ตอน 20
บทที่ 20 : ท่วงทำนองจากสวรรค์ยามอาทิตย์อัสดง
ยอดรายได้ก้อนแรกจากการเผยแพร่นิยายบนเว็บไซต์ฉีเตี่ยนจงเหวินและเงินรางวัลจากนักอ่านใจป้ำได้ถูกโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้วยอดสรุปรายได้ที่แสดงในระบบหลังบ้านของผู้เขียนแจกแจงไว้ชัดเจน
[ ส่วนแบ่งจากการสมัครสมาชิกอ่านรายตอน: 68,420 หยวน ]
[ ส่วนแบ่งจากเงินรางวัล (Donation): 31,780.50 หยวน ]
[ รางวัลการลงนิยายต่อเนื่องและรางวัลจัดอันดับ: 5,000 หยวน ]
[ ยอดรวม (ก่อนหักภาษี): 105,200.50 หยวน ]
[ ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย: 21,040.10 หยวน ]
[ ยอดเงินสุทธิที่ได้รับ: 84,160.40 หยวน ]
แปดหมื่นสี่พันหยวน! เงินจำนวนนี้กำลังนอนนิ่งอยู่ในบัญชีธนาคารไอซีบีซีของโจวฮุ่ยหลานที่แม่ไม่ค่อยได้ใช้งาน สำหรับนักเรียนมัธยมปลายอย่างเขา มันคือตัวเลขที่มหาศาลราวกับดาราศาสตร์
ในชาติก่อนที่เขาเป็นถึงซูเปอร์สตาร์ เงินจำนวนนี้แทบไม่มีความหมายอะไรกับเขาเลย แต่ในตอนนี้ มันคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด แม้พ่อจะตรวจยืนยันแล้วว่าไม่มีปัญหาสุขภาพร้ายแรง ไม่ใช่โรคความดันหลอดเลือดแดงในปอดสูง (IPAH) อย่างที่กังวล
แต่การมีเงินเยอะก็ทำให้คนอารมณ์ดีเสมอ นอกจากนี้เขายังสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของครอบครัวให้ดีขึ้น และมันยังเป็นหลักประกันให้เขาสามารถใช้ชีวิตแบบ 'คนธรรมดา' ต่อไปได้
ภายในห้องเรียนตรงมุมเดิม สวีอี้เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พลางนึกถึงตัวเลขในบัญชี ความรู้สึกผ่อนคลายและภาคภูมิใจแบบเด็กหนุ่มค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ
“ไอ้สวี! สวี!” หวังเฉียงเรียกซ้ำสองครั้งจนสวีอี้หลุดจากภวังค์
“มีอะไรหรือเปล่า?” สวีอี้ถามพลางดึงสติกลับมา
“วันนี้เวรทำความสะอาดของเราสองคนไม่ใช่เหรอ? คือว่า... ฉันนัดไอ้หลี่เซิ่งกับพวกมันไว้ว่าจะไปเล่นเกมที่ร้านอินเทอร์เน็ตน่ะ ไม่ได้ไปนานแล้ว... นายพอจะ...”
ท่าทางอึกอักของหวังเฉียงดูขัดตาอยู่ไม่น้อย แต่ใจความที่เขาจะสื่อก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง
“นายช่วยฉันหน่อยนะ! เดี๋ยวคราวหน้าฉันช่วยนายเอง! พรุ่งนี้ฉันเลี้ยงน้ำนายด้วย!”
หวังเฉียงรีบเสริมข้อเสนอทันทีเพราะกลัวเพื่อนไม่ตกลง
“ก็ได้” สวีอี้ตอบอย่างไม่ใส่ใจ หวังเฉียงตบไหล่สวีอี้อย่างดีใจ
“เพื่อนรัก! พรุ่งนี้อยากกินน้ำอะไรสั่งได้เลย!”
พูดจบเขาก็วิ่งแจ้นไปหาพวกหลี่เซิ่งเพื่อร่วมวงสนทนาเรื่องเนื้อหาใหม่ของ ‘บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา’ ต่อ
เมื่อเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น สวีอี้รอจนกระทั่งนักเรียนคนอื่นๆ ทยอยออกจากห้องจนหมด เขาชะโงกหน้าออกไปดูพบว่าบริเวณโรงเรียนเงียบเหงาลงแล้ว ชั้นมัธยมปลายปีสามเลิกเรียนช้ากว่าชั้นปีหนึ่งและปีสองมาก
เขาเริ่มหยิบไม้กวาดขึ้นมาทำความสะอาดด้วยความคล่องแคล่ว ดูเหมือนร่างกายในวัยเยาว์นี้จะส่งผลต่อความรู้สึกของเขา ตัวเลขในบัญชี ความสำเร็จของนิยายเรื่องบันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดารวมถึงข่าวดีเรื่องอาการป่วยของพ่อ
ภาพเหตุการณ์เหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวที่ผ่อนคลาย ทำให้เขารู้สึกเบาสบายอย่างประหลาด
ในจังหวะนั้นเอง ทำนองเพลงที่ถูกกักเก็บไว้ลึกในความทรงจำกลับเล็ดลอดออกมาจากช่องว่างของความเผลอไผล มันไหลลื่นออกมาจากใจที่ผ่อนคลายของสวีอี้โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำนองนั้นช่างสดใสและลื่นไหล เจือไปด้วยความคิดถึงและความเศร้าจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของวัยเยาว์ มันคือเพลง ‘วันฟ้าใส’ ของโจวเจี๋ยหลุน (เจย์ โชว์) จากชาติก่อนของเขานั่นเอง
ช่วงแรกเขาเพียงแค่ฮัมเพลงเบาๆ ผ่านลำคอ มือหนึ่งเช็ดกระดาน อีกมือหนึ่งเคาะจังหวะไปมา จากนั้นเขาก็ปลดปล่อยความระแวดระวังลง และร้องเพลงออกมาพร้อมเนื้อร้องที่มีเอกลักษณ์
“ดอกไม้สีเหลืองเล็กๆ ในเรื่องเล่า... บานสะพรั่งมาตั้งแต่ปีที่ฉันเกิด... ชิงช้าในวัยเยาว์... ยังคงแกว่งไกวไปพร้อมกับความทรงจำจนถึงทุกวันนี้...”
เสียงร้องใสกระจ่างของเด็กหนุ่มที่ยังไม่ผ่านการปรุงแต่ง ดังสะท้อนก้องอยู่ในห้องเรียนที่เงียบสงัด ทำนองนั้นไพเราะเกินบรรยาย เนื้อเพลงสร้างภาพพจน์ที่ชัดเจนและบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมาทันที
สวีอี้จมดิ่งอยู่กับความผ่อนคลายนี้จนไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีเงาร่างหนึ่งหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องเรียน เธอพิงกำแพงไว้แน่นเพราะกลัวจะถูกสวีอี้ที่อยู่ในห้องจับได้
จางฮุ่ยครูสอนดนตรี เธอกำลังจะกลับไปเอาของที่ห้องดนตรี แต่ในขณะที่เดินผ่านห้องเรียนของสวีอี้ เสียงฮัมเพลงที่แว่วออกมาก็กระชากความสนใจของเธอไปได้ในทันที จังหวะเพลงที่แปลกใหม่ดึงดูดให้เธอเดินมาที่หน้าประตู
เธอเห็นว่าเป็นสวีอี้ เด็กนักเรียนชั้น ม.6 ห้อง 3 ที่เริ่มเรียนดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่หายป่วย ในตอนนี้เขาไม่มีท่าทีเฉื่อยชาเหมือนทุกที เขากำลังจัดโต๊ะไปพร้อมกับฮัมเพลงที่มีทำนองจับใจเธอเข้าอย่างจัง
ทำนองที่สวีอี้ร้อง เธอไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน! มันไม่ใช่แนวทางของเพลงฮิตในปัจจุบัน และไม่ใช่กรอบของดนตรีคลาสสิกที่เคร่งขรึม แต่มันสดใหม่ ร้องตามง่าย แถมยังแฝงไปด้วยอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนและโครงสร้างที่ประณีต!
ที่สำคัญกว่านั้นคือ สวีอี้มีจังหวะที่แม่นยำ เสียงของเขายังมีความสดใสตามวัย แต่มีความกังวานและน้ำเสียงที่ดูเหมือนกำลังบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างน่าเหลือเชื่อ!
“เร-ซอล-ซอล-ที-โด-ที-ลา... ซอล-ลา-ที-ที-ที-ลา-ที-ลา-ซอล...” จางฮุ่ยจดจำตัวโน้ตสำคัญในใจ ยิ่งฟังเธอยิ่งตื่นตะลึง!
การขึ้นลงของทำนอง การประสานของเนื้อร้องและดนตรี ทั้งหมดนี้แสดงถึงทักษะการแต่งเพลงในระดับสูง! นี่ไม่ใช่สิ่งที่นักเรียนมัธยมปลายทั่วไปจะฮัมออกมาได้ง่ายๆ!
เธอแนบหูกับกำแพงแล้วขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด
“...วันที่ลมพัดแรง... ฉันเคยลองกุมมือนั้นของเธอ... แต่ทว่า... ฝนกลับค่อยๆ... ตกหนักจนฉันมองไม่เห็นเธอ...”
ทันใดนั้น เพลงก็หยุดลงอย่างกะทันหันสวีอี้เผลอร้องเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกสติของเขาให้กลับมา ท่วงทำนองที่เล็ดลอดออกมาถูกผู้เฝ้าประตูในใจที่เพิ่งตื่นขึ้นปิดตายลงอีกครั้ง
สวีอี้เหมือนกระต่ายตื่นตูม หันมองไปรอบๆ โชคดี... โชคดีที่ไม่มีใครได้ยิน เขาส่ายหน้าแล้วกลับไปตั้งใจทำงานต่อ พลางตำหนิตัวเองในใจที่ทำเรื่องโง่ๆ แบบนั้นลงไป
จางฮุ่ยได้ยินเสียงกวาดพื้นและจัดโต๊ะที่ดูรีบร้อนขึ้นหลังจากเพลงหยุดลง เธอจึงค่อยๆ ถอยหลังและเดินกลับไปที่ห้องดนตรีโดยไม่รู้ตัว เธอนั่งลงหน้าเปียโน
ในฐานะครูสอนดนตรี สัญชาตญาณของการค้นพบอัญมณีล้ำค่ากระตุ้นให้เธออยากพุ่งตัวไปจับไหล่สวีอี้แล้วถามให้รู้ความ เพลงนี้ชื่ออะไร? ใครแต่ง? ไปเรียนมาจากไหน? หรือว่า... เธอแต่งเอง?
แต่เธอไม่ได้ทำเช่นนั้น จางฮุ่ยสัมผัสได้ถึงความระแวดระวังที่สวีอี้แสดงออกมาในตอนที่เพลงหยุดลง นั่นเป็นสภาวะของคน... ที่ไม่ต้องการแบ่งปันดนตรีของตน เหมือนคนที่ทำความลับรั่วไหลแล้วรีบล็อกเซฟของตัวเองแน่นหนา
หากเธอผลักประตูเข้าไปในตอนนั้นหรือตอนนี้ มีแต่จะทำให้เขาตื่นตระหนกและปิดกั้นตัวเองมากขึ้น ซึ่งไม่ส่งผลดีเลยแม้แต่น้อย
เธอเดินออกจากห้องดนตรี เห็นสวีอี้สะพายกระเป๋าเดินออกจากประตูโรงเรียนท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามอัสดง ระยะทางค่อนข้างไกลทำให้เธอไม่เห็นสีหน้าของเขาชัดเจน เมื่อร่างของสวีอี้ลับหายไปจากประตูโรงเรียน
จางฮุ่ยเดินไปที่หน้าห้อง ม.6 ห้อง 3 มองผ่านกระจกหน้าประตูเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่า ราวกับว่าในอากาศยังคงมีท่วงทำนองที่ยังร้องไม่จบหลงเหลืออยู่
“ดอกไม้สีเหลืองเล็กๆ ในเรื่องเล่า... บานสะพรั่งมาตั้งแต่ปีที่ฉันเกิด...”
“เธอจะรอคอยหรือจากไป...”
“วันที่ลมพัดแรง...”
“ฉันเคยลองกุมมือนั้นของเธอ...”
นิ้วของจางฮุ่ยเคาะลงบนกระเบื้องผนังซ้ำทำนองเหล่านั้น ยิ่งหวนนึกถึง ความประหลาดใจในแววตาของเธอก็ยิ่งทวีคูณ นี่คือผลงานที่สมบูรณ์แบบและยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน!
เส้นทางของทำนอง การถ่ายทอดอารมณ์ และแม้กระทั่งการลงเสียงของเนื้อเพลง ล้วนอยู่เหนือระดับการแต่งเพลงของนักเรียนมัธยมปลายทั่วไป แต่ถ้าไม่ใช่เขาแต่ง แล้วเขาไปเอาเพลงที่แม้แต่ครูดนตรีอย่างเธอไม่เคยได้ยิน แต่กลับไพเราะจับใจขนาดนี้มาจากไหนกัน?
จางฮุ่ยถูกเติมเต็มด้วยความอยากรู้อยากเห็นอันมหาศาลและความตื่นเต้นที่ได้ค้นพบขุมทรัพย์ เธอสูดหายใจลึกแล้วหันหลังเดินกลับไป ฝีเท้าเบากว่าตอนที่มาอย่างเห็นได้ชัด ในหัวซ้ำทำนองเหล่านั้นไม่หยุด พยายามที่จะจารึกบทเพลงนี้ลงในความทรงจำให้ได้