึมครึม แววตาของหมอโม่ที่ราวกับจะมองทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งของจิตใจและน้ำเสียงที่ฟังดูอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยการคำนวณ

รายละเอียดแต่ละอย่างเริ่มชัดเจนและสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียงหรือแม้แต่จังหวะการเล่าเรื่องและการวางปมปัญหา สวีอี้ลืมตาขึ้นมองมือที่วางบนคีย์บอร์ดแล้วพลิกไปมา


“นี่มัน... ‘นิ้วทองคำ’ งั้นหรือ?”

มุมปากของเขาโค้งขึ้นเล็กน้อย ช่างเถอะ เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องเสียเวลาเค้นสมองให้เหนื่อยแถมยังช่วยให้เขา ‘ลอกงาน’ มาได้เร็วขึ้นอีกด้วย นิ้วของเขาขยับรัวลงบนคีย์บอร์ดจนเกิดเสียง ‘ตึกๆๆ’ ดังสนั่น

[ขุนเขาสลับซับซ้อนทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เส้นทางคดเคี้ยวบนภูเขาเปรียบเสมือนงูสีเทาเลื้อยผ่านกลางทิวเขาอันกว้างใหญ่ ยามนี้เป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของฤดูร้อน แสงแดดแผดเผาจนหญ้าสองข้างทางเหี่ยวเฉา เด็กหนุ่มอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปีสวมเสื้อผ้าหยาบๆ สะพายห่อสัมภาระใบเล็กเดินไปตามทางด้วยท่าทางโอนเอน ผิวเขากร้านแดด ร่างกายผอมบาง เหงื่อชุ่มโชกหลังจนเสื้อแนบติดตัว เขาปาดเหงื่อที่หน้าผากเป็นระยะ ริมฝีปากแห้งแตก แต่ดวงตากลับเป็นประกายแวววาว... ที่นั่นคือเป้าหมายของเขาเจ็ดสำนัก...]

สวีอี้เขียนอย่างลื่นไหล ความจำในหัวแจ่มชัดราวกับมีของจริงวางอยู่ตรงหน้า

[หมอโม่วางมือข้างหนึ่งบนข้อมือของหานลี่ นิ้วอีกข้างเคาะขอบโต๊ะเป็นจังหวะ สีหน้าเรียบเฉย หานลี่รู้สึกกระวนกระวายใจ ไม่รู้ว่าตนผ่านเกณฑ์หรือไม่แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถาม ทำได้เพียงนั่งนิ่งรอคอยคำสั่ง ผ่านไปครู่ใหญ่ หมอโม่จึงเอ่ยปากด้วยเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า

“กระดูกเส้นชีพจรแย่มาก พรสวรรค์ก็ต่ำต้อย”...


“แต่เจ้าก็ไม่ต้องผิดหวังไป แม้พรสวรรค์จะไม่ดี แต่ก็พอจะฝึกยุทธ์ได้ ต่อไปจงเป็นศิษย์บันทึกชื่อของข้าก็แล้วกัน...”]

เวลาไหลผ่านไปพร้อมกับเสียงพิมพ์งาน สวีอี้จมดิ่งลงสู่โลกแห่งการถ่ายทอดจนลืมโลกภายนอกจนกระทั่งเขียนไปได้กว่าสิบตอน เขาก็เริ่มรู้สึกปวดหัวตุบๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามามากเกินไปหรือร่างกายวัยรุ่นที่ไม่ได้พักผ่อนตามตารางเวลาปกติกำลังประท้วง เขาจึงกดบันทึกและปิดคอมพิวเตอร์ก่อนจะทิ้งตัวลงนอน

ความรู้สึกเสียใจและความหวาดกลัวก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเขียน สวีอี้เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว นี่เป็นการนอนหลับที่ดีที่สุดในรอบหลายวัน เรื่องราวเลวร้ายในชาติที่แล้วไม่ได้ย้อนกลับมาในความฝันเลยแม้แต่น้อย

“สวีอี้! สวีอี้! ตื่นได้แล้ว แดดส่องก้นแล้วนะ!”


เสียงของโจวฮุ่ยหลานดังขึ้นตามนัดหมาย ตรงเวลายิ่งกว่านาฬิกาปลุก สวีอี้ลุกขึ้นนั่ง ความเหนื่อยล้าเมื่อคืนมลายหายไป เหลือเพียงความง่วงงุนที่ยังตกค้าง เขาเดินไปล้างหน้าล้างตาแล้วนั่งกินข้าวเช้า

“แม่ครับ พ่อเป็นยังไงบ้าง? เช้านี้กินข้าวได้ไหมครับ?” เขาถามหยั่งเชิง

“อ้อ... ดีขึ้นแล้วล่ะ สงสัยช่วงนี้คงกินของมันไปหน่อย เมื่อคืนกินยาไปหน่อยเช้านี้ก็ดูเจริญอาหารขึ้น ไม่ต้องห่วงหรอก เรียนหนักขนาดนี้ก็ตั้งใจเรียนไปเถอะ”

สวีอี้ฟังคำตอบของแม่ แม้จะเห็นความลังเลเล็กน้อยในท่าทีของแม่ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่เซ้าซี้เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือการเป็น ‘นักเรียนมัธยมปลายที่ดี’ เพื่อใช้เป็นเกราะคุ้มกันสำหรับการเดินหน้าเส้นทางนักเขียนนิยาย

หลังจากแม่ของเขาออกไปทำงาน สวีอี้ก็กลับเข้าห้องและเปิดคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ความง่วงหายไปเป็นปลิดทิ้ง เขาต้องเริ่มหาเงินที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของครอบครัวนี้เสียที