ตอน 4

บทที่ 4 : การหย่าร้าง 2


หานฮุ่ยจ้องมองจางโหย่วที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขม็ง แววตาของเธอไม่คิดจะปิดบังความรังเกียจเดียดฉันท์ที่มีต่อผู้ชายคนนี้เลยสักนิด


ปีนี้เธออายุห้าสิบกว่าแล้วตอนสาวยังเยาว์วัยไร้เดียงสา เคยหย่าร้างเพียงเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในครอบครัว ทว่าสามีคนต่อมาที่แต่งด้วย...กลับห่วยแตกยิ่งกว่าอดีตสามีคนแรกเสียอีก แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังไม่ถึงกับหมดศรัทธาในตัวผู้ชายไปเสียทีเดียว


ทว่านับตั้งแต่ได้มารู้จักกับผู้ชายคนนี้และได้เห็นพฤติกรรมสารพัดที่เขาทำ... บอกตามตรง ต่อให้เธอไม่ได้ไปนั่งอยู่ในใจหรือใช้ชีวิตร่วมกับเจียงอีเหริน เธอก็ยังสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังอันดิ่งลึกของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน


ผู้ชายที่ไร้อนาคตและไม่มีความก้าวหน้านั้นยังไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เพราะใช่ว่าผู้ชายทุกคนจะมีความสามารถในการหาเงินมหาศาล แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือผู้ชายคนนี้ไม่เพียงแต่นิสัยเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ


แต่ยังติดเหล้าเรื้อรังขลุกอยู่กับอบายมุขและการพนัน แถมยังชอบลงไม้ลงมือทุบตีผู้หญิงอีกต่างหาก


หากเจียงอีเหรินทำเรื่องนอกลู่นอกทางหรือหักหลังเขามันก็ยังพอมีเหตุผลให้เข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนี้ ทว่าในฐานะผู้จัดการส่วนตัวหานฮุ่ยรู้ดีที่สุดว่าเจียงอีเหรินเป็นผู้หญิงประเภทไหน


เรื่องการร่วมงานทางธุรกิจตามปกติเธอรับได้หมด แต่หากขอบเขตมันเริ่มเลยเถิดต่อให้เงินหนาหรือทรัพยากรในวงการที่ป้อนมาจะเย้ายวนใจแค่ไหน เธอก็จะปฏิเสธหน้าตายทันที


หากจางโหย่วเป็นผู้ชายที่มีจิตสำนึกอยู่บ้าง ต่อให้ไม่มีความสามารถในการหาเงินแต่อย่างน้อยก็ช่วยดูแลบ้านช่องให้สะอาด คอยเอาใจใส่ลูกสาวให้ดี ก็นับว่าเป็นสามีที่ดีได้แล้ว เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เจียงอีเหรินออกไปทำงานได้อย่างสบายใจ


แต่ไอ้หมอนี่... มันเลวร้ายเกินกว่าจะเรียกว่าคนเสียอีก


ดังนั้นการมีชีวิตอยู่ในสังคมนี้ผู้หญิงเราห้ามตาถั่วเด็ดขาด วันไหนที่ตาบอดตาถั่วขึ้นมาวันนั้นแหละคือจุดเริ่มต้นของหายนะที่ไม่มีวันสิ้นสุด


จางโหย่วสังเกตเห็นสายตาของหานฮุ่ย แต่เขาไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด จะเหยียดหยามก็เหยียดไปสิอย่างไรเสียสายตาเหยียดหยามก็ไม่ได้ทำให้เนื้อตัวเขาหลุดลุ่ยเสียหน่อย


ทว่าสิ่งที่จางโหย่วไม่สนคือสายตา แต่เขาสนใจไอ้หนังสือสัญญาหย่าฉบับนี้ต่างหาก จางโหย่วโยนเอกสารสัญญาหย่าลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยปากถาม


“คุณคิดว่าตัวผมในวันนี้ มีอะไรที่ต่างไปจากก่อนที่เจียงอีเหรินจะหนีไปเมื่อวานนี้ไหม!?”


หานฮุ่ยชะงักไปเล็กน้อย เธอคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าไอ้สารเลวตรงหน้าจะโพล่งคำถามพิลึกพิลั่นพรรค์นี้ออกมา


“แกต้องการจะสื่ออะไร!?” หานฮุ่ยหรี่ตาลง พยายามสะกดกลั้นความหงุดหงิดในใจพลางถามกลับ


“ตอบผมมาก่อนสิ” จางโหย่วเซ้าซี้


“ก็ไม่เห็นมีอะไรต่าง”


หานฮุ่ยตอบปัด ๆ ไปที ตอนนี้เธอแค่อยากจะจัดการเรื่องนี้ให้จบๆ ไปโดยเร็วที่สุดไม่ใช่เพื่ออะไรเลย แต่เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเห็นเจียงอีเหรินโดนผู้ชายคนนี้ตามจองล้างจองผลาญอีก


“ไม่มีอะไรต่างงั้นเหรอ!?”


จางโหย่วพลันหัวเราะร่า จากนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ หายไป เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ


“ในเมื่อไม่มีอะไรต่าง แล้วทำไมก่อนหน้านี้ไม่หย่า ทว่าดันเลือกจะมาหย่าเอาวันนี้ล่ะ วันนี้มันเป็นวันมงคลฤกษ์ดีหรือไง หรือว่าก่อนหน้านี้ฤกษ์มันไม่เหมาะกับการหย่า!? หานฮุ่ยใช่ไหม... เรื่องหย่าน่ะพักไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้เจียงอีเหรินอยู่ที่ไหน!? คงอยู่ที่โรงแรมใช่ไหมล่ะ ดีเลย ฝากคุณไปถามเธอให้ฉันที ทนมาตั้งสิบปีแล้ว ทำไมจะทนอีกสักครั้งไม่ได้!?”


เมื่อวันก่อนจางโหย่วก็แอบกังวลว่าเรื่องราวจะบานปลายกลายเป็นแบบนี้ และคาดไม่ถึงว่าความกังวลของเขาจะกลายเป็นจริง โดนทำร้ายร่างกายมาตั้งกี่ครั้งกี่หนทรมานมานานขนาดนั้นยังอุตส่าห์ทนมาได้ตั้งสิบปี


แต่พอวิญญาณเขาเพิ่งจะเข้าร่างมาปุ๊บ...เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จางโหย่วก็รู้สึกจุกอกไปวูบหนึ่ง


เขาถึงกับสงสัยว่าพอไอ้ รปภ. ตัวจริงจากไป รังสีความน่ากลัวที่สะกดข่มเอาไว้ก็คงจะสลายหายไปพร้อมกันด้วย แม้ว่าจนถึงตอนนี้เขาจะยังไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าภรรยาที่เป็นถึงราชินีเพลงคนนี้เลย


แต่ก็เป็นไปได้ว่าเจียงอีเหรินอาจจะสัมผัสได้อย่างชัดเจนแล้วว่า ‘ความกลัวอันน่าสยดสยองจากการถูกควบคุม’ ได้เลือนหายไปอย่างสิ้นเชิง เธอถึงได้...และนี่คือสิ่งที่จางโหย่วรับไม่ได้ที่สุด


เขาเพิ่งจะทะลุมิติตามมา... ข้อมูลและสถานการณ์อะไรก็ยังเรียบเรียงได้ไม่ทันครบถ้วน กระบวนความก็ต้องมาตกระกำลำบากกลายเป็น ‘พ่อหม้ายป้ายแดง’ เสียแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด


ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า ชาติก่อนจางโหย่วต้องทำงานหนักจนหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันตายคางานแล้วถึงได้มาเข้าร่างนี้


ชาตินี้เขาเลยหวังจะเกาะชายกระโปรงภรรยาที่เป็นถึงราชินีเพลง เพื่อจะได้เสวยสุขใช้ชีวิตสุขสบายมีเงินใช้โดยไม่ต้องไปดิ้นรนทำงานงกๆ อีกต่างหาก มีเพียงคนที่เคยผ่านจุดที่เหนื่อยล้าเจียนตายมาเท่านั้น


ถึงจะรู้ซึ้งว่า ‘อิสรภาพ’ และการได้นอนกินนอนอยู่นั้นมันมีค่ามากเพียงใด


“...”


หานฮุ่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอบังเกิดความรู้สึกแปลกๆ ว่ารปภ. ในวันนี้ดูเปลี่ยนไปพิกล แต่เมื่อคิดดูอีกที เธอไม่ได้เก็บมาใส่ใจ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องบีบให้มันเซ็นชื่อลงนามให้ได้ ดังนั้นหานฮุ่ยจึงแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างเย็นชา


“นั่นเป็นเพราะเมื่อก่อนอีเหรินยังไม่ตัดใจจากแกต่างหาก...”


“ก่อนหน้านี้ไม่ตัดใจ แต่พอมาวันนี้กลับตัดใจปุบปับเนี่ยนะ!” จางโหย่วแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางเอ่ย


“ผมเคยเห็นแต่คนที่เมื่อวานยังดี ๆ อยู่แท้ ๆ พอผ่านไปคืนเดียวก็สิ้นลมหายใจจากไป แต่ยังไม่เคยเห็นคนที่บทจะตัดใจแล้วมันปุบปับเฉียบพลันได้ขนาดนี้ เอาเถอะ คุณไม่ต้องมาพูดจาชักแม่น้ำทั้งห้ากับผมหรอก เอาเป็นว่าวันนี้ยังไงผมก็ไม่เซ็น!”


“หนึ่งล้านหยวน”


หานฮุ่ยคร้านจะเสวนากับไอ้ รปภ. สารเลวคนนี้อีกต่อไป เธอจึงเสนอเงื่อนไขการหย่าโดยตรง พร้อมทั้งเอ่ยสมทบ


“นี่คือเงินก้อนสุดท้ายที่อีเหรินจะสามารถเจียดมาให้แกได้แล้ว แกอย่าได้รังเกียจว่ามันน้อยไปเลย ตามกฎหมายแบ่งสินสมรสและทรัพย์สินหลังหย่า อีเหรินต้องแบกรับหนี้สินจากการตามเช็ดตามล้างหนี้พนันให้แก จนตอนนี้ยังเป็นหนี้จางยี่ อยู่ตั้งสี่สิบล้านหยวน ถ้าจะคำนวณตามหลักความจริง แกต้องร่วมแบกรับหนี้สินก้อนนี้ด้วยถึงยี่สิบล้านหยวนด้วยซ้ำ แต่เงินหนึ่งล้านหยวนนี่ อีเหรินอุตส่าห์บากหน้าหยิบยืมมาจากจางยี่เพื่อเอามาให้แกเชียวนะ แกควรจะรู้จักพอเสียบ้าง เพราะต่อให้ฉันไม่พูด แกก็รู้แก่ใจดีอยู่แล้วว่าหลายปีมานี้อีเหรินช่วยใช้หนี้พนันให้แกไปตั้งเท่าไหร่ ขนาดบ้านก็ต้องขายทิ้ง จะบอกว่าตอนนี้เธอเหลือแต่ตัวล่อนจ้อนก็ไม่เกินความจริงเลยสักนิด”


“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ!?”


จางโหย่วโพล่งออกไปตามสัญชาตญาณ แต่ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดจากปาก เขาก็ระลึกได้ว่าการพูดเช่นนี้รังแต่จะไร้ประโยชน์และมีแต่จะทำให้ผู้จัดการส่วนตัวของเจียงอีเหรินเกลียดขี้หน้าเขาหนักกว่าเดิม


ส่วนเรื่องเงินหนึ่งล้านหยวนน่ะ... จางโหย่วไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่านั่นคือทั้งหมดที่เธอมี


ยอมรับว่าการช่วยรปภ. คนเก่าใช้หนี้พนันอาจจะทำให้เป็นหนี้ท่วมหัวจริงๆ แต่จะบอกว่าเงินหนึ่งล้านหยวนคือขีดจำกัดสูงสุดแล้วนั้น ย่อมเป็นเรื่องเหลวไหล


ตัวจางโหย่วเองก็เคยคลุกคลีอยู่ในแวดวงบันเทิง เขาย่อมรู้ดีว่าศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับนี้จะมีทรัพย์สินซุกซ่อนอยู่มากขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นของสะสมโบราณ ภาพวาดพู่กันจีน...


ต่อให้เจียงอีเหรินจะไม่มีรสนิยมชอบสะสมของพวกนี้ แต่ในฐานะที่เป็นถึงราชินีแห่งวงการเพลงอย่างไรเสียเธก็ต้องมีเครื่องดนตรีราคาแพงระยับอยู่ในครอบครองบ้าง


หากจางโหย่วจำไม่ผิด ในบ้านที่เขาอาศัยอยู่ตอนนี้ มีห้องหนึ่งที่เจียงอีเหรินจัดไว้สำหรับเก็บเครื่องดนตรีของเธอโดยเฉพาะและเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่ผ่านตาและคู่ควรให้เธอเลือกใช้...ราคาต่ำๆ ก็ต้องหลักล้านหยวนขึ้นไปทั้งนั้น


ส่วนมูลค่ารวมทั้งหมดจะเท่าไหร่นั้น จางโหย่วเพิ่งมาเข้าร่างยังไม่มีเวลาไปเปิดสำรวจดูด้วยตาตัวเอง ทว่าเมื่อคำนวณรวม ๆ กันแล้ว มูลค่าของพวกมันต้องเกินสิบล้านหยวนอย่างแน่นอนและอาจจะมีเครื่องดนตรีระดับแรร์ไอเทมที่มูลค่าแตะหลักสิบล้านหยวนรวมอยู่ด้วยซ้ำ


เป็นไปตามคาด แววตาเดียดฉันท์ของหานฮุ่ยทวีความเข้มข้นรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าตัว เธอเอ่ยประชดประชันอย่างเหลืออด


“ในฐานะลูกผู้ชาย ไม่ต้องถึงขั้นกล้าทำกล้าเปิดอกรับหรอก แต่ความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานน่ะควรจะมีบ้าง! แต่แกมันไม่ใช่ แกมันมีดีแค่รูปร่างภายนอกที่เป็นชายแต่เนื้อแท้ข้างใน... แกมันไม่ใช่ลูกผู้ชายเลยสักนิด!”


“ความเหยียดหยามของคุณ ผมรับรู้ได้เต็มอกแล้วล่ะ” จางโหย่วเอ่ยปาก ค่อยสงบสติจัดเรียงความคิด


“เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ในเมื่อภรรยาของ... เออ 'ผม' เจียงอีเหรินอยากจะหย่านัก ตอนจะคบจะแต่งกันน่ะจะให้แม่สื่อหรือเพื่อนฝูงช่วยแนะนำชักจูงมามันก็ไม่แปลกหรอก แต่ถ้าตอนจะหย่าร้างกันแล้วยังต้องมาใช้ตัวแทนสื่อสารแบบนี้ มันดูขัดหูขัดตาและไม่ถูกกาลเทศะไปหน่อย คุณกลับไปบอกเธอเถอะว่า ถ้าอยากจะหย่าน่ะไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องให้เธอมาเปิดอกคุยกับผมด้วยตัวเอง วางใจได้เลย ตอนนั้นผมจะพูดคุยกับเธอด้วยความประนีประนอมและใจเย็นเหมือนอย่างตอนนี้อย่างแน่นอน รับรองว่าจะไม่ลงไม้ลงมือเด็ดขาด ผมพูดขนาดนี้แล้ว คุณควรจะสัมผัสได้ถึงความจริงใจของผมแล้วใช่ไหม!? หากผมยังเป็นเหมือนเมื่อก่อนล่ะก็ ลำพังแค่การที่คุณนำหนังสือสัญญาหย่าฉบับนี้มาให้เจียงอีเหรินในวันนี้ ป่านนี้คุณโดนผมซัดหมอบหมัดคว่ำไปนานแล้ว"


คำพูดนี้ของจางโหย่วไม่ใช่แค่ราคาคุยขู่ให้กลัวเล่น ๆ ตามเศษเสี้ยวความทรงจำที่ตกค้างไอ้ รปภ. คนเก่าคนนั้นเคยมีครั้งหนึ่งที่ลงมือทุบตีเจียงอีเหริน แล้วประจวบเหมาะกับที่หานฮุ่ยมีธุระด่วนมาหาพอดี


เมื่อมาเห็นเหตุการณ์เข้า มีหรือที่เธอจะทนอยู่เฉยจึงตรงเข้าไปช่วยดึงแยกขัดขวาง และแล้ว... ทุกอย่างก็เป็นไปตามคาดคนที่เข้าไปช่วยห้ามทัพกลับต้องพลอยรับเคราะห์โดนลูกหลงโดนหางเลขไปด้วย


คาดว่าหลังจากนั้นเจียงอีเหรินคงออกปากอ้อนวอนขอร้องแทนนั่นแหละ หานฮุ่ยถึงได้ยอมความและไม่ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีกับไอ้ รปภ. สารเลวนั่นหรือแน่นอนว่า...


อาจเป็นเพราะหานฮุ่ยโดนหมัดหลุน ๆ ราวกับกระสอบทรายของรปภ. นั่นข่มขู่จนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้วจริง ๆ ก็เป็นได้