ตอน 5
บทที่ 5: ปากดีนัก เดี๋ยวจัดให้
“อะไรนะ? เรื่องเป็นแบบนี้เชียวเหรอ” จางอวี่เฟยร้องลั่นด้วยความโมโหจนพรวดพราดลุกขึ้นยืน
“ฉันก็ว่าแล้วว่าคนบ้านนั้นมันไม่น่าไว้ใจ เธอเนี่ยก็เชื่อคนง่ายเกินไป!”
จางอวี่เฟยดูร้อนรนแทนจนแทบจะกลั้นใจตาย ฉินอวี้ชิงดึงแขนเพื่อนสาวให้กลับมานั่งลง
“ใจเย็นก่อน นั่งลงเถอะ ฉันไม่ได้มาขอให้เธอช่วยเรื่องนี้หรอกนะ”
“เธอยังจะหัวเราะได้อีก!”
จางอวี่เฟยขัดใจจริงๆ ก่อนหน้านี้เธอก็ไม่ถูกชะตากับบ้านนั้นอยู่แล้ว ทุกครั้งที่เธอไปหาฉินอวี้ชิง ป้าสะใภ้ใหญ่ของเพื่อนก็มักจะพูดจาถากถางใส่ไม่หยุด
“ไม่ให้หัวเราะแล้วจะให้ร้องไห้เหรอ ในเมื่อฉันตาสว่างแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสียใจหรอก”
“ก็ได้ๆ เรื่องนี้วางใจเถอะ ถ้ามีอะไรคืบหน้า ฉันจะรีบไปตามคนมาช่วยเธอเอง”
“ขอบใจนะ งั้นเรากลับกันเถอะ”
จางอวี่เฟยเดินตามออกมาที่จักรยาน พอเห็นแล้วตาก็เป็นประกาย
“เอารถกลับมาได้แล้วเหรอ?” เมื่อครู่มัวแต่สนใจคุยเลยไม่ได้สังเกต
“อืม”
ตอนที่รู้ว่าฉินอวี้ชิงยกจักรยานคันนี้ให้ฉินซูเหยาจางอวี่เฟยก็รู้สึกเสียดายแทนเพื่อนมาก เพราะนอกจากจะใช้แต้มอุตสาหกรรมแลกมาได้ยากแล้ว ราคามันก็ไม่ใช่ถูกๆ
“อย่ามัวแต่มึนอยู่เลย ขึ้นมาเร็ว เดี๋ยวฉันพาไปส่งเอง”
“ได้เลย!” จางอวี่เฟยกระโดดขึ้นซ้อนท้ายพลางคว้าเสื้อของฉินอวี้ชิงไว้แน่น
บ้านของทั้งสองอยู่ไม่ไกลกันมาก แค่คนละซอย พอถึงแถวบ้านของจางอวี่เฟยก็แยกกันตรงนั้น หลังจากลงจากรถ จางอวี่เฟยรีบเช็ดปากและดมกลิ่นตามเนื้อตัวให้แน่ใจว่าไม่มีกลิ่นเนื้อติดตัวมา ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้าน
ฉินอวี้ชิงเห็นว่าเวลายังเหลืออยู่ เลยแวะเดินเล่นเพื่อดูว่าจะซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับไปได้บ้าง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ร้านค้าสหกรณ์ สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับร่างที่คุ้นเคย ป้าสะใภ้ใหญ่กับฉินซูเหยากำลังยืนอยู่ตรงนั้น โอกาสมาถึงแล้ว… เธอแอบยืนดูห่างๆ กะจังหวะจนได้ที่ จึงเดินนิ่งๆ เข้าไปในร้าน
ซ่งซิ่วเหมยที่กำลังเพลิดเพลินกับการแสดงละครไม่ทันสังเกตเห็นฉินอวี้ชิง เธอยังคงพร่ำบอกคนรอบข้างเสียงดัง
“เด็กคนนี้น่าสงสารนัก ในฐานะป้าสะใภ้ ฉันก็ต้องใส่ใจดูแลเขาเป็นธรรมดา”
ฉินซูเหยาเองก็เล่นบทสมทบอย่างแนบเนียน เธอชี้นิ้วสั่งพนักงานขาย
“เอาครีมทาหน้าตลับที่แพงที่สุดมาดูหน่อยนะคะ หนูจะซื้อไปฝากพี่สาวค่ะ”
“ซิ่วเหมย บ้านคุณนี่ดีจังเลยนะ ดูแลหลานสาวดีขนาดนี้” ป้าจางที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยชม
ซ่งซิ่วเหมยตบหน้าอกตัวเองเบาๆ “หลานสาวฉันชีวิตรันทด ฉันก็ต้องประคบประหงมเป็นธรรมดา”
เธอยังคงสั่งพนักงานต่อ “ขนมทาซูเอาสองชั่ง แล้วก็ลูกอมกระต่ายขาวนั่นอีกสองหยวนด้วย”
ซ่งซิ่วเหมยชี้ไปที่ตู้กระจก “เอาผลไม้กระป๋องมาอีกสองกระป๋องนะ”
คนรอบข้างเริ่มอิจฉา ของพวกนี้ราคาสูงทั้งนั้น ซ่งซิ่วเหมยซื้อเหมือนกับว่าไม่ต้องเสียเงิน ใครเห็นก็ต้องตาแดง ป้าจางอดไม่ได้ที่จะเหน็บแนม
“ซิ่วเหมย ซื้อเยอะขนาดนี้เปลืองเงินไม่ใช่เหรอ? คุณใจถึงจริงนะ”
“ชิงชิง ชอบกินค่ะ ขอแค่ชิงชิงมีความสุข ต่อให้ต้องจ่ายมากกว่านี้ฉันก็เต็มใจ”
“แต่คุณก็ไม่ควรตามใจขนาดนั้นนะ”
ใครๆ ก็รู้ว่าราคาของพวกนี้ไม่ใช่น้อยๆ ทั้งหมดที่ถืออยู่นี่ราคาก็น่าจะเกิน 10 หยวนเข้าไปแล้ว เงินเดือนทั้งเดือนหายไปเกือบหนึ่งในสาม ใครจะกล้าเอาขนมมาเป็นอาหารหลักแบบนี้
ท่ามกลางผู้คนที่เริ่มจับกลุ่มซุบซิบ ฉินอวี้ชิงที่ยืนอยู่ข้างหลังเผยยิ้มเย็นชา นี่เองคือวิธีการที่พวกมันใช้ทำลายชื่อเสียงของเธอมาโดยตลอด
“ป้าสะใภ้คะ ซื้ออะไรกันอยู่เหรอ?”
น้ำเสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำเอาซ่งซิ่วเหมยตัวแข็งทื่อ เธอไม่คิดว่าฉินอวี้ชิงจะโผล่มาตอนนี้ ก่อนที่เธอจะทันได้อ้าปากแก้ตัว ป้าจางก็รีบพูดแทรกอย่างรวดเร็ว
“ป้าสะใภ้เธอไง บอกว่าช่วงนี้เธอกินไม่ได้นอนไม่หลับ เลยซื้อของอร่อยๆ มาให้เพียบเลย ดูสิเนี่ย กองเบ้อเริ่มเลยนะ มีบุญจริงๆ”
ฉินอวี้ชิงทำหน้างุนงง
“หนูกินข้าวได้ปกติค่ะ เมื่อเช้ายังซัดบะหมี่ไปชามโตอยู่เลย ของพวกนี้เอาไปคืนเถอะค่ะ หนูไม่ต้องการ”
ที่ผ่านมาที่บ้านเธอไม่เคยเห็นของพวกนี้เลยสักนิด สงสัยคงถูกป้าสะใภ้จอมโลภแอบเอาไปเก็บไว้ในห้องตัวเองหมดแล้ว การจะเอาไปคืนนั้นไม่มีทางเป็นไปได้ ซ่งซิ่วเหมยเตรียมจะเอาไว้กินเองมื้อค่ำเสียด้วยซ้ำ!
เธอพยายามรีบไล่ฉินอวี้ชิงออกไป จึงหยิบเงินหนึ่งหยวนออกจากกระเป๋าแล้วยัดใส่มือหลานสาว
“ชิงชิง ไม่ใช่ว่าลูกจะไปดูหนังเหรอ รีบไปสิ เดี๋ยวไม่ทันนะ”
ซ่งซิ่วเหมยพยายามหาข้ออ้าง ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉินอวี้ชิงคงเชื่อฟังและเดินจากไปง่ายๆ แต่ตอนนี้ฉินอวี้ชิงที่ผ่านโลกมาแล้วรอบหนึ่งมีหรือจะปล่อยไปง่ายๆ
เธอเดินตรงเข้าไปที่เคาน์เตอร์แล้วใช้นิ้วจิ้มไปที่ขนมทาซูจนห่อกระดาษส่งเสียงดังกรอบแกรบ
“ป้าสะใภ้จะกลับไปเยี่ยมบ้านแม่หรือไงคะ?”
บรรดาป้าๆ ที่ถือตะกร้าผักอยู่แถวนั้นเริ่มซุบซิบกันทันที นี่มันอ้างชื่อคนอื่นเพื่อซื้อของกลับไปให้บ้านตัวเองชัดๆ กลัวคนจะครหาว่าเอาเปรียบหลานสาวเพื่อไปปรนเปรอญาติฝั่งตัวเองสินะ!
ซ่งซิ่วเหมยเห็นท่าไม่ดี รีบดึงแขนฉินอวี้ชิงไว้
“ชิงชิง ป้าออกมาทำธุระรีบๆ เลยลืมไปว่าหุงข้าวค้างไว้ที่บ้าน รีบกลับไปดูสิ เดี๋ยวหม้อไหม้!”
ฉินอวี้ชิงไม่สนใจ พนักงานหยิบผลไม้กระป๋องมาวางบนเคาน์เตอร์พอดี เธอจึงยิ้มพลางพูดว่า
“ซื้อให้ซูเหยาเหรอคะ? เมื่อวันก่อนเห็นน้องยังบ่นอยากกินอยู่เลย หนูอิจฉาน้องจังเลยค่ะที่มีแม่คอยตามใจแบบนี้”
ใบหน้าของซ่งซิ่วเหมยเปลี่ยนเป็นเขียวสลับซีด มือที่ถือถุงใส่ของกำแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน ยัยเด็กนี่ไปเอาความปากร้ายมาจากไหน!ฉินซูเหยาที่โกรธอยู่แล้วพอเห็นฉินอวี้ชิงก็ระเบิดอารมณ์ออกมา
“พี่สาว! พี่พูดแบบนี้ได้ยังไง แม่ฉันดูแลพี่มาอย่างดี พี่ยังมีอะไรไม่พอใจอีก!”
“อ้าว น้องสาวไม่อยากกินผลไม้กระป๋องหรอกเหรอ? งั้นพี่คงเข้าใจผิดเอง” ฉินอวี้ชิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ฉินซูเหยาชะงัก เธออยากกินสิ แต่จะให้ยอมรับออกมาแบบนี้ไม่ได้
“แม่ซื้อให้พี่ต่างหาก ฉันไม่มีสิทธิ์ไปกินหรอก”
ฉินซูเหยาที่ผ่านการเกิดใหม่มาเหมือนกันย่อมไม่โง่พอที่จะทำลายชื่อเสียงตัวเองเพราะของแค่นี้
“ในเมื่อพี่ไม่กิน งั้นก็ไม่ควรซื้อตั้งแต่แรกนะคะ คืนเถอะ เงินเดือนของฉันเดือนนี้จ่ายไม่ไหวหรอก เหลือเงินให้พวกคุณไม่มากแล้วด้วย”
ฉินอวี้ชิงกล่าวต่อ “น้ำใจของป้าสะใภ้หนูรับไว้แล้ว แต่เปลี่ยนของพวกนี้เป็นแป้งหรือธัญพืชยังจะอิ่มท้องกว่านะ”
ในเมื่ออยากสร้างภาพกันนัก เธอก็จัดให้! เธอหยิบครีมทาหน้าที่ฉินซูเหยาถืออยู่มาแล้ววางเงินห้าหยวนลงบนเคาน์เตอร์
“นี่ค่าครีมทาหน้า ส่วนของอื่นเอาคืนไปเถอะค่ะ หนูไม่กิน”
การยืนกรานอย่างหนักแน่นของฉินอวี้ชิง ยิ่งขับเน้นให้ความลุกลี้ลุกลนของซ่งซิ่วเหมยดูน่าสงสัยมากขึ้น ป้าจางที่ดูอยู่ข้างๆ เบะปาก
“อ๋อ ที่แท้ก็เอาชื่อหลานมาอ้างเพื่อสนองความอยากตัวเอง ฉันว่าแล้วเชียว คนอะไรจะใจดีกับหลานถึงขั้นยอมจ่ายขนาดนั้น”
“ใช้เงินคนอื่นแล้วไม่เสียดายเงิน มิน่าล่ะ ถึงได้หยิบแต่ของแพงๆ”
ป้าจางหันไปกระซิบกับคุณนายหลี่ข้างๆ เสียงดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน
“แผนสูงจริงๆ ฉันได้ยินมาจนถึงปากซอยโน่นเลยว่าพวกเขาวางแผนกันมา”
ฉินอวี้ชิงแอบชูนิ้วโป้งให้ป้าจางในใจ นี่แหละตัวแม่นักตบหน้าชัดๆ! พอเห็นว่าสถานการณ์ได้ที่แล้ว ฉินอวี้ชิงก็แกล้งถอนหายใจ
“ป้าสะใภ้คะ ต่อให้พ่อหนูทิ้งเงินบำนาญไว้ให้บ้าง แต่มันก็ไม่พอให้ป้าผลาญเล่นแบบนี้หรอกนะ ถ้ายังไง... ป้าคืนเงินส่วนที่เหลือให้หนูเก็บไว้เองเถอะค่ะ”