ตอน 30
บทที่ 30 : เสียงสายฟ้าฟาดหลังบานประตู
หนึ่งวันผ่านไปหลังเหตุการณ์ของเฉินจวน เย็นวันศุกร์นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสามได้รับ 'ของขวัญ' พิเศษ
พวกเขาได้เลิกเรียนเร็วกว่ากำหนดหนึ่งคาบ และจะได้รับวันหยุดต่อเนื่องอีกสามวัน เพื่อกลับไปทบทวนบทเรียนด้วยตนเองเตรียมพร้อมรับมือกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ภายในห้องเรียนส่งเสียงเฮลั่นราวกับว่าทุกคนได้ยินเพียงแค่เรื่องเลิกเรียนเร็ว ส่วนช่วงเวลาที่เหลือกลับถูกเมินเฉย ทุกคนต่างรีบเก็บหนังสือและเครื่องเขียนยัดใส่กระเป๋าด้วยความดีใจก่อนจะกรูกันออกจากประตูโรงเรียนไป
สวีอี้รู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย การกวดวิชาติดต่อกันทำให้เขาเริ่มเหนื่อยล้า พ่อของเขาออกไปช่วยงานมาได้หลายวันแล้ว แม้ที่บ้านจะดูเงียบเหงาลงบ้าง แต่แม่ก็ยังคงสรรหาเมนูอร่อยๆ มาทำให้เขาทานทุกวัน เพื่อให้เขามีสมาธิกับการเตรียมตัวสอบ
อีกทั้งแม่ยังไม่มาคอยเร่งรัดเรื่องการเลือกคณะเหมือนแต่ก่อนอีกด้วย
สวีอี้เก็บกระเป๋าและก้าวเดินด้วยจังหวะที่เบากว่าปกติ พลางคำนวณในใจว่าคืนนี้คงได้เวลาดูยอดรายได้จากนิยายเรื่องบันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดาและกลับไปตอบคอมเมนต์ในหน้าเว็บเสียที ซึ่งเขาก็ไม่ได้เช็คยอดเงินมานานพอสมควรแล้ว
เมื่อเดินมาถึงหน้าตึกและขึ้นบันไดที่คุ้นเคยไปจนถึงหน้าบ้าน เขานึกภาพแม่ที่เห็นเขากลับบ้านเร็วแล้วคงจะทำหน้าประหลาดใจก่อนจะบ่นกระปอดกระแปอดว่า 'ทำไมวันนี้กลับเร็วนักล่ะ' มุมปากของเขาโค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว มือเอื้อมไปควานหากุญแจที่ช่องข้างกระเป๋า
ทว่าในจังหวะที่กุญแจกำลังจะเสียบเข้ากับแม่กุญแจ เสียงสตรีที่ต่ำลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบแต่แฝงด้วยความวิตกกังวล และเกือบจะร้องไห้ออกมา ก็ลอดผ่านบานประตูเข้ามาเข้าหูเขาอย่างชัดเจน เป็นเสียงของแม่ โจวฮุ่ยหลาน!
“...พี่จางคะ! ฉันขอร้องล่ะ! เห็นแก่ความเป็นญาติที่เราคบหากันมานานหลายปี... แค่สองหมื่น สองหมื่นก็พอค่ะ! ฉันจะเขียนใบกู้ยืมให้ ดอกเบี้ยพี่จะเรียกเท่าไหร่ก็ได้! รอให้สุขภาพของตาเหล่าสวีดีขึ้น พวกเราสองคนจะยอมเป็นวัวเป็นม้าใช้หนี้พี่แน่นอน!”
สวีอี้ตัวแข็งทื่อราวกับเลือดในกายถูกแช่แข็ง กุญแจหยุดชะงักอยู่หน้าแม่กุญแจ ปลายนิ้วเย็นเฉียบพ่อ... ป่วยงั้นหรือ?!
เสียงสะอื้นจากหลังประตูยังคงดังต่อเนื่อง ด้วยน้ำเสียงที่ต่ำต้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ฉันรู้ว่ามันเป็นเงินจำนวนไม่น้อย... แต่ฉันไม่มีทางเลือกจริงๆ ค่ะ... แค่ค่ามัดจำก็เป็นแสนแล้ว ตอนนี้ค่าใช้จ่ายใน ICU วันละเป็นพัน... ไหนจะต้องผ่าตัดอีก หมอบอกว่าอย่างน้อยต้องมีสามแสน... ฉันจนปัญญาแล้วจริงๆ ค่ะ... ญาติคนไหนที่พอจะยืมได้ฉันก็ยืมมาหมดแล้ว... พี่หวังเพิ่งซื้อบ้าน... ลูกพี่หลี่ก็ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ... พี่จางคะ ได้โปรดเถอะ! ฉันไม่มีทางไปแล้วจริงๆ เหล่าสวี... เหล่าสวีเขารอไม่ได้แล้วนะคะ!”
ICU? ผ่าตัด? สามแสน? รอไม่ได้แล้ว?
ทุกคำพูดล้วนยืนยันความรู้สึกไม่สบายใจที่เขามีมาก่อนหน้านี้ พ่อไม่ได้เป็นแค่โรคกระเพาะจริงๆ ด้วย!
มันคือตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน! ความกังวลของเขาไม่ใช่เรื่องเหลวไหล! ตอนนี้พ่อกำลังนอนรอการผ่าตัดที่เป็นความหวังสุดท้ายใน ICU ของโรงพยาบาล ส่วนแม่กลับโกหกเขาทุกอย่าง! คอยปิดบังและแสร้งทำตัวปกติมาตลอด!
ดังนั้นเมื่อคืนนั้น... ที่แม่ออกไปข้างนอกดึกๆ คือไปกู้เงินมาสินะ? ไปโทรศัพท์หาคนอื่นสินะ?
เมื่อนึกถึงคำพูดของแม่เมื่อครู่ เขานึกไม่ออกเลยว่าแม่ต้องทนรับความรู้สึกอย่างไรกับการถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า การถูกบ่ายเบี่ยง หรือแม้กระทั่งสายตาเหยียดหยามที่อาจได้รับ
สวีอี้ตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้น หัวใจถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออก กุญแจร่วงหลุดจากมือที่ไร้ความรู้สึก ลงสู่พื้นดัง “เคร้ง!”
เสียงสนทนาในห้องยังไม่จบ แม่เริ่มปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ในเสียงร้องนั้นเต็มไปด้วยความไร้หนทาง ความสิ้นหวังและความโดดเดี่ยวที่ไม่มีทางออก ราวกับใบมีดทื่อๆ ที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของสวีอี้
เขาก้มลงเก็บกุญแจ แต่ไม่ได้เลือกที่จะผลักประตูเข้าไป ในขณะที่แม่กำลังตกอยู่ในห้วงเวลาที่น่าเวทนาที่สุดเช่นนี้ ไม่มีใครอยากให้ใครเห็นภาพที่ตนเองกำลังอ้อนวอนร้องขอ
โดยเฉพาะเมื่อแม่พยายามรักษาภาพลักษณ์ความเข้มแข็งเอาไว้ต่อหน้าเขา หากเขาเข้าไปในตอนนั้น ความหวังของแม่คงพังทลายลงในพริบตา เขาไม่อาจยอมให้แม่ต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
เขายืนนิ่งอยู่หน้าประตู ฟังเสียงแม่สะอื้นและอ้อนวอนอย่างหมดหนทางอยู่ด้านใน สวีอี้กำกุญแจแน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว ก่อนจะหมุนตัวเดินลงบันไดไปทีละก้าว
เขาไม่หันหลังกลับ เขาหยิบบัตรธนาคารใบนั้นออกมาจากกระเป๋า บัตรใบที่มีรายได้จากนิยาย บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดาอยู่ข้างใน บัตรใบที่จะสามารถช่วยชีวิตพ่อได้ในวินาทีนี้
เขาติดต่อชิงเฟิงผ่านมือถือทันที
“คุณชิงเฟิงครับ รบกวนช่วยผมแคปภาพรายการเดินบัญชีธนาคารให้หน่อยได้ไหมครับ ยิ่งเยอะยิ่งดีและขอรายละเอียดชัดๆ เลยครับ ขอบคุณมาก!”
จากนั้นเขาก็รีบมุ่งหน้าไปยังร้านอินเทอร์เน็ตใกล้ๆ เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และเริ่มบันทึกข้อมูลจากอีเมล
ทั้งข้อมูลของนิยาย สัญญาลิขสิทธิ์ และยอดเงินก้อนโตที่ยังไม่ได้ถอนในระบบหลังบ้านของนักเขียน ทุกอย่างถูกแคปเป็นภาพแล้วบันทึกลงในแฟลชไดรฟ์ที่พกมา เขาแคปรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน
ไม่นานนักชิงเฟิงก็ส่งข้อความกลับมา
“คุณหมูสามชั้นตุ๋นครับ รายการเดินบัญชีทั้งหมดผมให้ฝ่ายการเงินจัดเตรียมให้แล้ว ผมกำชับให้เขาแคปมาทุกขั้นตอนที่เงินโอนเข้ามา รวมถึงยอดรายได้จากการโดเนทในระบบหลังบ้านด้วย เดี๋ยวจะส่งตามไปให้ครับ”
ชิงเฟิงทำงานรวดเร็วมาก ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าหมูสามชั้นตุ๋นจะเอาข้อมูลพวกนี้ไปทำอะไร แต่เขาก็ไม่ได้ซักถามและเลือกที่จะทำตามคำขอทันที สิ่งที่สวีอี้ต้องการนั้นง่ายมาก เขาจำเป็นต้องสารภาพความจริงกับพ่อแม่
แต่เขาก็ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินก้อนนี้ให้พวกเขาเห็น ไม่เช่นนั้นความมั่งคั่งจำนวนมหาศาลนี้อาจทำให้แม่ยิ่งตื่นตระหนกกว่าเดิม!
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ชิงเฟิงส่งไฟล์บีบอัดมาให้ สวีอี้แตกไฟล์ออกมาเห็นภาพแคปจำนวนมากนับไม่ถ้วน เขาจัดเก็บลงแฟลชไดรฟ์แล้วรีบไปที่ร้านถ่ายเอกสารใกล้ที่สุด
เมื่อถึงร้าน สวีอี้เจรจากับเจ้าของร้านโดยเสนอค่าตอบแทนที่สูงกว่าปกติเพื่อขอใช้งานเครื่องถ่ายเอกสารสีด้วยตัวเอง เขาไม่กล้าให้คนอื่นช่วยเพราะข้อมูลของนิยายหากรั่วไหลออกไป ตัวตนของเขาจะถูกเปิดเผยบนโลกออนไลน์ทันที
สวีอี้นั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ ชำเลืองมองเจ้าของร้านเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจเขาก็เสียบแฟลชไดรฟ์ เขาเลือกที่จะไม่ดาวน์โหลดรูปภาพลงเครื่องแต่สั่งพิมพ์จากแฟลชไดรฟ์โดยตรง ซึ่งมีความเร็วที่ช้ากว่า
ใช้เวลาอยู่ห้าหกนาทีกว่ารูปภาพนับร้อยใบจะถูกพิมพ์ออกมาจนครบ เขาใช้ที่เย็บกระดาษจัดแยกหมวดหมู่และเย็บรวมกันเป็นปึกสวีอี้เก็บเอกสารหนาปึกนั้นลงในกระเป๋า ก่อนจะรีบออกจากร้านไปยืมจักรยานของหวังเฉียงที่อยู่ไม่ไกลแล้วรีบตรงกลับบ้าน
เมื่อมาถึงชั้นบน ประตูห้องเปิดแง้มไว้ กลิ่นอาหารหอมโชยออกมาจากห้องครัว เมื่อไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก่อน แม่ยังคงเป็นคนที่อ้อนวอนร้องไห้อย่างหมดหนทางอยู่ในนั้น แต่ตอนนี้แม่กลับมาสวมหน้ากากความเข้มแข็งเพื่อไม่ให้เขารู้เรื่องของพ่อ
สวีอี้ตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติทำตัวให้เหมือนปกติ ราวกับว่าไม่เคยเห็นหรือได้ยินอะไรมาก่อน
“แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว”
“จ้ะ ได้เวลาทานข้าวพอดี ไปล้างมือแล้วมาช่วยยกถ้วยออกไปข้างนอกนะ”
เสียงของโจวฮุ่ยหลานราบเรียบและเป็นธรรมชาติ หลังมื้อค่ำสวีอี้หยิบเอกสารกองโตนั้นออกมาจากห้อง พลิกอ่านทีละแผ่นก่อนที่สายตาของเขาจะหยุดลงที่ภาพถ่ายบัตรธนาคารใบนั้น