ตอน 1

บทที่ 1 เกิดใหม่ในร่างเด็กมัธยมปลาย


กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อฉุนกึกพุ่งเข้าสู่โพรงจมูกของสวีอี้ราวกับเข็มแหลมนับพันเล่มที่คอยทิ่มแทงซ้ำๆ เขาเบิกตาโพลงขึ้นทันควัน แสงแดดจ้าสาดส่องเข้ามาเต็มสายตาจนต้องรีบหลับตาแน่น หน้าผากสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของบางอย่าง เขาพยายามยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับแผ่นเรียบเนียนที่มีความยืดหยุ่น... แผ่นเจลลดไข้?

ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“สวีอี้! สวีอี้! ตื่นหรือยังน่ะ ถ้าไม่รีบลุกเดี๋ยวก็ไปโรงเรียนสายหรอก! เจ้าเด็กคนนี้นี่ เพิ่งจะหายไข้ก็ทำตัวขี้เกียจสันหลังยาวอีกแล้วใช่ไหม!”

เสียงแหลมสูงที่ฟังดูรีบร้อนดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงรองเท้าแตะลากไปกับพื้นปูน ‘แต๊ก... แต๊ก...’ เสียงนี้... พูดภาษาจีนกลางที่เจือสำเนียงท้องถิ่นเล็กน้อย มันฟังดูแปลกหู ทว่ากลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับสลักลึกอยู่ในกระดูก

ไม่ใช่เสียงเร่งเร้าที่แฝงไปด้วยมารยาททางธุรกิจของ ‘เอมี่’ ผู้จัดการส่วนตัวของเขาและไม่ใช่เสียงที่บิดเบี้ยวจนเพี้ยนของเหล่าแฟนคลับคลั่งไคล้ที่ตามไปตะโกนผ่านโทรโข่งหน้าอพาร์ตเมนต์ว่า ‘สวีอี้ ฉันรักคุณจนยอมตายแทนได้เลยนะ!’

หัวใจของสวีอี้กระตุกวูบ มือของเขากำแน่นแล้วคลายออกโดยไม่รู้ตัว ดวงตาค่อยๆ ปรับสภาพจนชินกับแสงแดดภายนอกหน้าต่าง ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง

ภาพที่เห็นเป็นเพดานเก่าๆ ตรงมุมห้องมีรอยร้าวเล็กๆ หลอดไฟนีออนแบบโบราณฝังอยู่ในโคมพลาสติกธรรมดาๆ กลิ่นในอากาศนอกจากกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแล้ว ยังเจือด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของผงซักฟอก

เขาขยับคอที่แข็งทื่อไปมา ห้องนอนเล็กๆ ห้องนี้ดูเก่า ฝาผนังสีเหลืองนวลเริ่มลอกร่อน มีโต๊ะเขียนหนังสือไม้ทาสีเหลืองวางอยู่ตัวหนึ่ง บนนั้นเต็มไปด้วยหนังสือเรียนและสมุดแบบฝึกหัดหนาเตอะ รวมถึงคอมพิวเตอร์ที่ดูตกรุ่น


มุมห้องมีตู้เสื้อผ้าผ้าใบแบบง่ายๆ ซิปถูกรูดเปิดทิ้งไว้ครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นเสื้อผ้าวัยรุ่นสีเข้มที่แขวนอยู่... นอกหน้าต่าง แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าของฤดูร้อนกำลังสาดส่องลงบนใบหน้าของเขา

ทุกอย่างดูแปลกตาไปหมด นี่ไม่ใช่คอนโดมิเนียมหรูหราในย่านใจกลางเมือง และไม่ใช่รถสปอร์ตคันที่เขาขับจนเสียหลักพุ่งชนเกาะกลางถนนเพราะถูกเหล่าแฟนคลับไล่ล่าจนถุงลมนิรภัยระเบิดใส่หน้า

เขายันกายลุกขึ้นนั่ง สัมผัสจากแขนนั้นชัดเจนยิ่งนัก ผิวที่เนียนละเอียดและมีความยืดหยุ่นแบบเด็กหนุ่ม กล้ามเนื้อที่ดูบางเบา ความรู้สึกไม่เข้ากันอย่างรุนแรงเข้าจู่โจมจิตใจเขา

เขาก้าวเท้าโงนเงนไปที่โต๊ะ หยิบกระจกบานเล็กขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมา

ภาพที่สะท้อนในกระจกคือใบหน้าหนึ่ง... ใบหน้าที่ดูเยาว์วัยจนน่าตกใจ ใบหน้าที่แปลกตาจนเขารู้สึกสั่นสะท้าน

ในภาพคือเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดสิบแปดปี ใบหน้าของเด็กหนุ่มยังคงความละอ่อนแต่ยังไม่ถึงกับดูแกร่งกร้าวแบบชายหนุ่ม คางเริ่มเป็นสันคม ผิวพรรณดูซีดเซียวและบนหน้าผากยังมีแผ่นเจลลดไข้แปะอยู่ ดวงตาคู่นั้นทั้งใหญ่และใสกระจ่าง ขาวดำชัดเจน เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและความงุนงงของคนที่เพิ่งตื่นนอน

เขาเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มของตัวเอง เด็กหนุ่มในกระจกก็ทำท่าทางเดียวกัน

ไม่ใช่ความฝัน

เรื่องพรรค์นี้มันไร้สาระสิ้นดี! ทว่าความรู้สึกที่สมจริงอย่างถึงที่สุดกลับพังทลายการรับรู้ทั้งหมดของเขา สวีอี้ อดีตซุปเปอร์สตาร์วัย 28 ปี ผู้เพิ่งผ่านอุบัติเหตุรถชนอันน่าสยดสยองที่เกิดจากแฟนคลับคลั่งไคล้ ควรจะต้องดับสูญไปแล้ว

แต่จิตวิญญาณและความทรงจำของเขา... กลับตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กมัธยมปลายธรรมดาๆ คนนี้อย่างน่าประหลาด

วิญญาณคือซุปเปอร์สตาร์วัย 28 ปีที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนแต่ร่างกลับเป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลายที่เพิ่งหายป่วย

ปัง!

ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดจนกระแทกผนัง

“โอ๊ย ตายแล้ว เจ้าตัวแสบ! ยังจะนั่งเหม่อมองกระจกอะไรอยู่อีก! รีบๆ เข้าสิ! แม่ซื้ออาหารเช้าไว้ให้แล้วนะ! ถ้ายังอืดอาดแบบนี้มีหวังไปเรียนคาบแรกไม่ทันแน่!”

เสียงผู้หญิงที่เจือสำเนียงท้องถิ่นดังขึ้นอีกครั้ง เต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิตประจำวัน

หญิงวัยกลางคนร่างสันทัดสวมชุดอยู่บ้านลายดอกสีน้ำเงิน สวมผ้ากันเปื้อน รวบผมแบบลวกๆ ใบหน้าดูธรรมดา มีรอยตีนกาที่บ่งบอกถึงกาลเวลา ทว่าแววตานั้นดูฉลาดปราดเปรียวและเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด

‘โจวฮุ่ยหลาน’... ความทรงจำหลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำ นี่คือแม่ของร่างนี้

สวีอี้อ้าปากอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลำคอเหมือนถูกบีบเอาไว้ สุดท้ายทำได้เพียงเปล่งเสียงงึมงำในลำคอว่า “อืม” เขาวางกระจกลงแล้วหันหลังอย่างเก้ๆ กังๆ

โจวฮุ่ยหลานเดินเข้ามา มือที่หยาบกร้านจากการทำงานเอื้อมมาแตะหน้าผากเขา


“อืม ไข้ลดแล้ว แต่เพื่อความปลอดภัย แม่ใส่ยาไว้ที่ช่องข้างกระเป๋านักเรียนแล้วนะ อย่าลืมกินตอนพักล่ะ! อย่าทำเป็นเล่นไป! รีบใส่ชุดนักเรียนแล้วไปได้แล้ว!”

เธอหยิบชุดนักเรียนที่ซักสะอาดออกมาจากตู้ยัดใส่มือเขา พร้อมกับพร่ำบ่นไม่หยุด


“จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้วเชียว หยุดป่วยไปหลายวันเรียนตามไม่ทันแย่เลย รีบไปโรงเรียนแล้วหาเพื่อนช่วยติวให้หน่อยนะ...”

ถ้อยคำเหล่านั้นเปรียบดั่งหยาดฝนที่โปรยปรายลงบนจิตใจที่ยังคงเปราะบางของสวีอี้ การพร่ำบ่นเรื่องจุกจิกและความห่วงใยแบบนี้ดูแปลกประหลาดจนเขาทำตัวไม่ถูก ได้แต่สวมชุดนักเรียนตามสัญชาตญาณ

เมื่อเดินออกมายังห้องนั่งเล่นซึ่งมีขนาดเล็กมาก ทีวีเก่าๆ ที่แขวนไว้บนผนังกำลังเปิดรายการอยู่

สวีอี้เดินไปนั่งที่โต๊ะไม้ตัวเล็ก เงียบๆ บนโต๊ะมีปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ และกับข้าวที่เหลือค้างคืน เขากัดปาท่องโก๋หนึ่งคำ รสชาติธรรมดาและอมน้ำมันมาก

“ปล่อยนางไป! ข้าจะยอมให้เจ้าจัดการตามใจ! หากนางเป็นอะไรไปแม้แต่นิดเดียว ข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมด!”

“ฮ่าๆๆ ท่านจอมยุทธกวน เจ้าก็ไม่คิดสินะว่าจะมีวันนี้! คุกเข่าลงซะ!”

สวีอี้เงยหน้ามอง ทีวีฉายฉากหนังกำลังภายในทั่วไป แต่นักแสดงหญิงแต่งหน้าจัดจ้าน สวมชุดสีดำดูขัดตา นักแสดงชายที่แสดงอารมณ์เว่อร์วังกำลังยืนอยู่ในฉาก ‘ป่าไผ่’ ที่ทำจากเอฟเฟกต์ราคาถูก

นักแสดงชายตะโกนก้อง : “ไอ้สารเลว! ความแค้นในวันนี้ วันหน้าข้าจะเอาคืนแน่!”


จากนั้นก็ยอมคุกเข่าลงอย่างจำนน แต่น่าเสียดายที่การแสดงนั้นดูเหมือนเด็กเล่นขายของ สวีอี้มองดูด้วยใบหน้าเรียบเฉย งานโปรดักชั่นระดับโลกที่เขาเคยผ่านตามามากมายในชาติก่อน ทำให้สิ่งที่อยู่บนทีวีตอนนี้แม้แต่จะทำให้เขาขมวดคิ้วยังทำไม่ได้เลย

เขาก้มหน้ากินอาหารเช้าต่อ ปิดกั้นทุกอย่างที่มาจากทีวี

ในห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 3 พัดลมเพดานส่งเสียงดัง ‘แกรกๆ’ กวนอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความคึกคะนองของวัยรุ่น ที่นั่งของสวีอี้อยู่แถวหลังสุดติดหน้าต่าง ทัศนวิสัยกว้างไกลมองเห็นได้ทั่วทั้งห้อง


เขาเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่าง ครูสอนประวัติศาสตร์กำลังบรรยายเรื่องระบบภาษีของราชวงศ์หนึ่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบชวนง่วงนอน สวีอี้เริ่มรู้สึกหนังตาหนักอึ้ง ทั้งจากอาการง่วงนอนตามธรรมชาติของเด็กวัยรุ่นและร่างกายที่เพิ่งฟื้นไข้

กริ่งพักเที่ยงดังขึ้น สวีอี้ยังคงตกอยู่ในอาการกึ่งหลับกึ่งตื่น

“เมื่อวานแกดูเรื่องนั้นหรือยัง โคตรมันส์เลยว่ะ!”

“ดูแล้ว! พระเอกโหดจัด! ประโยคที่ว่า ‘สามสิบปีแม่น้ำตะวันออก สามสิบปีแม่น้ำตะวันตก อย่ารังแกคนจนตอนเด็ก!’ แถมตอนขี่ม้าที่แปลงจากปราณสีแดงเลือดอีก! บรรยายซะเห็นภาพ โคตรเท่!”

ปราณ... แปลงเป็นม้า???

สวีอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรำคาญ คำพูดที่ฟังดู ‘มันส์’ ‘เท่’ เหล่านั้นพึมพำเข้าหูเขาราวกับเสียงยุงบิน

กริ่งเลิกเรียนดังขึ้น สวีอี้ค่อยๆ เก็บของใส่กระเป๋า เดินตามฝูงชนออกจากโรงเรียน เลี้ยวเข้าสู่ถนนสายเก่าที่เต็มไปด้วยร้านแผงลอยความวุ่นวายของถนนเส้นนี้คือการทรมานอีกรูปแบบหนึ่ง กลิ่นอาหารทอดผสมกับกลิ่นเหงื่อของผู้คนในฤดูร้อน

สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดคือลำโพงบลูทูธที่เปิดเพลงซ้ำไปซ้ำมา เสียงดังจนแก้วหูแทบระเบิด สวีอี้รีบเร่งฝีเท้า เขาแค่อยากจะหนีจากมลภาวะทางเสียงนี้ไปให้เร็วที่สุด

ยามค่ำคืนกลืนกินห้องนอนเล็กๆ เสียงสนทนาของเพื่อนบ้านด้านล่างยิ่งขับเน้นความเงียบสงัดภายในห้อง

สวีอี้นั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะ แสงไฟตกกระทบบนใบหน้าที่ก้มลงมองสมุดที่เพิ่งเขียนไปได้ไม่กี่หน้า ใบหน้าละอ่อนนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเกินวัย แววตาว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความสับสนของคนที่เพิ่งผ่านความตายมา

วันนี้เหมือนฝันร้ายที่ยาวนานและพร่ามัว บ้านที่คับแคบ แม่ที่ขี้บ่นแต่หวังดี ปาท่องโก๋อมน้ำมัน หนังกำลังภายในที่ดูงี่เง่าในทีวี บทสนทนาเรื่อง ‘ปราณแปลงม้า’ ในห้องเรียน รวมถึงเพลงล้างสมองในตลาดนัด...

กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ติดจมูก ความรู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจตอนถุงลมนิรภัยระเบิด ความเจ็บปวดตอนที่เศษโลหะทิ่มแทงร่างกาย ทุกอย่างมันทั้งสมจริงและพร่าเลือน

เขารู้สึกเหนื่อยเหลือเกินแต่ในขณะเดียวกันก็มีความสุขที่ได้หลุดพ้น ชาติก่อนชื่อเสียง ลาภยศและการถูกจับตามองจากคนนับล้านทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าไปถึงจิตวิญญาณ


การถูกแผดเผาภายใต้แสงไฟ การถูกไล่ล่า การถูกฉีกกระชากจนแหลกสลาย... ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว ชาตินี้เขาเพียงแค่อยากใช้ชีวิตไปแบบเรียบง่าย

มือขวาของเขาตวัดเส้นสายไร้ความหมายลงในสมุด วงกลมที่บิดเบี้ยวและซ้อนทับกันไปมา เหมือนกับใจของเขาในตอนนี้ที่เพียงแค่อยากจะดำดิ่งลงสู่ความเงียบสงัดตลอดกาล

ท่ามกลางความมืดมิดในห้อง มีเพียงรอยหมึกสีดำที่ว่างเปล่าเหล่านั้นที่กำลังขยายตัวออกไปอย่างเงียบเชียบ