ตอน 21
บทที่ 21 : ‘อาการบาดเจ็บที่ข้อมือ’
บรรยากาศภายในห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 3 เริ่มตึงเครียดและอึดอัดจนน่าอึดอัดใจ
โต๊ะเรียนแต่ละตัวเปรียบเสมือนสนามเพลาะที่เต็มไปด้วยกองเอกสารทบทวนบทเรียนและข้อสอบ อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหมึกจางๆ ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนแม้แต่เพื่อนร่วมชั้นที่ปกติชอบเล่นหัวกัน ก็ยังดูจริงจังขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะตัวเลขสีแดงฉานที่ปรากฏอยู่บนมุมขวาบนของกระดานดำ ซึ่งนับถอยหลังอย่างเงียบเชียบ
[นับถอยหลังสู่การสอบเกาเข่า: 30 วัน]
ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันเช่นนี้ สวีอี้กลับดูผ่อนคลายอย่างประหลาด เอกสารทบทวนและตำราเรียนวางเกะกะอยู่บนโต๊ะเป็นพิธี เขาค่อยๆ พลิกหน้ากระดาษอ่านไปเรื่อยๆ พลางขีดเขียนลงในสมุดร่างเป็นครั้งคราว
สำหรับเขาแล้ว ความกดดันจากการสอบเกาเข่านั้นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร ด้วยทักษะที่มีอยู่เดิมบวกกับช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้เขารับมือกับบทเรียนเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย หากเขาต้องการ เขาสามารถทำคะแนนได้ที่หนึ่งของห้องในการสอบจำลองครั้งล่าสุดด้วยซ้ำ
แต่การทำตัวเด่นเกินไปไม่ใช่สไตล์ของเขา เขาควบคุมผลการเรียนได้ดีเยี่ยม ทุกครั้งจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นทีละนิด จากระดับกลางค่อยๆ ขยับขึ้นมาอยู่แถวหน้าของห้อง
บรรยากาศที่บ้านก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน โจวฮุ่ยหลานผู้เป็นแม่เริ่มแสดงความเป็นห่วงเป็นใยถี่ขึ้นเรื่อยๆ เธอเห็นความก้าวหน้าทางการเรียนของลูกชายในเดือนนี้และรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือรอวันสอบจริงเพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์
“เสี่ยวอี้ มาๆ อ่านหนังสือมาเหนื่อยแล้วใช่ไหม กินแครอทเยอะๆ สิ ดีต่อสายตานะ!”
“เป็นยังไงบ้าง ข้อสอบจำลองยากไหม? สมุดจดข้อผิดพลาดดูหรือยัง?”
“กลางคืนห้ามดึกนะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปต้องนอนก่อนสี่ทุ่ม! คอมพิวเตอร์ก็ห้ามเปิด! ช่วงนี้เป็นโค้งสุดท้ายแล้วนะ! อดทนหน่อย!”
บนโต๊ะอาหาร เรื่อง ‘การเลือกคณะ’ และ ‘เกณฑ์คะแนน’ กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่พ่อกับแม่ยกมาพูดถึงไม่หยุดหย่อน สวีกั๋วเฉียงผู้เป็นพ่อไม่ค่อยพูดจา แต่ความคาดหวังที่มีต่อสวีอี้นั้นสะท้อนออกมาในสายตาทุกครั้งที่เขามองลูกชาย
สำหรับสวีอี้ การต้องเข้านอนตอนสี่ทุ่มนั้นถือเป็นอุปสรรคต่อการปั่นนิยายของเขา แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากการรักษาสถานะ ‘นักเรียนดีเด่น’ ต่อหน้าพ่อแม่ให้คงเดิม
อย่างไรก็ตาม ความห่วงใยของแม่ก็ยังไปรบกวนเวลาส่วนตัวของเขาอยู่ดี ช่วงบ่ายหลังจากกลับจากโรงเรียน เขาเพิ่งจะเปิดคอมพิวเตอร์ในห้องนอนเพื่อจะปั่นนิยายสักหน่อย แม่ก็ดันเลิกงานกลับมาเร็วเพื่อเข้ามาคอยกำกับเรื่องอาหารการกิน
สวีอี้จำต้องปิดคอมพิวเตอร์อย่างเลี่ยงไม่ได้
จนกระทั่งดึกดื่นเมื่อพ่อแม่หลับไปหมดแล้ว สวีอี้ถึงได้เปิดคอมพิวเตอร์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้เข้าเขียนนิยายในระบบหลังบ้านตามปกติ แต่เขากลับโพสต์ ‘ประกาศแจ้งปรับเปลี่ยนตารางการอัปเดต’ ลงในหน้าเว็บ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น ดูเป็นมืออาชีพ และปกปิดตัวตนของเขาได้อย่างแนบเนียน
[เรียนท่านผู้อ่านทุกท่าน]
เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ข้อมือกลับมากำเริบ แพทย์จึงแนะนำให้งดการทำงานหนักชั่วคราวนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอปรับตารางการอัปเดตเหลือวันละ 10 ตอน หนทางเต๋าไม่เคยหยุดพัก เมื่อข้อมือหายดีแล้ว จะกลับมาเขียนตามปกติ
[ จาก หงเสาโร่ว ]
ทันทีที่ประกาศแจ้งเตือนไปถึงตอนล่าสุดเมื่อยามดึก ช่องแสดงความคิดเห็นของเรื่อง [บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา] ก็กลายเป็นพื้นที่แห่งความอบอุ่นในทันที
“เจ็บข้อมือเหรอ? บ้าจริง! ไรต์ต้องดูแลสุขภาพด้วยนะ! สุขภาพคือต้นทุนที่สำคัญที่สุดนะ!”
“ไม่เป็นไรเลย ไรต์รักษาตัวก่อนเถอะ! วันละ 10 ตอนก็เยอะมากแล้ว! พวกเราเป็นห่วงเรื่องนี้มาตลอดเลย!”
“สุขภาพต้องมาก่อน! เข้าใจได้! ไม่ต้องห่วงนะไรต์! ใครกล้าประท้วงฉันจะเอามีดไปฟันมัน!”
“เห็นด้วยกับข้างบน! มีดของฉันก็ไม่ได้มีไว้โชว์เฉยๆ นะ!”
“ลดภาระลงบ้างก็ดีแล้วไรต์! วันละ 15 ตอนเนี่ย ปกติที่ไหนกันจะทำไหว!”
“ส่งค่ารักษาพยาบาลไปให้นะ ไรต์รีบหายไวๆ ล่ะ”
ช่องความคิดเห็นถูกเต็มไปด้วยข้อความ ‘เป็นห่วง’ ‘ดูแลตัวเองนะ’ และ ‘เข้าใจ’ นอกจากนี้ยังมีคนแห่กันส่งของขวัญที่เรียกว่า ‘ค่ารักษาพยาบาล’ เข้ามาไม่ขาดสาย ในกลุ่มแฟนคลับของเรื่อง หลายกลุ่มก็ได้จัดการส่งต่อข่าวสารนี้ไปทั่วทั้งบอร์ดสนทนา
ณ กองบรรณาธิการฉีเตี่ยนจงเหวิน ฝ่ายนิยายเซียนเซีย ชิงเฟิงผู้ที่ยังคงต้องทำงานล่วงเวลาอย่างน่าสงสาร ได้เห็นประกาศและปฏิกิริยาของนักอ่านทันที เขารีบส่งข้อความผ่านระบบหลังบ้านหาผู้เขียนโดยตรง
“คุณหงเสาโร่วครับ ทราบข่าวเรื่องอาการบาดเจ็บที่ข้อมือแล้ว พวกเราเป็นห่วงมากครับ! ขอให้ดูแลสุขภาพเป็นอันดับแรก หากต้องการให้ผมช่วยเรื่องการลดจำนวนตอนลงอีก ก็ไม่มีปัญหาเลยครับ ด้วยความนิยมของคุณตอนนี้ ผมเชื่อว่าบรรณาธิการหวังไม่ใช่คนไร้เหตุผลแน่นอนครับ”
“แล้วหากต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์อะไร บอกผมได้เลยนะครับ! หวังว่าจะหายไวๆ ครับ!”
หลังจากส่งข้อความเสร็จ ชิงเฟิงก็รีบโทรหา หวังเทียนเวิ่น ทันที เขาอยากลองขยับขยายเพื่อขอให้สวีอี้ลดจำนวนตอนลงได้มากกว่านี้ เพื่อให้เจ้าตัวได้พักรักษาอาการบาดเจ็บจริงๆ
แต่สายของหวังเทียนเวิ่นไม่ว่างเลยสักครั้ง เขาจึงตัดสินใจส่งข้อความทางวีแชทไปบอก ก่อนที่อีกฝ่ายจะโทรกลับมา
“บรรณาธิการหลิน เมื่อครู่ผมได้รับแจ้งจากหงเสาโร่วว่าอาการบาดเจ็บที่ข้อมือเก่ากำเริบ เขาเลยขอปรับเหลือวันละ 10 ตอน ซึ่งก็ตรงกับสัญญาที่เราตกลงกันไว้ครับ”
“แต่ผมอยากเสนอว่า จะเป็นไปได้ไหมถ้าจะลดลงอีกสักหน่อยเพื่อให้เขารักษาตัว? นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่เขาร้องขอ แต่สำหรับนักเขียนอย่างหงเสาโร่ว เราควรแสดงความจริงใจให้มากที่สุดครับ!”
ชิงเฟิงพูดรวดเดียวจบ จนกระทั่งเสียงจากปลายสายตอบกลับมา
“ที่ผมรับสายคุณ ก็เพราะเรื่องนี้แหละ ติดต่อหงเสาโร่วไปเลยว่าให้ปรับเหลือวันละ 5 ตอนก็ได้ เรื่องสัญญาส่วนที่เหลือผมจะไปรายงานเบื้องบนเอง พวกเขาเห็นตัวเลขของเรื่องนี้อยู่แล้ว มันคือภูเขาทองคำชัดๆ”
ชิงเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจมาก หลังจากหวังเทียนเวิ่นกำชับอีกสองสามคำก็วางสายไป ชิงเฟิงจึงรีบส่งข้อความไปหาหงเสาโร่วอีกครั้ง
“คุณหงเสาโร่วครับ ทางเราได้รับอนุมัติจากบรรณาธิการหวังแล้ว หากอาการของคุณหนักมาก สามารถปรับลดเหลือวันละ 5 ตอนได้เลยครับ เรื่องสัญญาทั้งหมดทางเราจะจัดการให้เอง หากสะดวกแล้วรบกวนตอบกลับด้วยนะครับ!”
ชิงเฟิงรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก สัญญาสามารถผูกมัดร่างกายของนักเขียนได้ แต่มีเพียงความใส่ใจของแพลตฟอร์มเท่านั้นที่จะซื้อใจนักเขียนได้จริง
ในห้องเรียนมัธยม 6 ห้อง 3 ถึงแม้ความอึดอัดจากการนับถอยหลังจะทำให้เพื่อนร่วมชั้นต่างก้มหน้าก้มตาเรียนกันอย่างบ้าคลั่ง แต่ช่วงพักเที่ยงในโรงอาหารก็กลายเป็นสนามใหม่ที่หวังเฉียงและพวกเพื่อนๆ ได้ผ่อนคลายและคุยเรื่อง [บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา] กัน
“พวกนายเห็นยัง ไรต์หงเสาโร่วลดตอนอัปเดตแล้วนะ อาการบาดเจ็บที่ข้อมือกลับมากำเริบ” จางเชาพูดพลางไถมือถือ
“ห้ะ? ตั้งแต่เมื่อคืนเหรอ? แม่ยึดมือถือฉันไปตั้งแต่วันก่อน อดอ่านเลย!” เพื่อนอีกคนโวย
“ใช่ ประกาศไว้เมื่อคืน อาการบาดเจ็บกำเริบ หวังว่าเขาจะไม่เป็นอะไรนะ” หวังเฉียงตอบ
“ลดภาระลงบ้างก็ดีแล้ว วันละ 15 ตอนเนี่ย ต่อให้เป็นปลาหมึกก็คงมือขาดเหมือนกัน”
“นั่นสิ การเป็นนักเขียนมันไม่ง่ายเลย อาการเจ็บข้อมือนี่ทรมานน่าดู ขนาดฉันทำข้อสอบช่วงนี้ยังปวดข้อมือเลย ไม่ต้องพูดถึงเขาที่ต้องเขียนวันละ 15 ตอนเลย”
สวีอี้นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ได้ยินเสียงความเป็นห่วงเหล่านั้น ใจเขาก็รู้สึกอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากกลับถึงบ้าน กินข้าว และถูกแม่กำชับให้ทำข้อสอบจำลองเสร็จ ในตอนกลางคืนหลังจากพ่อแม่หลับไป สวีอี้ก็ค่อยๆ เปิดหน้าหลังบ้านของฉีเตี่ยนขึ้นมาอีกครั้ง เขาอยากรู้ว่าถ้าลดเหลือวันละ 5 ตอน จะมีปฏิกิริยาอย่างไร
เมื่อล็อกอินเข้าสู่ระบบ ข้อความจากชิงเฟิงก็เด้งขึ้นมาให้เห็นชัดเจน เขาอ่านความห่วงใยของบรรณาธิการและความใจกว้างของแพลตฟอร์ม ก่อนจะเลื่อนไปดูช่องคอมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ไถ่ถาม และความหวังดี ช่วงเวลานี้เองที่สวีอี้ยอมรับเลยว่าเขารู้สึกตื้นตันใจจริงๆ ยิ่งเห็นของขวัญที่ชื่อว่า ‘ค่ารักษาพยาบาล’ เหล่านั้น เขาก็ยิ่งรู้สึกเกรงใจนักอ่านขึ้นมา
สวีอี้ตอบกลับข้อความชิงเฟิงไปว่าไม่ต้องถึงขนาดนั้น เพราะตอนนี้เขามีต้นฉบับสำรองเพียงพออยู่แล้ว เหตุผลหลักที่เขาไม่ลดถึง 5 ตอนในทันที เพราะเห็นถึงความห่วงใยจากแฟนนักอ่านและของขวัญเหล่านั้น ทำให้เขารู้สึกละอายใจหากจะฉวยโอกาสจากความหวังดีนี้มากเกินไป
โชคยังดีที่ช่วงที่ผ่านมาเขารีบปั่นต้นฉบับอย่างหนัก ทำให้การอัปเดตวันละ 10 ตอนยังคงเพียงพออยู่
เมื่อจัดการธุระเสร็จ สวีอี้ก็ปิดเครื่องและล้มตัวลงนอน ไม่นานนักแม่ก็แอบเปิดประตูเข้ามาดู เมื่อเห็นว่าเขานอนอยู่ไม่ได้เล่นคอมพิวเตอร์แล้ว เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะปิดประตูกลับไป
*** ต่อไปนี้ผู้แปลขอใช้ทับศัพท์ สำหรับนามปากกาที่สวีอี้ใช้นะคะ จาก หมูสามชั้นตุ๋น เป็นหงเสาโร่ว****