ตอน 10

บทที่ 10 หมูสามชั้นตุ๋นที่จมหายไปในมหาสมุทร

เช้าวันถัดมา ณ กองบรรณาธิการของเว็บไซต์ฉีเตี่ยนใจกลางเมืองปินไห่


ชิงเฟิงบรรณาธิการอาวุโสประจำหมวดนิยายเซียนเซียผู้มีสายตาเฉียบคมและเคยปั้นนักเขียนประดับวงการมาแล้วหลายคน กำลังนวดขมับที่ตุบๆ ของตัวเองด้วยความเหนื่อยล้า พลางเลื่อนดูรายชื่อนิยายใหม่ในระบบตามหน้าที่


ชื่อเรื่องมากมายไหลผ่านหน้าจอไป ทั้ง “ปราณแปลงมังกรข้าคือลูกเขย”, “กลืนกินดาราจักร: เริ่มต้นเก็บกวาดจักรพรรดินีได้ที่หน้าประตู” หรือ “ระบบของฉันคือไซบีเรียนฮัสกี้”...


เขาหาวออกมาพลางนึกในใจว่าวงการนิยายออนไลน์ช่วงนี้ช่างแห้งแล้งเสียจริง ด้วยนิสัยส่วนตัวที่ค่อนข้างเลือกสรร ทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับพล็อตเดิมๆ เหล่านี้เต็มที


ทว่าทันใดนั้น ชื่อเรื่องที่เรียบง่ายจนน่าตกใจก็สะดุดตาเขาเข้า《บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา》


นิ้วที่กำลังเลื่อนเมาส์ของชิงเฟิงชะงักกึก ชื่อนี้... มันแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ต่างออกไป ไม่ได้แห่ตามกระแสใช้คำว่า “มหาเทพ” “จักรพรรดิ” หรือ “ไร้เทียมทาน” มาแปะไว้หน้าชื่อ แต่มันกลับเป็นตัวอักษรห้าตัวที่เรียบเฉย ทว่าชวนให้รู้สึกหนักแน่นอย่างประหลาด


เขากดเข้าไปดูรายละเอียด หืม? นามปากกา : หมูสามชั้นตุ๋น ?


ชิงเฟิงเลิกคิ้ว นามปากกานี้... มันดูเป็นกันเองเกินไปหรือเปล่า? เมื่อเทียบกับนักเขียนคนอื่นที่พยายามยัดเยียดความยิ่งใหญ่ใส่ชื่อตัวเอง นามปากกานี้เหมือนสายน้ำเย็นที่ไหลผ่านท่ามกลางทะเลทราย แถมยังดูผิดที่ผิดทางจนชวนให้เขาขำออกมาเบาๆ


เมื่อดูที่รูปปกแทนที่จะเป็นภาพอนิเมะที่มีเอฟเฟกต์ฉูดฉาด กลับเป็นเพียงภาพวาดลายเส้นเรียบง่ายภูเขากว้างใหญ่ไพศาล มีคนตัดฟืนตัวจ้อยแบกฟืนเดินอยู่บนทางเดินเขา ดูเล็กจ้อย โดดเดี่ยวและมีความดื้อรั้นแฝงอยู่


ความสนใจของชิงเฟิงเพิ่มขึ้นทวีคูณ เขาเริ่มอ่านคำโปรย


[เด็กหนุ่มยากจนจากหมู่บ้านภูเขาที่มีพรสวรรค์ธรรมดา บังเอิญก้าวเข้าสู่สำนักเล็กๆ ในยุทธภพและกลายเป็นศิษย์นอกสำนัก เขาจะยืนหยัดในสำนักแห่งนี้ได้อย่างไร? ในเมื่อมีพรสวรรค์เพียงน้อยนิด เขาจะก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียนและหัวเราะเยาะใต้หล้าทั้งสามภพได้อย่างไร! โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนโหดร้ายเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก การหลอกลวงไร้ซึ่งความเมตตา เส้นทางสู่ความเป็นเซียนนั้นยาวไกล มาดูกันว่าเขาจะก้าวเดินทีละก้าวไปสู่จุดสูงสุดได้อย่างไร! วิถีสวรรค์ไร้เมตตา เห็นสรรพสิ่งเป็นเพียงหุ่นฟาง เส้นทางเซียนนั้นยากลำบาก มีเพียงความพากเพียรของคนธรรมดาเท่านั้นที่พิสูจน์ได้!]


“โอ้...” ชิงเฟิงอดไม่ได้ที่จะลิ้มรสคำโปรยนี้ มันไม่มีการตะโกนป่าวประกาศ ไม่มีโม้โอ้อวด แต่กลับให้ความรู้สึกที่ซื่อตรง “วิถีสวรรค์ไร้เมตตา เห็นสรรพสิ่งเป็นเพียงหุ่นฟาง”... กลิ่นอายแบบนี้มันคนละเรื่องกับนิยายที่พยายามจะเก่งเทพตั้งแต่เปิดเรื่องเลย!


เขาไม่รอช้ารีบกดเข้าสู่สารบัญเพื่อดูเนื้อหาข้างในว่ามันจะสมคำร่ำลือหรือไม่ ทันทีที่เห็นสารบัญ ชิงเฟิงก็ตาเบิกกว้างอ้าปากค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ใต้รายชื่อสารบัญ มีตอนที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบถึงสามสิบตอน!


“สาม... สามสิบตอน?!”


เขานึกว่าตัวเองตาฝาด รีบขยี้ตาแล้วกดรีเฟรชหน้าเว็บอีกครั้งแต่จำนวนก็ยังเป็นสามสิบตอนเท่าเดิม! นักเขียนหน้าใหม่เปิดเรื่องมาก็จัดหนักถึงสามสิบตอน นี่มันกลยุทธ์อะไรกัน?


ในฉีเตี่ยนการที่นักเขียนหน้าใหม่จะลงตอนเปิดเรื่องสักสามถึงห้าพันคำถือเป็นเรื่องปกติ ถ้ามีตุนไว้สักสิบตอนก็นับว่าเตรียมตัวมาดีมากแล้วแต่นักเขียนที่ชื่อ ‘หมูสามชั้นตุ๋น’ คนนี้กลับทุ่มลงมาสามสิบตอนรวด!


ต้องมั่นใจขนาดไหนหรือต้องมีสต็อกนิยายหนาขนาดไหนกัน?


สัญชาตญาณนักบรรณาธิการทำให้หัวใจของชิงเฟิงเต้นรัว เขาไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก รีบกดอ่านตอนที่หนึ่งทันที


สำนวนภาษากระชับและคมคาย ไม่มีการใช้คำฟุ่มเฟือยแต่กลับถ่ายทอดความกว้างใหญ่ของขุนเขาและความดื้อรั้นของเด็กหนุ่มที่ชื่อ หานลี่ออกมาได้อย่างถึงกึ๋น แม้การดำเนินเรื่องจะไม่เร็วปานสายฟ้า แต่รายละเอียดกลับแน่นปึ้ก บรรยากาศถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยม


โดยเฉพาะการบรรยายตัวละครอย่าง หมอโม่ดวงตาที่ดูขุ่นมัวแต่แฝงความเฉลียวฉลาด คำพูดที่ดูอ่อนโยนแต่ซ่อนกายซ่อนแผนการ... เขียนออกมาได้สมจริงมาก! ไม่มีการเปิดเรื่องด้วยฉากฆ่าฟันไร้เหตุผลแต่กลับถ่ายทอดภาพเด็กหนุ่มยากจนที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในสถานที่แปลกถิ่นได้อย่างชัดเจน


ชิงเฟิงยิ่งอ่านยิ่งตกใจ สไตล์การเขียน จังหวะการเล่าเรื่อง ทักษะการสร้างตัวละคร รวมถึงการจับกลิ่นอายความโหดร้ายของโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน... นี่มันไม่ใช่ฝีมือหน้าใหม่แน่นอน! นี่คือมือเก๋าที่มากประสบการณ์ มีความคิดอ่านและไม่ตามกระแสคนหนึ่ง!


เขาพยายามระงับความตื่นเต้นไว้ นิ้วเลื่อนเมาส์อ่านต่อไม่หยุด เรื่องราวเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล ปมที่วางไว้ดูเป็นธรรมชาติ พัฒนาการของตัวละครท่ามกลางวิกฤตถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจน


โดยเฉพาะความระมัดระวัง การวางแผน และความเด็ดขาดของหานลี่ที่ถูกต้อนให้จนมุม ความกดดันที่ได้รับจากความสมจริงนี้เหนือกว่านิยายที่เอาแต่บรรยายว่าตนเองเป็นเทพจักรพรรดิหลายเท่าตัว!


จนกระทั่งถึงท้ายตอนที่สามสิบ


เมื่อหมอโม่เปิดเผยว่าตนเองควบคุมหานลี่ไว้ด้วย “ยาแมลงศพ” และบังคับให้เขาต้องฝึกฝนวิชา ‘คัมภีร์ชางชุน’ ถึงขั้นที่หกจึงจะถอนพิษได้ แต่แท้จริงแล้วกลับแอบวางแผนเพื่อเข้าสิงร่าง หานลี่จึงเกิดความระแวงและเริ่มหาวิธีป้องกันตัวในเงามืด


ชิงเฟิงรู้สึกหายใจติดขัด มันสนุก! สนุกฉิบหาย! การเดินเรื่องแบบก้าวต่อก้าวที่เต็มไปด้วยอันตรายของคนธรรมดาที่ต้องต่อกรกับโลกแห่งเซียน! นี่มันเหมือนน้ำพุกลางทะเลทรายชัดๆ! ไม่สิ! มันคือทะเลสาบเลยต่างหาก!


เขารีบเปิดระบบหลังบ้านของนักเขียน ค้นหาอีเมลของ ‘หมูสามชั้นตุ๋น’ แล้วพิมพ์ข้อความด้วยความรวดเร็วและร้อนรนโดยไม่ปิดบังความจริงจัง


“คุณหมูสามชั้นตุ๋นครับ สวัสดีครับ! ผมชิงเฟิง บรรณาธิการประจำกองฉีเตี่ยน ต้องขออภัยที่รบกวนครับ!”


“ผมเพิ่งอ่านนิยายเรื่อง บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา ของคุณจบ รู้สึกประทับใจมากครับ! การตั้งค่าแปลกใหม่ สำนวนแน่น พล็อตเรื่องดึงดูดและตัวละครมีมิติมาก โดยเฉพาะตัวเอกอย่างหานลี่ เป็นตัวละครที่หาได้ยากมากในนิยายช่วงปีนี้ แถมการลงทีเดียวสามสิบตอนนี่ยิ่งยอดเยี่ยมครับ!”


“เรามองเห็นศักยภาพของนิยายเรื่องนี้อย่างสูง และอยากร่วมงานกับคุณอย่างจริงใจครับ!”


“ผมแนบสัญญาแบบเกรด A มาให้เงื่อนไขค่อนข้างดีเยี่ยม รวมถึงสิทธิการโปรโมตจากเว็บไซต์และส่วนแบ่งรายได้ครับ รบกวนคุณสละเวลาพิจารณาด้วยนะครับ!”


“หากมีข้อสงสัยใดๆ สามารถติดต่อผ่านอีเมลนี้ได้ตลอดเวลาครับ! หวังว่าจะได้รับการตอบกลับจากคุณครับ!”


“ขอแสดงความนับถือ, ชิงเฟิง”


เขาอ่านทบทวนอยู่หลายรอบจนมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาดจึงกดส่ง ทันทีที่อีเมลถูกส่งออกไป เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก พิงหลังพิงเก้าอี้ด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง


เขาสังหรณ์ใจว่าก้อนหินที่ชื่อว่า “หมูสามชั้นตุ๋น” ก้อนนี้ เมื่อถูกโยนลงไปในผืนน้ำของฉีเตี่ยนแล้ว จะต้องสร้างคลื่นยักษ์อย่างแน่นอน เขายิ่งเริ่มวางแผนการจัดอันดับโปรโมตในอนาคตไว้รอแล้ว


ทว่าความตื่นเต้นและคาดหวังของชิงเฟิงกลับเหมือนก้อนหินที่จมลงสู่ก้นมหาสมุทร เงียบสนิทไม่มีเสียงตอบรับใดๆ


อีกฝั่งหนึ่งของเมือง สวีอี้เพิ่งตื่นจากภวังค์การหลับใหล หลังจากทานข้าวเย็นเมื่อคืนเขาก็นอนยาวมาจนถึงเช้า ร่างกายที่พักผ่อนเต็มอิ่มทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่า ไม่ต้องรอให้โจวฮุ่ยหลานมาปลุก เขาก็ลุกขึ้นแต่งตัวเสร็จสรรพเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่น ทำเอาโจวฮุ่ยหลานถึงกับประหลาดใจ


“ตื่นแล้วเหรอ? ไปล้างหน้าล้างตาแล้วมากินข้าวเช้าเถอะ”


“ครับ”


วันเวลาผ่านไปอย่างเรียบง่าย เขาได้แต่ตอบรับคำชมของหวังเฉียงที่เอาตัวอย่างนิยายเรื่องใหม่มาให้ดูอย่างเสียไม่ได้ว่า ‘ก็ใช้ได้’ ซึ่งนั่นทำให้หวังเฉียงมีกำลังใจเต็มเปี่ยม!


เมื่อเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้นในตอนบ่าย สวีอี้ไม่ได้แวะไปที่ร้านเน็ตเฉียงเซิ่งแต่ตรงดิ่งกลับบ้าน เขาต้องการพักผ่อน หลังจากปั่นต้นฉบับอย่างหนักหน่วงมาสิบกว่าวัน ตอนนี้เขาแค่อยากพักผ่อนให้เพียงพอ ต้นฉบับที่ตุนไว้ก็มีมากพอแล้ว ไม่ต้องรีบร้อน


ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง ชิงเฟิงกลับเริ่มนั่งไม่ติดที่ สิบโมงเช้า ชิงเฟิงเช็กอีเมลกล่องจดหมายว่างเปล่า


“อาจจะยังไม่ตื่น? เมื่อคืนปั่นต้นฉบับดึกหรือเปล่า?”


เที่ยงตรงอีเมลก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ชิงเฟิงเริ่มอยู่ไม่สุข เขากดดูสถิติหน้าเพจของเรื่อง 《บันทึกการบำเพ็ญเพียรของคนธรรมดา》ซึ่งดูเงียบเหงาเกินไป : ยอดเข้าคลัง 3, คะแนนโหวต 5, คอมเมนต์ 0


“เป็นไปไม่ได้...”


ชิงเฟิงขมวดคิ้วแน่น นิยายดีขนาดนี้ เปิดเรื่องมาได้ดุเดือดขนาดนี้ ทำไมถึงไม่มีกระแสตอบรับเลย? ช่างเถอะ รออีกหน่อยแล้วกัน!

ห้าโมงเย็น แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องเข้ามาทางหน้าต่าง กาแฟในแก้วของชิงเฟิงจืดชืดจนไม่มีรสชาติ อีเมลยังคงเงียบสนิท


ชิงเฟิงนั่งไม่ติดที่ เขาเช็กหน้าหลังบ้านบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นเริ่มตรวจสอบว่าตัวเองส่งผิดเมลหรือเปล่า? หรือถูกระบบมองว่าเป็นสแปม? ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ!


“เวรเอ๊ย คนๆ นี้เป็นอะไรไป? หรือว่าเป็นพวกหากินกลางคืน??”


ชิงเฟิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน พิงหลังกับเก้าอี้พลางคิดอย่างเหม่อลอย


“ชิงเฟิง เหม่ออะไรอยู่น่ะ?” เพื่อนร่วมงานที่โต๊ะข้างๆ เดินผ่านแล้วเอ่ยถาม


ชิงเฟิงได้สติ ยิ้มเจื่อน


“ไม่มีอะไร แค่เจอนิยายเรื่องใหม่เรื่องหนึ่งมันน่าสนใจดีแต่ดันติดต่อนักเขียนไม่ได้”


เพื่อนร่วมงานยักไหล่ไม่ใส่ใจ


“นักเขียนหน้าใหม่ก็งี้แหละ เดี๋ยวก็ร้อนรนแป๊บเดียวหรือไม่ก็มือใหม่หัดขับ รออีกสองวันเดี๋ยวก็คงโผล่มาเองแหละ”


พูดจบก็เดินจากไป


ร้อนรนแป๊บเดียว? มือใหม่หัดขับ? ชิงเฟิงไม่เชื่อ ฝีมือการเขียนที่เก๋าเกมขนาดนี้ไม่มีทางเป็นของหน้าใหม่แน่นอนส่วนจะให้รออีกสองวัน? นิยายดีๆ จะรอนานขนาดนั้นได้เหรอ? ถ้าโดนบรรณาธิการค่ายอื่นฉกตัวไป เขาคงได้ร้องไห้ตาย!


“ช่างเถอะ คงจะเป็นนกฮูกที่หากินตอนกลางคืนล่ะมั้ง พรุ่งนี้ค่อยดูใหม่”